top of page
Clip path group

ไทยเข้าสู่ Super-Aged Society ปี 2577: ผังเมืองต้องปรับอย่างไร ให้ผู้สูงอายุ “ไม่เจ็บ ไม่จน ไม่เหงา”

รูปภาพนักเขียน: PREECHAYA NAVARAJ
PREECHAYA NAVARAJ
5 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที
อีกไม่กี่ปีข้างหน้า คนไทยเกือบ 3 ใน 10 คนจะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป คำถามคือเมืองที่เราอยู่ทุกวันนี้ ทั้งทางเท้าหน้าบ้าน ป้ายรถเมล์ ตลาด โรงพยาบาล หมู่บ้านจัดสรรชานเมือง พร้อมรองรับชีวิตของคนสูงวัยแล้วหรือยัง?

นี่คือโจทย์สำคัญจากการบรรยาย “Super-Aged Society วิกฤต หรือโอกาสของเมือง” โดย ศาสตราจารย์ไตรรัตน์ จารุทัศน์ ในงาน World Town Planning Day 2026 ซึ่ง LAD นำมาสรุปเนื่องในวันผังเมืองโลก 8 พฤศจิกายน 2569



“ไม่เจ็บ ไม่จน ไม่เหงา” หัวใจของการออกแบบเมืองเพื่อสังคมสูงวัย

ประเด็นสำคัญของการบรรยายคือ สังคมสูงวัยไม่ได้เปลี่ยนเพียงโครงสร้างประชากร แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของเมือง ตั้งแต่เศรษฐกิจ การจ้างงาน รูปแบบการอยู่อาศัย การเดินทาง ไปจนถึงความสามารถของท้องถิ่นในการจัดบริการสาธารณะ


ศ.ไตรรัตน์ชี้ว่า การเตรียมเมืองสำหรับผู้สูงอายุต้องเชื่อม การออกแบบสภาพแวดล้อม เข้ากับ โอกาสการทำงาน การเข้าถึงบริการ และความสัมพันธ์ทางสังคม เป้าหมายสุดท้ายสรุปได้สั้น ๆ คือ ทำให้คนสูงวัยอยู่ในเมืองได้อย่าง “ไม่เจ็บ ไม่จน และไม่เหงา”



ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) เมื่อไหร่ และทำไมเวลาเตรียมตัวเหลือน้อย

ตามข้อมูลที่นำเสนอในการบรรยายไทยใช้เวลาประมาณ 22 ปี ในการเพิ่มสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจาก ร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 20 โดยคาดว่าจะเพิ่มเป็น ร้อยละ 28 ใน พ.ศ. 2577 ซึ่งเท่ากับการเข้าสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society)


ช่วงเวลาเตรียมความพร้อมของไทยจึงสั้นลงเรื่อย ๆ และยังมีโจทย์ที่หนักกว่านั้น คือสภาวะ “แก่ก่อนรวย” ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ขณะที่ฐานรายได้และทรัพยากรสำหรับดูแลประชากรยังมีจำกัด

ประเทศที่เรามักยกเป็นต้นแบบอย่าง ญี่ปุ่น มีฐานรายได้สูงกว่าไทยมากตอนที่เข้าสู่สังคมสูงวัย การก๊อปปี้นโยบายหรือโครงการจากต่างประเทศมาทั้งก้อนจึงไม่ได้ผล ต้องพิจารณาความสามารถทางเศรษฐกิจและบริบทของท้องถิ่นไปพร้อมกัน


เมืองหลักโต เมืองรองหด: สังคมสูงวัยสร้างโจทย์ผังเมืองคนละแบบ

สังคมสูงวัยเกิดขึ้นพร้อมกับการย้ายถิ่นของคนวัยทำงานเข้าเมืองใหญ่ ผลลัพธ์คือเมืองไทยแตกออกเป็นสองขั้ว

  • เมืองหลัก ต้องรองรับความต้องการด้านที่อยู่อาศัย การเดินทาง และบริการที่เพิ่มขึ้นไม่หยุด

  • เมืองรองบางแห่ง กลับมีประชากรลดลง แต่สัดส่วนผู้สูงอายุสูงขึ้น



ดัชนีการสูงวัย (Aging Index) และจังหวัดไหนมีค่าสูง

ตัวชี้วัดที่ช่วยอธิบายสถานการณ์นี้คือ ดัชนีการสูงวัย (Aging Index) ซึ่งเทียบจำนวนผู้สูงอายุต่อเด็ก 100 คน ถ้าค่าเกิน 100 แปลว่าพื้นที่นั้นมีผู้สูงอายุมากกว่าเด็ก


ตัวอย่างในสไลด์การบรรยายชี้ให้เห็นว่า ลำปางมีผู้สูงอายุประมาณ 168 คนต่อเด็ก 100 คน หรือพูดง่าย ๆ คือมีผู้สูงอายุเกือบ 1.7 เท่าของเด็ก ขณะที่ แพร่ สิงห์บุรี และลำพูน ก็มีค่าดัชนีสูงเช่นกัน


ปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อคนวัยทำงานย้ายออก ฐานเศรษฐกิจและรายได้ท้องถิ่นอาจลดลง แต่ ภาระการดูแลประชากรและการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานยังคงอยู่เท่าเดิม การวางผังเมืองจึงต้องรับมือทั้ง เมืองที่เติบโต และ เมืองที่หดตัว ไปพร้อมกัน ใช้สูตรเดียวกันทั้งประเทศไม่ได้อีกต่อไป


“เมืองนอน” (Bedroom City): กลางคืนคึกคัก กลางวันเหลือแต่เด็กกับผู้สูงอายุ

อีกรูปแบบที่น่าจับตาคือ เมืองนอน (Bedroom City) ย่านพักอาศัยของคนที่เดินทางไปทำงานในเมืองหลัก ตอนกลางคืนอาจคึกคัก แต่ตอนกลางวันเหลือเด็กและผู้สูงอายุเป็นหลัก


ปัญหาจะชัดขึ้นเมื่อย่านถูกออกแบบให้ พึ่งพารถยนต์ พอผู้อยู่อาศัยอายุมากขึ้นและขับรถไม่สะดวก การไปตลาด ไปสถานพยาบาล หรือไปพบปะผู้คนก็ยากขึ้นทันที


ศ.ไตรรัตน์ยกตัวอย่าง ทามะนิวทาวน์ (Tama New Town) ในญี่ปุ่น ที่ต้องปรับย่านพักอาศัยเดิมให้รองรับคนที่แก่ตัวลง ทั้งอาคารที่ไม่มีลิฟต์และบริการที่เข้าถึงลำบาก บทเรียนคือปัญหาไม่ได้อยู่แค่ในตัวบ้าน แต่อยู่ที่ ความเชื่อมโยงระหว่างบ้านกับเมือง ด้วย


ทามะนิวทาวน์ (Tama New Town) ในญี่ปุ่น ที่มา : https://www.ur-net.go.jp/overseas/achievements/copy_of_tama.html
ทามะนิวทาวน์ (Tama New Town) ในญี่ปุ่น ที่มา : https://www.ur-net.go.jp/overseas/achievements/copy_of_tama.html

“ไม่เจ็บ ไม่จน ไม่เหงา” สามคำที่อธิบายว่าผังเมืองเกี่ยวกับผู้สูงอายุอย่างไร

แนวคิด “ไม่เจ็บ ไม่จน ไม่เหงา” ทำให้เห็นว่าผังเมืองไม่ได้เป็นเรื่องสีบนแผนที่ แต่เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตหลายมิติ

  • ไม่เจ็บ: สภาพแวดล้อมปลอดภัย เดินได้ ใช้จักรยานหรือขนส่งสาธารณะได้ และเข้าถึงบริการสุขภาพได้สะดวก

  • ไม่จน: มีโอกาสทำงานและร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผ่านตลาด พื้นที่ชุมชน และการจ้างงานที่เหมาะสม

  • ไม่เหงา: มีพื้นที่และกิจกรรมที่ชวนให้ออกจากบ้าน พบปะผู้คน และได้รับการดูแลจากสังคมรอบตัว


ทั้งสามด้านนี้ ผูกกันแยกไม่ออก เมืองอาจมีสวนสวยหรือศูนย์กิจกรรมครบครัน แต่ถ้าทางเท้าไม่ปลอดภัยหรือเดินทางไปไม่ได้ ผู้สูงอายุก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน เมื่อ “เจ็บ” ก็ออกไปหารายได้ไม่ได้ เมื่อออกจากบ้านไม่ได้ก็ “เหงา” ตามมา


เมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ (Age-friendly City) 8 ด้าน มีอะไรบ้าง

กรอบ เมืองและชุมชนที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ (Age-friendly City and Community) ช่วยจัดระบบการพัฒนาให้ครอบคลุม 8 ด้าน ซึ่ง ศ.ไตรรัตน์จัดเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 สภาพแวดล้อมทางกายภาพ

1.   พื้นที่ภายนอกและอาคาร

2.   การเดินทาง

3.   ที่อยู่อาศัย

กลุ่มที่ 2 สภาพแวดล้อมทางสังคม

4.   การมีส่วนร่วมทางสังคม

5.   การเคารพและยอมรับ

6.   การมีส่วนร่วมในฐานะพลเมืองและการจ้างงาน

กลุ่มที่ 3 บริการของเมือง

7.   การสื่อสารและข้อมูลข่าวสาร

8.   การสนับสนุนจากชุมชนและบริการสุขภาพ

หัวใจที่ ศ.ไตรรัตน์เน้นคือ การมีส่วนร่วมและการรับฟังผู้สูงอายุคือฐานของการพัฒนา ก่อนสร้างสวน ทางเดิน หรือศูนย์บริการ ต้องเริ่มจากความเข้าใจว่าผู้สูงอายุต้องการอะไร ใช้งานอย่างไร และติดอุปสรรคอะไรในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่สร้างตามที่คนออกแบบคิดเอง



กรณีศึกษาเทศบาลเมืองบึงยี่โถ: เมืองหมู่บ้านจัดสรร ปรับตัวเป็นเมืองเพื่อผู้สูงอายุ

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ เทศบาลเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี เมืองที่มีหมู่บ้านจัดสรรจำนวนมาก และมีถนนสายหลักแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองฝั่ง

สิ่งที่ทำคือ

•      ทีมงานร่วมกับเทศบาลและภาคเอกชน ปรับพื้นที่เดิมของหมู่บ้านให้เป็นศูนย์สำหรับผู้สูงอายุ

•      กระจายบริการและกิจกรรมให้เข้าถึงได้ใกล้บ้าน

•      ปรับอาคารและเส้นทางตามหลัก การออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design)

•      จัดกิจกรรมออกกำลังกาย การเรียนรู้ และการพบปะควบคู่กัน

ศ.ไตรรัตน์เรียกการทำงานสองส่วนนี้ว่า Hardware (อาคาร ทางเดิน พื้นที่) และ Software (กิจกรรมและบริการ) ซึ่งต้องพัฒนาไปด้วยกัน พร้อมใช้ รายการตรวจสอบ (Checklist) ประเมินว่ายังขาดองค์ประกอบใด แล้วเติมบริการอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ทำให้พื้นที่ได้ใช้งานจริง ไม่กลายเป็นอาคารร้างหลังตัดริบบิ้น คือ ความร่วมมือของผู้นำท้องถิ่น ชุมชน และเอกชน



จากเมืองเอกนครสู่เมืองหลายศูนย์กลาง: ทางออกของเมืองหลัก

สำหรับเมืองหลัก ศ.ไตรรัตน์ตั้งคำถามกับการเติบโตที่ดึงคน งาน และทรัพยากรเข้าสู่ศูนย์กลางไม่หยุด ซึ่งสัมพันธ์กับลักษณะ เมืองเอกนคร (Primate City) และเสนอให้พัฒนาเป็น

  • เมืองหลายศูนย์กลาง (Polycentric City) ที่แต่ละศูนย์เป็น เมืองกระชับ (Compact City) มีบริการและกิจกรรมรองรับคนในพื้นที่

  • ทุกศูนย์ เชื่อมต่อกันด้วยขนส่งมวลชน

  • แนวคิด การเข้าถึงภายใน 15 นาที ต้องครอบคลุมทั้งสวน ตลาด สถานพยาบาล และจุดบริการขนส่ง เพื่อให้แต่ละย่านเป็นจุดศูนย์กลางหรือ Node ของชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน เมืองหลักควรทำหน้าที่ สนับสนุนเมืองรอบข้างให้มีงานและบริการของตัวเองมากขึ้น เพราะการกระจายโอกาสออกไปคือการลดภาระของเมืองหลักเองด้วย


ฟื้นเมืองรองและเมืองนอน: พลิกวงจรเสื่อมถอยให้เป็นวงจรฟื้นฟู

สำหรับเมืองรองและเมืองนอน โจทย์คือ เพิ่มกิจกรรมระหว่างวันและลดการพึ่งพารถยนต์ ผ่าน การใช้พื้นที่แบบผสมผสาน (Mixed-use) ที่เชื่อมที่อยู่อาศัย ร้านค้า บริการ และพื้นที่กิจกรรมเข้าด้วยกัน

  • วงจรความเสื่อมถอย (Vicious Cycle): เดินทางลำบาก → กิจกรรมลดลง → รายได้ท้องถิ่นหดหาย → พื้นที่ทรุดโทรม

  • วงจรการฟื้นฟู (Virtuous Cycle): ผู้สูงอายุออกมาใช้งานพื้นที่ได้ → เศรษฐกิจกลางวันหมุนเวียน → เมืองดึงดูดคนรุ่นใหม่

โดยตัวอย่างที่ยกมาในการบรรยายมีสองระดับ

  • การคืนถนนให้คนเดินในสเปน สะท้อนว่าพื้นที่สาธารณะช่วยทั้งการใช้ชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนไปพร้อมกัน

  • โครงการระดับชุมชนที่บางด้วน จังหวัดตรัง ปรับพื้นที่ออกกำลังกายใกล้บ้าน ควบคู่กับการจัดกิจกรรมและติดตามสุขภาพ ยืนยันว่าท้องถิ่นเริ่มเองได้ ไม่ต้องรอโครงการใหญ่



เป้าหมายจริงคือ Healthspan ไม่ใช่แค่อายุยืน

ปลายทางของเมืองสูงวัยคือ Healthspan หรือช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี อายุยืนควรมาพร้อมความสามารถในการดูแลตัวเอง เดินทาง ทำกิจกรรม และรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่น


การเตรียมรับ Super-Aged Society จึงเป็นทั้งวิกฤตและโอกาส เป็นโอกาสให้เมืองได้ทบทวนว่า ที่อยู่อาศัย ถนน ระบบขนส่ง และบริการต่าง ๆ รองรับชีวิตคนได้จริงแค่ไหน เมืองที่เริ่มจากการรับฟังผู้สูงอายุ และเชื่อมการพัฒนาทางกายภาพเข้ากับบริการและกิจกรรมทางสังคม คือเมืองที่ทำให้ผู้คน สูงวัยในถิ่นเดิม ได้อย่างปลอดภัย มีส่วนร่วม และมีคุณภาพชีวิต


ในวันผังเมืองโลกปีนี้ คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่แค่ “เมืองจะโตไปทางไหน” แต่คือ “เมืองจะยังเป็นที่ของเราอยู่ไหม ในวันที่เราแก่ตัวลง”

สุขสันต์วันผังเมืองโลกค่ะ!


เรียบเรียงจากการบรรยายและสไลด์ “Super-Aged Society วิกฤต หรือโอกาสของเมือง” โดยศาสตราจารย์ไตรรัตน์ จารุทัศน์ ในงาน World Town Planning Day 2026 ตัวเลขและการคาดการณ์ในบทความอ้างตามข้อมูลที่นำเสนอในการบรรยาย


รับชมคลิปบรรยากาศงานสัมมนางานสัมมนา “วันผังเมืองโลก ประจำปี 2569” (World Town Planning Day 2026) วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2569


ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ


 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page