
จาก Osaka Expo สู่เจ้าพระยา : AWC ยก Blue Ocean Dome ปักหมุดเอเชียทีค สร้างแลนด์มาร์กใหม่ของกรุงเทพฯ
14 นาทีที่แล้ว
ใช้เวลาอ่าน 2 นาที
0
0
0

กรุงเทพมหานครกำลังจะได้ “แลนด์มาร์กระดับโลก” ชิ้นใหม่ ที่“ย้ายประวัติศาสตร์ของโลก” มาปักหมุดไว้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
เมื่อ Asset World Corp หรือ AWC ประกาศคว้า “Blue Ocean Dome” พาวิลเลียนไอคอนิกจากงาน Expo 2025 Osaka, Kansai มาพัฒนาเป็นหมุดหมายใหม่ของเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์
นี่จึงไม่ใช่เพียงข่าวการลงทุนธรรมดา!
แต่คือการส่งสัญญาณว่า “กรุงเทพฯ” กำลังพยายามยกระดับตัวเอง จากเมืองท่องเที่ยว สู่ “Global Destination” อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในยุคที่เมืองต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องห้าง โรงแรม หรืออาคารสูงอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกันด้วย “ประสบการณ์”และ “ภาพจำของเมือง”
และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน
ไตรมาส 3 ปีนี้ กรุงเทพมหานครอาจได้เห็น “Masterpiece Architecture” ระดับโลกของ Shigeru Ban ตั้งตระหง่านริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ชุบชีวิต “โดมยักษ์” จาก World Expo สู่แลนด์มาร์กใหม่ริมเจ้าพระยา
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของแผนลงทุน AWC ในปี 2569 คือการต่อจิ๊กซอว์ครั้งใหญ่ให้กับ “เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์” ผ่านการนำ “Blue Ocean Dome” พาวิลเลียนสุดล้ำจากงาน Osaka-Kansai Expo 2025 มาสร้างชีวิตใหม่ในประเทศไทย
โดมดังกล่าวถือเป็นหนึ่งใน Pavilion ที่โดดเด่นที่สุดของมหกรรมโลกครั้งล่าสุดที่ประเทศญี่ปุ่น และถูกออกแบบโดย Shigeru Ban สถาปนิกเจ้าของรางวัล Pritzker Prize ผู้มีชื่อเสียงระดับโลกด้านงานออกแบบที่ผสมผสานความเรียบง่าย นวัตกรรม และอารมณ์ของพื้นที่เข้าไว้ด้วยกัน
ที่สำคัญ นี่จะกลายเป็น “ผลงานชิ้นแรกในประเทศไทย” ของเขาอีกด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้พิเศษ ไม่ใช่แค่ชื่อของสถาปนิก หากอยู่ที่ “แนวคิด” เบื้องหลังการตัดสินใจของ AWC เพราะ Pavilion จำนวนมากในงาน World Expo มักถูกออกแบบให้ใช้งานเพียงชั่วคราว ก่อนจะถูกรื้อถอนเมื่อมหกรรมสิ้นสุดลง แต่หลังจาก คุณวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AWC ได้เดินทางไปเห็น Blue Ocean Dome ด้วยตนเองที่โอซาก้า เธอกลับรู้ส ึก “เสียดาย” หากสถาปัตยกรรมระดับ Masterpiece ชิ้นนี้ต้องหายไปหลังงานจบ นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาซื้อโดมดังกล่าวจากญี่ปุ่น ก่อนยกข้ามทะเลมายังกรุงเทพมหานคร
นี่จึงไม่ใช่เพียงการนำ “โครงสร้าง” ข้ามประเทศ
แต่มันคือการ “ชุบชีวิต” งานสถาปัตยกรรมระดับโลก ให้กลับมามีบทบาทอีกครั้งในบริบทใหม่
“จากโอซาก้า สู่เจ้าพระยาจาก Expo Pavilion ชั่วคราว สู่ Global Attraction แห่งใหม่ของประเทศไทย”

เอเชียทีค กำลังเปลี่ยนจาก Night Market สู่ Entertainment Waterfront ระดับโลก
หากมองผิวเผิน หลายคนอาจคิดว่านี่เป็นเพียง “การนำโดมมาตั้ง” แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ AWC กำลังทำ อาจใหญ่กว่านั้นมาก เพราะ Blue Ocean Dome ไม่ได้ถูกวางให้เป็นเพียง “แลนด์มาร์กใหม่สำหรับถ่ายรูป” แต่กำลังถูกออกแบบให้เป็น “จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ” ของการพลิกโฉม เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ ครั้งใหญ่
AWC เตรียมติดตั้ง Blue Ocean Dome ทั้งไซส์ L และ M บนพื้นที่กว่า 1,600 ตารางเมตร บริเวณ Asiatique Sky ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทำเลสำคัญที่สุดของโครงการ และการเลือ กพื้นที่ตรงนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะบริษัทกำลังพยายาม “Connect the Dots” ของหลายโซนเข้าด้วยกัน ได้แก่
Jurassic World: The ExperienceSkyFlyer
พื้นที่ F&B ใหม่ใน Asiatique 2.2
Family Experience สำหรับกลุ่มครอบครัว
พื้นที่ไลฟ์สไตล์และกิจกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต
ทั้งหมดกำลังถูกหลอมรวมให้กลายเป็น “Theme Park Waterfront” รูปแบบใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
เปลี่ยนจากย่านเดินเล่นริมน้ำให้กลายเป็นพื้นที่ที่รวมทั้งความตื่นเต้น ความบันเทิง อาหาร ไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ไว้ในพื้นที่เดียว และนี่อาจเป็นครั้งแรกที่กรุงเทพมหานคร กำลังเริ่มมี “Entertainment Waterfront District” อย่างจริงจัง

เกมใหม่ของ “เมืองท่องเที่ยว” ไม่ใช่แค่มีห้าง แต่ต้องมี“ประสบการณ์”
สิ่งที่น่าสนใจ คือ แนวโน้มการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไป จากในอดีต เมืองแข่งขันกันด้วย ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านอาหาร ถนนคนเดิน แต่ปัจจุบัน “เศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ หรือ Experience Economy” กลายเป็นหัวใจใหม่ของการท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวไม่ได้ต้องการเพียง “ที่เดินเล่น” แต่ต้องการ “ประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น” นี่คือเหตุผลที่หลายเมืองทั่วโลก เริ่มลงทุนกับ
พื้นที่ประสบการณ์เสมือนจริง (immersive attraction)
สถาปัตยกรรมที่ออกแบบเพื่อสร้างประ สบการณ์ (experiential architecture)
พื้นที่ที่ออกแบบภายใต้ธีมเฉพาะ (themed environment)
ศูนย์กลางความบันเทิงระดับจุดหมายปลายทาง (destination entertainment)
ตัวอย่างเช่น TeamLab ในโตเกียว Sphere ที่ลาสเวกัส จนถึง Gardens by the Bay ในสิงคโปร์โฉมใหม่ ที่ดึงพื้นที่ประสบการณ์เสมือนจริงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยว และในมุมนี้ Blue Ocean Dome อาจเป็น “หมากสำคัญ” ที่ทำให้กรุงเทพฯ เริ่มขยับเข้าสู่เกมเดียวกัน

รายละเอียดเล็ก ๆ ที่สะท้อนว่า AWC กำลังคิดลึกกว่าเดิม
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา AWC กำลังพยายาม “รีแบรนด์” เอเชียทีคครั้งใหญ่
จากตลาดกลางคืนริมแม่น้ำ สู่ “Entertainment & Lifestyle Destination” ระดับภูมิภาค
เริ่มตั้งแต่การดึง Jurassic World: The Experience เข้ามาเปิดให้บริการ ตามด้วยเครื่องเล่นอย่าง SkyFlyers: Wings of Garudapterus ที่กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของพื้นที่

สิ่งที่น่าสนใจ คือ AWC ไม่ได้มอง “เครื่องเล่น” ต่างๆเหล่านี้เพียงในเชิงความสนุกแบบผิวเผิน แต่กำลังออกแบบ “ประสบการณ์ของพื้นที่” อย่างละเอียด ตัวอย่างเช่น SkyFlyer ที่ถูกแบ่งจังหวะการใช้งานชัดเจน หากเล่นก่อน 19:00 น. จะเน้นความตื่นเต้น แต่หลัง 19:00 น. จะถูกปรับเข้าสู่โหมดผ่อนคลาย เพื่อให้สอดคล้องกับบรรยากาศการพักผ่อนริมแม่น้ำ และไม่รบกวนชุมชนรอบข้าง
รายละเอียดเล็ก ๆ แบบนี้ สะท้อนว่า AWC กำลังคิดถึง “การออกแบ บเชิงประสบการณ์ หรือ Experience Design” ในระดับที่ลึกกว่าเดิม ซึ่งทั้งหมดกำลังผลักดันให้เอเชียทีค ค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “Night Market” ไปสู่ “Integrated Experience Destination” อย่างเต็มรูปแบบ
ขณะเดียวกัน บริษัทก็เตรียมเดินหน้าพัฒนา Asiatique 2.2 เพิ่มเติม โดยวางตำแหน่งให้เป็นพื้นที่ที่เน้น
อาหารและเครื่องดื่ม (F&B)
ความสนุกสนาน
Family Experience
กิจกรรมสำหรับทุกช่วงวัย
พร้อมกันนี้ AWC ยังเปิดตัว “Better World Better Future” แลนด์มาร์กใหม่ด้าน Edutainment ภายใน Hatch Dome ผ่านการผสานความบันเทิง เทคโนโลยี และการเรียนรู้ด้านความยั่งยืน เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้แก่ผู้มาเยือนทุกช่วงวัย
ซึ่งทั้งหมดกำลังผลักดันให้เอเชียทีค ค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “Night Market” ไปสู่ Destination รูปแบบใหม่อย่างเต็มตัว

ตัวเลขกำลังสะท้อนว่า “โมเดลประสบการณ์” นี้เริ่มได ้ผล
ข้อมูลจาก AWC ระบุว่า ในไตรมาส 1 ปี 2569 โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ยังคงเติบโตต่อเนื่อง จากการพัฒนาโมเดลด้านไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ โดยมี
รายได้ค่าเช่าเติบโต 15%
EBITDA เติบโต 21%
อัตราเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้นสู่ 81%
ค่าเช่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5%
และจำนวนผู้ใช้งานเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 16%
ปัจจัยสำคัญมาจากความสำเร็จของ Jurassic World และ SkyFlyers ที่ช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศเข้าสู่พื้นที่ ซึ่งสะท้อนว่า AWC ไม่ได้กำลังสร้าง “พื้นที่ค้าปลีก” แต่กำลังสร้าง “ ระบบนิเวศน์ของประสบการณ์” อย่างจริงจัง
แต่คำถามสำคัญ คือ “เมืองรองรับได้หรือยัง?”
อย่างไรก็ตาม แม้ Blue Ocean Dome จะมีศักยภาพสูงในการยกระดับเอเชียทีคสู่ Global Destination
แต่คำถามสำคัญที่ตามมา คือ “ระบบเมืองของกรุงเทพฯ พร้อมรองรับแล้วหรือยัง?”
เพราะปัญหาของเอเชียทีค ไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีคนไป” แต่อยู่ที่ “คนไปแล้วเดินทางลำบาก” แม้พื้นที่จะเข้าถึงได้หลากหลายทางเลือก
ทางเรือ
ถนน
รถไฟฟ้า (ผ่าน Shuttle และการเชื่อมต่อ)
ระบบท่องเที่ยวริมน้ำ
แต่ในความเป็นจริง ปัญหาจราจรบริเวณเจริญกรุงและถนนโดยรอบ ยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดและช่วงกลางคืน ที่รถติดสะสมหนัก ขณะที่ที่จอดรถของพื้นที่เอง ก็ยังเผชิญข้อจำกัดในการรองรับคนจำนวนมาก ยิ่งพื้นที่ใหม่ ๆ ถูกเติมเข้ามาในพื้นที่โครงการมากขึ้นเท่าไร คำถามเรื่อง “Mobility Capacity” จะยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น
เพราะในท้ายที่สุด Destination ระดับโลก ไม่ได้วั ดแค่ “จำนวนแลนมาร์ก หรือ ประสบการณ์ที่อยู่ในโครงการ” เพียงอย่างเดียว แต่วัดว่า“คนสามารถเข้าถึงมันได้ง่ายแค่ไหน” หากเมืองยังคงพึ่งพารถยนต์เป็นหลัก แต่ไม่มีระบบขนส่งมวลชนคุณภาพสูงรองรับอย่างแท้จริง ต่อให้มีแลนด์มาร์กระดับโลกมากแค่ไหน ประสบการณ์ของเมือง ก็อาจสะดุดตั้งแต่ “ก่อนถึงจุดหมาย”
และนี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพมหานครในยุคใหม่เมื่อเมืองกำลังพยายามก้าวสู่ระดับ Global Destination แต่โครงสร้างพื้นฐานการเดินทาง ยังวิ่งตาม “บทบาทใหม่ของเมือง” ไม่ทัน

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://www.thansettakij.com/business/tourism/658888
https://www.arup.com/projects/blue-ocean-dome-pavilion-at-expo-2025-osaka/
https://www.w0w.co.jp/en/news/237
https://positioningmag.com/1573212
https://www.designboom.com/architecture/shigeru-ban-pavilion-expo-osaka-blue-ocean-04-17-2025/
https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/trends/2898716







