
AWC เปิดตัว "กระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา" ครั้งแรกของประเทศไทย สู่ Global Waterfront Destination: ใครได้ ใครเสีย และเมืองได้อะไรกลับมา?
9 ชั่วโมงที่แล้ว
ใช้เวลาอ่าน 2 นาที
0
4
0

AWC กำลังเดินหน้าสร้างหนึ่งในโครงการพัฒนาเมืองที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของปี ด้วยการประกาศลงทุนครั้งใหญ่เพื่อพัฒนา กระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของประเทศไทย ควบคู่กับการจับมือ MONA (Museum of Old and New Art) จากประเทศออสเตรเลีย สร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา
โครงการดังกล ่าวมีเป้าหมายในการยกระดับ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น จากแหล่งท่องเที่ยวริมแม่น้ำ สู่ Global Waterfront Destination ที่เชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และประสบการณ์การใช้ชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน
ในมุมหนึ่ง โครงการนี้สะท้อนความพยายามผลักดันกรุงเทพมหานครให้ก้าวสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ
แต่อีกมุมหนึ่ง โครงการก็จุดประกายคำถามสำคัญในแวดวงผังเมืองและนโยบายสาธารณะ เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บนที่ดินของเอกชน หากแต่เป็นโครงการที่ต้องใช้ พื้นที่เหนือแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นทรัพยากรสาธารณะ เพื่อเชื่อมโครงการของภาคเอกชนทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน
คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า "โครงการนี้จะสร้างแลนด์มาร์กใหม่ให้กรุงเทพฯ ได้หรือไม่" แต่รวมไปถึงว่า
ใครคือผู้ได้รับประโยชน์ ใครอาจได้รับผลกระทบ และเมืองจะได้รับผลตอบแทนอะไรจากการใช้ทรัพยากรสาธารณะครั้งนี้

จาก "เอเชียทีค" สู่ Global Waterfront Destination
ย้อนกลับไปเมื่อกว่าทศวรรษที่ผ่านมา การเปิดตัว เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่โกดังสินค้าประวัติศาสตร์ของบริษัท อีสต์ เอเชียติก ถูกปรับเปลี่ยนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผสมผสานประวัติศาสตร์ การค้าปลีก ร้านอาหาร และกิจกรรมนันทนาการ จนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ
แต่ในปี 2569 AWC กำลังขยายวิสัยทัศน์ดังกล่าวไปอีกขั้น บริษัทประกาศแผนขยายพื้นที่โครงการจากเดิมประมาณ 2–3 เท่า จนมีพื้นที่รวมราว 240,000 ตารางเมตร พร้อมเปลี่ยนบทบาทของเอเชียทีคจากศูนย์การค้าและแหล่งท่องเที่ยวริมแม่น้ำ ไปสู่การเป็น Waterfront District ที่เชื่อมโยงกิจกรรมหลากหลายไว้ภายในย่านเดียว
การพัฒนาครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงฝั่งถนนเจริญกรุงเหมือนที่ผ่านมา แต่จะขยายไปยังพื้นที่ฝั่ง เจริญนคร ซึ่ง AWC ถือครองที่ดินประมาณ 20 ไร่ บริเวณซอยเจริญนคร 59 เพื่อสร้างระบบนิเวศของการท่องเที่ยว ศิลปะ และไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมโยงกันทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
AWC วางบทบาทของพื้นที่ทั้งสองฝั่งไว้อย่างแตกต่างแต่เกื้อหนุนกัน
ฝั่งเจริญกรุง จ ะเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตและความบันเทิง (Celebration of Life)
ฝั่งเจริญนคร จะเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจผ่านศิลปะและวัฒนธรรม (Inspiration of Life)
ทั้งสองพื้นที่จะเชื่อมต่อกันผ่านการเดินทางทางน้ำและกระเช้าลอยฟ้า ภายใต้แนวคิด The Arts Journey เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์ที่ต่อเนื่องตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา
หากดำเนินการได้ตามแผน การพัฒนาครั้งนี้จะสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนา "โครงการอสังหาริมทรัพย์" ไปสู่การสร้าง "ย่านเมือง" (District Development) ซึ่งเป็นแนวทางที่เมืองชั้นนำทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญมากขึ้น แทนที่จะมุ่งแข่งขันกันในระดับโครงการเพียงอย่างเดียว ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากเริ่มหันมาสร้างเครือข่ายของพื้นที่ที่เชื่อมโยงการเดินทาง ศิลปะ วัฒนธรรม การค้าปลีก และพื้นที่สาธารณะเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ของเมืองในภาพรวม
ในมิตินี้ โครงการของ AWC จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงการขยายเอเชียทีค แต่เป็นความพยายามสร้าง Waterfront Ecosystemใหม่ให้กับกรุงเทพมหานคร

กระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา : แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ
ไฮไลต์สำคัญที่สุดของเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ คือการก่อสร้าง "กระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา" (Cross-River Cable Car)ซึ่งมีมูลค่าลงทุนราว 2,000 ล้านบาท เพื่อเชื่อมการเดินทางระหว่าง เอเชียทีค เดอะ ร ิเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น บนฝั่งถนนเจริญกรุง กับพื้นที่พัฒนาใหม่ของ AWC บริเวณฝั่งเจริญนคร
หากโครงการได้รับการพัฒนาตามแผน จะถือเป็น กระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของประเทศไทย และจะกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดของกรุงเทพมหานคร
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ AWC พยายามนำเสนอคือ กระเช้าลอยฟ้าแห่งนี้ ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงระบบขนส่งสำหรับข้ามแม่น้ำ แต่ถูกวางบทบาทให้เป็นส่วนหนึ่งของ "ประสบการณ์การท่องเที่ยว" (Tourism Experience) ที่ช่วยสร้างคุณค่าใหม่ให้กับพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
บริษัทนิยามโครงการนี้ว่าเป็น World's First Sustainable Cross-River Theme Cable Car หรือกระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำที่มุ่งเน้นความยั่งยืนแห่งแรกของโลก โดยตั้งเป้าผสมผสานการเดินทาง การท่องเที่ยว และการออกแบบเชิงประสบการณ์เข้าไว้ในโครงการเดียว กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป้าหมายของกระเช้าลอยฟ้าไม่ได้มีเพียงการพาผู้โดยสารเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่ต้องการให้ "การเดินทาง" กลายเป็นส่วนหนึ่งของจุดหมายปลายทาง
จากการเดินทาง สู่ "ประสบการณ์"
AWC เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการยังอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียด และกำลังศึกษาความเป็นไปได้ของประสบการณ์หลากหลายรูปแบบที่จะเกิดขึ้นบนโครงสร้างเดียวกัน
แนวคิดที่ถูกนำเสนอในเบื้องต้น ได้แก่
จุดชมวิวเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา (Sky Viewing Platform)
Zip Line สำหรับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงผจญภัย
Chairlift หรือกระเช้าแบบเปิดที่เปิดรับลมและทัศนียภาพของแม่น้ำ
องค์ประกอบทั้งหมดจะได้รับการออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านระบบกระเช้าลอยฟ้า เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างจากการเดินทางด้วยเรือ รถยนต์ หรือรถไฟฟ้า
เบื้องต้น กระเช้าจะอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 50 เมตรเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา เปิดมุมมองใหม่ของเส้นขอบฟ้ากรุงเทพฯ และภูมิทัศน์ริมแม่น้ำ ซึ่งไม่สามารถสัมผัสได้จากระบบคมนาคมรูปแบบเดิม
AWC ระบุว่า ภายในปีนี้บริษัทจะสรุปรายละเอียดการออกแบบ พร้อมดำเนินการยื่นขออนุญาตก่อสร้าง ก่อนเข้าสู่กระบวนการพัฒนาโครงการ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี

"ความยั่งยืน" ถูกวางไว้เป็นหัวใจของโครงการ
นอกจากความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวแล้ว AWC ยังพยายามผลักดันโครงการนี้ภายใต้แนวคิด Sustainability หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัทระบุว่า ระบบกระเช้าลอยฟ้าจะใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้พลังงาน พร้อมออกแบบให้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแม่น้ำเจ้าพระยาให้น้อยที่สุด
ขณะเดียวกัน อาคารและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ภายในโครงการจะพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาคารสีเขียวระดับสากล เช่น LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้านการออกแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ในมุมของผู้พัฒนา แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่าโครงการนี้ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยว แต่ตั้งเป้าสร้างต้นแบบของการพัฒนาเมืองริมแม่น้ำที่ผสานนวัตกรรม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และประสบการณ์ของผู้ใช้งานเข้าด้วยกัน แน่นอนว่า แนวคิดเหล่านี้จะบรรลุผลได้มากน้อยเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดของการออกแบบ การก่อสร้าง และการดำเนินงานจริงในอนาคต

เมื่อแลนด์มาร์กระดับโลก ต้องตั้งอยู่บน "พื้นที่สาธารณะ"
แม้ภาพของกระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาจะสร้างความตื่นเต้นให้กับหลายฝ่าย แต่สำหรับนักผังเมือง นักกฎหมาย และผู้กำหนดนโยบาย ประเด็นที่น่าจับตาอาจไม่ใช่ตัวกระเช้าลอยฟ้า หากคือ "สิ ทธิในการใช้พื้นที่สาธารณะ"
ความแตกต่างสำคัญของโครงการนี้อยู่ที่ โครงสร้างไม่ได้ตั้งอยู่เฉพาะบนที่ดินกรรมสิทธิ์ของเอกชน แต่ต้องพาดผ่าน พื้นที่เหนือแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นทรัพยากรสาธารณะของประเทศ แม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้เป็นเพียงภูมิทัศน์สำคัญของกรุงเทพมหานคร หากยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเมือง เป็นเส้นทางคมนาคม เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรม และเป็นทรัพยากรที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิร่วมกันในการใช้ประโยชน์ ด้วยเหตุนี้ การอนุญาตให้เอกชนใช้พื้นที่เหนือแม่น้ำเพื่อดำเนินโครงการ จึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านวิศวกรรมหรือการออกแบบ แต่เป็นเรื่ องของการบริหารจัดการ ทรัพยากรสาธารณะ ที่ต้องคำนึงถึงทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความเป็นธรรม และผลประโยชน์ของสังคมในระยะยาว ตามกฎหมาย การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำลำน้ำสาธารณะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมเจ้าท่า ซึ่งจะพิจารณาทั้งด้านความปลอดภัย การเดินเรือ และผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำ
อย่างไรก็ตาม คำถามที่สังคมให้ความสนใจไม่ได้หยุดอยู่เพียงว่า "สามารถสร้างได้หรือไม่" แต่คือ "หากสร้างได้ รัฐและสังคมจะได้รับอะไรตอบแทนจากการใช้พื้นที่สาธารณะครั้งนี้"

เมื่อพื้นที่สาธารณะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ รัฐควรได้รับอะไรกลับคืน?
จากข้อมูลที่เปิดเผยในปัจจุบัน กระเช้าลอยฟ้ามีเป้าหมายหลักเพื่อเชื่อมการเดินทางระหว่างโครงการของ AWC ทั้งสองฝั่งแม่น้ำ พร้อมยกระดับประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยว นั่นหมายความว่า โครงการมีลักษณะของการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้พื้นที่สาธารณะ แม้ผลประโยชน์จะไม่ได้ตกอยู่กับภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว เพราะเมืองก็อาจได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว การลงทุน และการสร้างงาน แต่ก็ทำให้เกิดคำถามด้านนโยบายที่ควรได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจน ตัวอย่างคำถามที่หลายประเทศมักใช้ประกอบการพิจารณาโครงการลักษณะนี้ ได้แก่
สิทธิในการใช้พื้นที่เหนือแม่น้ำถูกประเมินมูลค่าไว้อย่างไร
ภาคเอกชนต้องชำระค่าธรรมเนียมหรือค่าตอบแทนในการใช้พื้นที่สาธารณะหรือไม่
สิทธิในการใช้พื้นที่มีระยะเวลากี่ปี
เมื่อสิทธิสิ้นสุดลง โครงสร้างพื้นฐานจะตกเป็นของรัฐหรือยังคงเป็นของเอกชน
หากโครงการสร้างรายได้จำนวนมาก รัฐและประชาชนจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบใด
คำถามเหล่านี้ไม่ใช่การตั้งข้อสงสัยต่อผู้พัฒนาโครงการ แต่เป็นหลักการพื้นฐานของการบริหารทรัพย์สินสาธารณะ ซึ่งหลายประเทศใช้เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับทั้งภาคเอกชนและสังคม
ท้ายที่สุด
ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่ว่า เอกชนควรได้รับสิทธิหรือไม่ แต่คือ สิทธินั้นถูกจัดสรรภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะหรือไม่
ใครได้ประโยชน์ และใครอาจได้รับผลกระทบ?
หากมองในภาพรวม โครงการกระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นโครงการที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) หลายกลุ่ม และผลลัพธ์ของการลงทุนไม่ได้ตกอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง หากแต่ส่งผลต่อทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ ประชาชน และเมืองในวงกว้าง
ผู้ที่อาจได้รับประโยชน์โดยตรง
ผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงที่สุดคือ AWC ซึ่งสามารถเชื่อมโยงโครงการทั้งสองฝั่งแม่น้ำให้กลายเป็นจุดหมายปลายทาง (Destination) เดียวกัน เพิ่มศักยภาพของพื้นที่ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ต่อเนื่อง และต่อยอดมูลค่าของสินทรัพย์ในเครือได้ในระยะยาว
ภาคการท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มได้รับประโยชน์เช่นกัน หากโครงการสามารถพัฒนาเป็นแลนด์มาร์กระดับนานาชาติได้สำเร็จ ก็อาจช่วยเพิ่มแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ กระตุ้นการใช้จ่ายในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การค้าปลีก และบริการที่เกี่ยวข้อง
ในมิติของเมือง กรุงเทพมหานครเองอาจได้รับภาพลักษณ์ใหม่ในฐานะเมืองริมแม่น้ำระดับโลก (Global Waterfront Destination) ที่มีระบบการเดินทางเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ พร้อมทั้งสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และเพิ่มมูลค่าอสังหาริมทรัพย์โดยรอบ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับหลายภาคส่วนพร้อมกัน
แต่ทุกการพัฒนา...ย่อมมีต้นทุน
อย่างไรก็ตาม โครงการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่แทบทุกโครงการย่อมมี "ต้นทุน" ที่ต้องพิจารณาควบคู่กับผลประโยชน์ ต้นทุนดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเพียงงบล งทุนกว่า 2,000 ล้านบาท หากแต่รวมถึงผลกระทบต่อระบบเมืองในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยา การใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะ ความหนาแน่นของนักท่องเที่ยว ผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ตลอดจนภาระของหน่วยงานภาครัฐในการกำกับดูแล บำรุงรักษา และบริหารจัดการโครงการอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าโครงการสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด แต่รวมถึงว่าผลประโยชน์และต้นทุนดังกล่าวถูกกระจายอย่างเป็นธรรมและสมดุลระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และประชาชนหรือไม่
ผลกระทบต่อเมืองในวงกว้าง
อีกประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน คือ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโตของกิจกรรมเมือง แม้กระเช้าลอยฟ้าจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางข้ามแม่น้ำ แต่ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ยังคงต้องเดินทางเข้าสู่สถานีต้นทางด้วยรถยนต์ รถโดยสาร หรือระบบขนส่งสาธารณะอื่น ๆ จึงทำให้คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ "กระเช้าลอยฟ้าจะรองรับผู้โดยสารได้กี่คน" แต่คือ ระบบคมนาคมโดยรอบสามารถรองรับผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาได้เพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั ่ง ซึ่งมีลักษณะโครงข่ายถนนแบบแนวยาว (Strip Development) ถนนหลักส่วนใหญ่ทอดตัวขนานไปกับแม่น้ำ มีทางเลือกในการกระจายการจราจรค่อนข้างจำกัด และหลายช่วงเผชิญปัญหาการจราจรหนาแน่นอยู่แล้วในช่วงวันหยุดและฤดูกาลท่องเที่ยว
หากโครงการสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตามเป้าหมายจริง ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวกระเช้าลอยฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการบริหารจัดการการเดินทางแบบครบวงจร (Integrated Mobility) ทั้งการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า เรือโดยสาร ทางเดินเท้า จุดรับ-ส่งสาธารณะ พื้นที่จอดรถ และการกระจายตัวของผู้คน เพื่อไม่ให้ความสำเร็จของแลนด์มาร์กใหม่ กลายเป็นภาระของระบบเมืองในอนาคต

เมืองได้อะไร...นอกจากแลนด์มาร์กแห่งใหม่?
... นี่อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดของโครงการทั้งหมด
หากกระเช้าลอยฟ้าช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ และทำให้กรุงเทพมหานครมีแลนด์มาร์กระดับโลก เมืองย่อมได้รับประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและภาพลักษณ์อย่างชัดเจน แต่หากโครงการเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรสาธารณะ คำถามที่ตามมาคือ ผลตอบแทนที่เมืองได้รับมีความเหมาะสมกับสิทธิที่ภาคเอกชนได้รับหรือไม่
คำตอบของคำถามนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวกระเช้าลอยฟ้า หากแต่อยู่ที่ เงื่อนไขการอนุญาต กระบวนการพิจารณา และระบบกำกับดูแลของภาครัฐ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของโครงการพัฒนาเมืองไม่ได้วัดจากจำนวนผู้มาเยือนหรือมูลค่าการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังวัดจากความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุน การคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ และการสร้างความเชื่อมั่นว่าทรัพยากรของเมืองถูกใช้เพื่อประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง
ขอขอบคุณข้อมูลและรูป ภาพ :
Asset World Corporation







