top of page
Clip path group

Doca Linear Park vs สวนคลองช่องนนทรีถอดบทเรียนสองโครงการ บนโจทย์เมืองที่ต่างกัน

  • รูปภาพนักเขียน: PREECHAYA NAVARAJ
    PREECHAYA NAVARAJ
  • 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 3 นาที


จากทางเดินสีส้มที่ปรากฏอยู่บนหน้าฟีด สู่เบื้องหลังการฟื้นคลองด้วยภูมิทัศน์ ระบบน้ำ และพื้นที่สาธารณะ LAD ชวนเปรียบเทียบ Doca Linear Park กับสวนคลองช่องนนทรี ว่าสองโครงการที่ดูคล้ายกันนั้น มีแนวคิด ความสำเร็จ และข้อจำกัดแตกต่างกันอย่างไร

 

หากกล่าวถึงการฟื้นฟูคลองให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวของเมือง หลายคนอาจนึกถึง Cheonggyecheon ในกรุงโซล เกาหลีใต้ หรือ Bishan–Ang Mo Kio Park ในสิงคโปร์ สองกรณีศึกษาสำคัญที่เปลี่ยนโครงสร้างระบายน้ำและคลองดาดแข็ง ให้กลับมาเป็นทั้งระบบนิเวศและพื้นที่สาธารณะของเมือง จนกลายเป็นต้นแบบที่ถูกนำไปประยุกต์ใช้ทั่วโลก


ในช่วงเดือนที่ผ่านมา หากใครไถฟีดข่าวด้านการออกแบบเมือง อาจเคยผ่านตาภาพทางเดินสีส้มคดเคี้ยวเหนือคลอง ท่ามกลางพืชพรรณสีเขียวบนเกาะกลางถนนในเมือง Belém ประเทศบราซิล


พื้นที่แห่งนี้คือ Doca Linear Park สวนสาธารณะแนวยาว ที่พัฒนาตลอดแนวคลองเดิมประมาณ 1.2 กิโลเมตร เปลี่ยนพื้นที่ซึ่งเคยถูกครอบครองด้วยถนนและโครงสร้างระบายน้ำ ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่รวมทางเดิน ทางจักรยาน พื้นที่พักผ่อน กิจกรรมของชุมชน และระบบจัดการน้ำไว้ด้วยกัน



สำหรับคนไทย ภาพของ Doca Linear Park อาจทำให้หลายคนนึกถึง สวนคลองช่องนนทรี ในกรุงเทพฯ ขึ้นมาทันที โดยเฉพาะในช่วงที่โครงการ 3 ระยะแรกเพิ่งพ้นระยะรับประกันผลงานของผู้รับจ้างเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และส่งมอบให้สำนักสิ่งแวดล้อมดูแลอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่ระยะสุดท้ายกำลังจะเริ่มดำเนินการภายในปีนี้


สวนคลองช่องนนทรีจึงกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสำคัญหลังการส่งมอบ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ Doca Linear Park ในเมือง Belém เริ่มเผชิญบททดสอบจากการใช้งานจริง ทั้งด้านประสิทธิภาพของระบบน้ำ การบำรุงรักษา และความสามารถในการรับมือกับสภาพแวดล้อมของเมืองในระยะยาว


วันนี้ LAD จึงชวนมองให้ไกลกว่าภาพทางเดินยกระดับสีส้มที่กลายเป็นภาพจำบนโลกออนไลน์  ว่า Doca Linear Park ทำอะไรได้สำเร็จ มีข้อจำกัดตรงไหน และบทเรียนจาก Belém จะช่วยให้กรุงเทพฯ เตรียมรับมืออนาคตของสวนคลองช่องนนทรีได้อย่างไร

 


จากคลองที่ถูกลืม สู่โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวของเมือง

Belém เป็นเมืองสำคัญบริเวณปากแม่น้ำแอมะซอน ประเทศบราซิล เติบโตบนโครงข่ายแม่น้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และลำน้ำธรรมชาติขนาดเล็กที่ชาวบราซิลเรียกว่า Igarapé ซึ่งมีความสัมพันธ์กับทั้งระบบนิเวศ การเดินทาง และวิถีชีวิตของชุมชน


หนึ่งในนั้นคือ Igarapé das Almas ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำ Reduto แต่เมื่อเมืองขยายตัว ลำน้ำสายนี้กลับถูกดัดแปลงให้เป็นคลองประดิษฐ์และบีบให้เหลือเพียงแนวยาว 1.2 กิโลเมตรบนเกาะกลางถนน Avenida Visconde de Sousa Franco ตำแหน่งของคลองจึงไม่ได้เป็นเงื่อนไขทางธรรมชาติ แต่เป็นผลลัพธ์ของการตัดสินใจเชิงผังเมือง ให้ถนนเป็นโครงสร้างหลัก (auto-oriented) แล้วผลักน้ำไปอยู่ในพื้นที่เหลือระหว่างช่องจราจร ต้นไม้หายไป ผิวดินถูกปิดทับ และคลองกลายเป็นสิ่งที่คนขับรถผ่านโดยไม่รู้ว่ามีอยู่


Doca Linear Park จึงเป็นโครงการฟื้นฟูคลองกลางเมือง Belém ซึ่งออกแบบโดย Natureza Urbana ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 40,080 ตารางเมตร โดยมีเป้าหมายในการนำลำน้ำที่เคยถูกลดบทบาทให้เหลือเพียงคลองระบายน้ำ กลับมาเป็นทั้งพื้นที่สาธารณะ ระบบนิเวศ และความทรงจำร่วมของเมืองอีกครั้ง ขณะเดียวกัน พื้นที่บริเวณนี้ยังเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและมีความเสี่ยงต่อน้ำท่วม การฟื้นฟูคลองจึงไม่สามารถหยุดอยู่เพียงการปรับภูมิทัศน์หรือเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ต้องทำงานร่วมกับระบบระบายน้ำ สุขาภิบาล และโครงสร้างทางชลศาสตร์ของเมืองด้วย



Doca Linear Park ออกแบบช่วงปี 2023–2024 เพื่อพัฒนาขึ้นในช่วงที่ Belém เตรียมเป็นเจ้าภาพ COP30 และถูกวางตำแหน่งให้เป็น Urban Legacy ที่จะคงอยู่หลังงานประชุม ปัจจุบันโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2025 โครงการนี้ใช้งบกว่า 300 ล้านเรอัล สนับสนุนโดย Itaipu Binacional สำหรับระยะทาง 1.2 กิโลเมตร โดยผู้ออกแบบได้ระบุว่าชุดโครงการดังกล่าวอาจสร้างประโยชน์ต่อประชาชนประมาณ 500,000 คน ตัวเลขนี้ไม่ใช่จำนวนผู้ใช้สวนต่อวัน แต่หมายถึงประชากรในขอบเขตที่ได้รับประโยชน์จากงานระบบและการฟื้นฟูเมืองโดยรวม


อย่างไรก็ตาม กรอบเวลาก่อสร้างที่เร่งรัดทำให้บางองค์ประกอบของแบบเดิมถูกปรับลด โดยเฉพาะการปรับปรุงตลิ่งด้านข้างคลองซึ่งยังไม่ดำเนินการครบ และอาจต้องรอการลงทุนระยะต่อไป ภาพโครงการที่สร้างเสร็จจึงไม่ได้หมายความว่าการฟื้นฟูระบบคลองเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด



เปิด 4 แนวคิดสำคัญของ Doca Linear Park

1. เปลี่ยนคลองจากงานระบบที่ต้องซ่อน ให้เป็นแกนของพื้นที่สาธารณะ

แนวคิด Urban Requalification and the Memory of Water วางทางเดิน จุดชมวิว สวน พื้นที่กีฬา และสนามเด็กเล่นให้สัมพันธ์กับแนวคลอง เพื่อให้คนมองเห็นและเข้าใกล้น้ำได้อีกครั้ง เป็นการกลับด้านจากเมืองที่หันหลังให้คลอง มาเป็นเมืองที่หันหน้าเข้าหาคลอง


2. เปลี่ยน Grey Infrastructure เป็น Blue-Green Infrastructure

ชุดกลยุทธ์ประกอบด้วยการเพิ่มพื้นผิวซึมน้ำแทนคอนกรีตเดิม เพิ่มพืชพรรณริมคลองเพื่อกรองมลพิษด้วยกระบวนการธรรมชาติ ลดมลพิษแบบกระจายจากน้ำฝนที่ชะล้างผิวถนน สนับสนุน micro-drainage ปรับโครงสร้างทางชลศาสตร์ให้ชะลอการไหล และใช้พืชท้องถิ่นเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและลดความร้อนระดับย่าน


3. ทางเดินยกระดับ: ทั้งภาพจำและโครงสร้างรับมือน้ำ

สะพานสีส้มไม่ได้ทำหน้าที่เป็น landmark อย่างเดียว แต่เชื่อมกิจกรรม เปิดมุมมองสู่คลอง และยกพื้นที่ใช้งานบางส่วนให้พ้นระดับน้ำ สะท้อนแนวคิด resilient infrastructure ที่ยอมรับว่าพื้นที่ลุ่มต่ำย่อมท่วม และออกแบบให้ฟื้นตัวได้ แทนการพึ่งกำแพงกั้นอย่างเดียว


4. รองรับชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่จุดถ่ายรูป

ตลอดแนวมีทางจักรยาน ที่นั่งพัก สนามเด็กเล่น สวนสุนัข พื้นที่กีฬา ลานกิจกรรม และคีออส เพื่อให้เกิดการใช้งานหลากหลายช่วงเวลาและหลากหลายกลุ่ม พร้อมสร้างสายตาเฝ้าระงวัง (eyes on the street) จากร้านค้า


ทั้งนี้ ในเอกสารเผยแพร่ ผู้ออกแบบระบุว่ามีกระบวนการมีส่วนร่วมกับผู้อยู่อาศัย โรงเรียน และองค์กรชุมชน อย่างไรก็ดี ข้อมูลเผยแพร่ยังไม่ระบุจำนวนผู้เข้าร่วม วิธีดำเนินการ หรือข้อเสนอที่ถูกนำไปเปลี่ยนแบบ จึงควรกล่าวอย่างระมัดระวังว่า “โครงการรายงานว่ามีกระบวนการมีส่วนร่วม” มากกว่าสรุปว่าเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างสมบูรณ์



เบื้องหลังภาพสวย กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ในระยะยาว

การประเมินความสำเร็จของโครงการ จากภาพวันเปิดงาน ก็อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะสรุปความสำเร็จ เพราะข้อมูลส่วนใหญ่ยังมาจากผู้ออกแบบและสื่อสถาปัตยกรรม ขณะที่ยังขาดผลประเมินการใช้งาน และประสิทธิภาพระยะยาว อาทิ ด้านคุณภาพน้ำ การหน่วงน้ำ อุณหภูมิ อัตรารอดของพืช ความหลากหลายของผู้ใช้ ความปลอดภัย และค่าบำรุงรักษาในระยะยาว



ในอีกด้าน หลังจบ COP30 สื่อบราซิลเริ่มรายงานสภาพของโครงการที่เคยถูกประกาศเป็น urban legacy ของการประชุม และภาพที่ออกมาต่างจากภาพชุดที่เผยแพร่ตอนเปิดตัว ดังเช่นในเดือนมีนาคม 2569 น้ำทะเลหนุนสูงถึงราว 3.5 เมตร ประจวบกับฝนหนัก ทำให้คลองล้นและถนนโดยรอบกลายเป็นสระเปิด มีภาพเด็กลงเล่นน้ำที่ปนเปื้อนแพร่ในโซเชียล จึงทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตในเชิงวิชาการว่า

  • ระบบระบายน้ำอาจถูกแก้เฉพาะจุด : นักวิชาการจาก Instituto Federal do Pará ระบุว่ามีการแยกน้ำเสียออกจากคลอง ขยายหน้าตัดคลอง และติดตั้งประตูน้ำใหม่ แต่ประตูน้ำอย่างเดียวกั้นน้ำไม่อยู่ และระบบระบายน้ำที่ทำใหม่ครอบคลุมเฉพาะบริเวณโครงการ ขณะที่ระบบท่อของพื้นที่โดยรอบยังเป็นของเก่าที่รองรับการก่อสร้างใหม่ไม่ไหว

  • สัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่ำกว่าที่ระบบต้องการมาก : อาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และผังเมือง มหาวิทยาลัยสหพันธ์ปารา (UFPA) ประเมินผ่านสื่อบราซิลว่า พื้นที่สีเขียวของโครงการมีเพียงราว 3.5% ขณะที่ในมุมมองของเขา ลุ่มน้ำเมืองควรมีอย่างน้อย 20% พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากการปรับปรุงไม่ได้พิจารณาระบบระบายน้ำในระดับลุ่มน้ำและเพิ่มพื้นที่ซึมน้ำอย่างเพียงพอ การแก้ปัญหาน้ำท่วมเฉพาะพื้นที่โครงการอาจไม่เพียงพอ

  • การเสื่อมสภาพและการถูกทำลาย : มีรายงานการลักทรัพย์ ขโมยสายไฟ ทุบทำลายม้านั่ง ร่ม ถังขยะ ห้องน้ำ และคีออส ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2569 เทศบาลติดตั้งกล้องวงจรปิด 40 ตัว และล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2569 ต้องประกาศตั้งชุดปฏิบัติการร่วมพร้อมกำลังเทศกิจเฝ้า 24 ชั่วโมงในสวนเชิงเส้นทั้งสองแห่งของเมือง



แล้วสวนคลองช่องนนทรีของกรุงเทพฯ ไปถึงไหนแล้ว?

เมื่อย้อนกลับมามองสวนคลองช่องนนทรี แม้ทั้งสองโครงการจะเริ่มต้นจากโจทย์คล้ายกัน คือการฟื้นคลองกลางถนนให้กลับมาเป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะของเมือง แต่สวนคลองช่องนนทรีมีขนาดใหญ่กว่าและยังอยู่ระหว่างการพัฒนาให้ต่อเนื่องตลอดแนว สวนคลองช่องนนทรีมีระยะทางตามแผนรวมประมาณ 4.5 กิโลเมตร ยาวกว่า Doca เกือบสี่เท่า



จากคำชี้แจงของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 โครงการแบ่งเป็น 4 ระยะ โดยสามระยะแรก ตั้งแต่ถนนสุรวงศ์ ผ่านสาทรและนราธิวาสราชนครินทร์ ถึงถนนจันทน์ ก่อสร้างเสร็จและส่งมอบให้สำนักสิ่งแวดล้อมดูแลแล้ว ในขณะที่ ระยะที่ 4 จากถนนจันทน์ถึงถนนพระราม 3 ระยะทางประมาณ 1.6 กิโลเมตร งบประมาณ 350 ล้านบาท อยู่ระหว่างจัดหาผู้รับจ้าง โดยคาดว่าจะได้ผู้รับจ้างในเดือนสิงหาคม 2569 และก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2570


สิ่งที่ตั้งข้อสังเกตคือ ระยะค้ำประกันผลงาน 2 ปีของช่วงแรกสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 นั้นหมายความว่า ตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นไป ภาระการดูแลตกเป็นของ กทม. เต็มจำนวน ทั้งงานภูมิทัศน์ ต้นไม้ทดแทน และงานระบบ


นี่คือจุดที่กรณี Belém มีค่าสำหรับกรุงเทพฯ มากที่สุด เพราะปัญหาที่ Belém เจอในเดือนที่ 6–11 หลังเปิดใช้ คือปัญหาของช่วงเวลาที่คลองช่องนนทรีเพิ่งเดินเข้ามาพอดี ความท้าทายของกรุงเทพฯ จึงไม่ได้อยู่แค่การออกแบบพื้นที่แต่ละระยะให้สวยงามในช่วงเวลาสั้นๆ แต่คือความท้าทายในการสร้างการเชื่อมพื้นที่ทั้งหมดให้กลายเป็นโครงข่ายเดียวกัน ทั้งทางเดิน พื้นที่สีเขียว ระบบระบายน้ำ และการเข้าถึงจากย่านโดยรอบ



ความท้าทายที่คลองช่องนนทรี ต้องรับมือ!

เมื่อสวนคลองช่องนนทรีก้าวพ้นช่วงเปิดตัว ความสำเร็จของโครงการจะไม่ได้วัดจากภาพถ่ายหรือความสวยงามของทางเดินอีกต่อไป แต่ต้องพิสูจน์ผ่านการใช้งานจริง โดยมีโจทย์สำคัญอย่างน้อย 4 ประการ


1. สร้างพื้นที่สีเขียวใหม่ โดยไม่ทำลายระบบนิเวศเดิม

ประเด็นหนึ่งที่ได้รับความสนใจคือการดูแลต้นพิกุลเดิมริมคลอง หลังเกิดข้อกังวลว่าโครงการอาจตัดต้นไม้เพื่อเปิดทางให้การก่อสร้าง กทม. ยืนยันว่าจะเก็บรักษาต้นพิกุลไว้ พร้อมให้รุกขกรดูแลและปลูกต้นไม้เพิ่มเติม


กรณีนี้สะท้อนหลักพื้นฐานของการฟื้นฟูเมืองว่า พื้นที่สีเขียวใหม่ไม่ควรเกิดขึ้นด้วยการสูญเสียต้นไม้ใหญ่และระบบนิเวศเดิม เพราะต้นไม้ที่เติบโตมาหลายสิบปีให้ทั้งร่มเงา ลดความร้อน กรองมลพิษ และสร้างอัตลักษณ์ให้พื้นที่ได้มากกว่าต้นไม้ปลูกใหม่ที่ต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะทำหน้าที่ได้เทียบเท่า

โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนต้นไม้ แต่คือการออกแบบองค์ประกอบใหม่ให้ทำงานร่วมกับสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ได้


2. หากคุณภาพน้ำยังไม่ดี สวนก็ยังไม่สมบูรณ์

ก่อนจะถูกพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะ คลองช่องนนทรีมีหน้าที่หลักในการระบายน้ำของเมือง และเผชิญปัญหาน้ำเน่าเสีย กลิ่น และตะกอนสะสมมาอย่างต่อเนื่อง สาเหตุไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในคลองช่องนนทรี แต่เชื่อมโยงกับน้ำเสียจากคลองสาขาและพื้นที่โดยรอบ รวมถึงตะกอนเลนบริเวณท้องคลอง เมื่อระดับน้ำต่ำหรือการไหลเวียนไม่เพียงพอ การย่อยสลายของสารอินทรีย์ยิ่งทำให้น้ำมีสีคล้ำและเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์


การปลูกพืชริมคลอง เติมออกซิเจน หรือปรับภูมิทัศน์สามารถช่วยบรรเทาปัญหาได้ แต่ไม่อาจทดแทนการจัดการน้ำเสียจากต้นทางทั้งระบบ หากยังมีน้ำเสียไหลเข้าสู่คลองอย่างต่อเนื่อง ต่อให้พื้นที่ด้านบนสวยเพียงใด ปัญหาเดิมก็จะกลับมาเสมอ


คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ทางเดินสวยหรือไม่” แต่คือ ผู้คนจะอยากใช้เวลาบริเวณคลองนานเพียงใด หากยังต้องเผชิญกลิ่นน้ำเสีย ความร้อน เสียงรถ และมลพิษทางอากาศอยู่ตลอดเวลา


3. คนต้องข้ามถนนใหญ่มาที่นี่เพื่ออะไร?

สวนคลองช่องนนทรีตั้งอยู่บนเกาะกลางถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ผู้ใช้จึงต้องข้ามถนนสายหลักเพื่อเข้าไปทำกิจกรรมในพื้นที่ซึ่งยังถูกขนาบด้วยการจราจรทั้งสองด้าน ข้อจำกัดจึงไม่ใช่เพียงเสียงและความร้อน แต่รวมถึงมลพิษที่สะสมในสภาพแวดล้อมแบบ “หุบถนน” หรือ Street Canyon โดยเฉพาะ PM2.5 และ NO₂ บริเวณแนวการจราจร การวางลานออกกำลังกายหรือสนามเด็กเล่นในตำแหน่งนี้จึงต้องตั้งคำถามอย่างจริงจัง เพราะเป็นกิจกรรมที่ทำให้ผู้ใช้หายใจถี่และรับอากาศเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น การแก้ปัญหาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ไม้ประดับริมทางเดิน แต่ต้องมีแนวพืชกันชนที่หนาแน่นและออกแบบจากข้อมูลการไหลเวียนของอากาศจริง


ในด้านการเข้าถึง พื้นที่สีเขียวระดับย่านควรอยู่ในระยะเดินประมาณ 5 นาที โดยไม่บังคับให้ผู้ใช้ต้องตัดผ่านถนนสายหลัก แต่เมื่อสวนตั้งอยู่บนเกาะกลางถนน ความสะดวกของจุดข้าม จำนวนทางเข้าสวน และระยะเวลารอสัญญาณไฟจึงกลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของโครงการ หากทางข้ามมีน้อยหรือใช้งานยาก ผู้ที่ได้ประโยชน์ย่อมเหลือเพียงคนซึ่งแข็งแรงและคล่องตัว ขณะที่เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ใช้รถเข็นอาจถูกกีดกันออกไปโดยโครงสร้างของพื้นที่เอง


ความสำเร็จของสวนแห่งนี้จึงไม่ได้วัดจากวัสดุปูพื้นหรือรูปทรงของทางเดินเท่านั้น แต่ต้องดูว่าแต่ละกิโลเมตรมีจุดข้ามกี่แห่ง ต้องรอนานเพียงใด ผู้ใช้กลุ่มเปราะบางเข้าถึงได้จริงหรือไม่ และระดับมลพิษในพื้นที่กิจกรรมปลอดภัยเพียงใด มิฉะนั้น คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ

อะไรคือเหตุผลที่มากพอให้คนยอมข้ามถนนใหญ่ 6 เลน เพื่อเข้าไปเดินเล่นในที่ที่มีทั้งกลิ่นน้ำเสียและควันรถ?

หากคำตอบมีเพียงมุมถ่ายภาพหรือความแปลกใหม่ในช่วงเปิดตัว พื้นที่อาจไม่สามารถดึงดูดการใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง แต่หากสวนเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ ทางเท้า ชุมชน และกิจกรรมตลอดแนวได้จริง คลองช่องนนทรีก็มีโอกาสก้าวจาก “สวนกลางถนน” ไปสู่โครงข่ายพื้นที่สาธารณะของเมือง



หรือคลองช่องนนทรีกำลังติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก?

อาจยังเร็วเกินไปที่จะสรุป แต่ไม่เร็วเกินไปที่จะตั้งคำถาม

เพราะหากเมืองเริ่มจากการสร้างทางเดินและปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม ก่อนแก้ปัญหาน้ำเสีย การเข้าถึง มลพิษจากการจราจร และการเชื่อมต่อกับพื้นที่โดยรอบ โครงการก็อาจกำลังเปลี่ยนเพียง “ภาพลักษณ์ของคลอง” โดยที่ระบบเดิมยังทำงานไม่ต่างจากเดิมมากนัก


ในทางกลับกัน หากสวนคลองช่องนนทรีเป็นจุดเริ่มต้นของแผนระยะยาว ทั้งการรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย การฟื้นฟูระบบนิเวศ การสร้างโครงข่ายทางเดินที่เข้าถึงได้ และการลดผลกระทบจากรถยนต์ โครงการนี้ก็ยังมีศักยภาพที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่สำคัญของกรุงเทพฯ


Doca Linear Park และสวนคลองช่องนนทรี : ภาพคล้ายกัน แต่โจทย์ของเมืองไม่เหมือนกัน

ท้ายที่สุด Doca Linear Park และสวนคลองช่องนนทรีต่างเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเมืองและความพยายามของทีมออกแบบที่มองเห็นศักยภาพของคลอง มากกว่าจะปล่อยให้เป็นเพียงโครงสร้างระบายน้ำสีเทาที่ถูกตัดขาดจากชีวิตประจำวัน ทั้งสองโครงการสะท้อนความกล้าที่จะทดลองแนวทางใหม่ โดยนำภูมิสถาปัตยกรรม พื้นที่สีเขียว ระบบน้ำ และกิจกรรมของผู้คนกลับมาทำงานร่วมกัน


แต่เจตนาที่ดีและงานออกแบบที่โดดเด่นยังไม่ใช่หลักประกันความสำเร็จในระยะยาว Doca Linear Park ต้องพิสูจน์ว่าสามารถรับมือกับฝน น้ำขึ้น และภาระการดูแลรักษาได้เพียงใด ขณะที่สวนคลองช่องนนทรียังต้องตอบโจทย์เรื่องน้ำเสีย กลิ่น เสียง ควัน ความร้อน และการเข้าถึงพื้นที่กลางถนนอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ใช้รถเข็น


ความคุ้มค่าจึงไม่ควรวัดจากจำนวนพื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้นให้กับเมืองแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องถามว่าโครงการช่วยแก้ปัญหาเดิมของเมืองได้จริงหรือไม่ ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ และเมืองสามารถดูแลให้พื้นที่ทำงานต่อเนื่องไปได้อีกนานเพียงใด เพราะงบประมาณสาธารณะควรสร้างทั้งคุณภาพชีวิตและระบบเมืองที่ดีขึ้น ไม่ใช่ทิ้งภาระระยะยาวไว้หลังภาพเปิดตัวจางหายไป


กระดุมที่ยังกลัดใหม่ได้

สวนคลองช่องนนทรียังเหลือระยะที่ 4 จากถนนจันทน์ถึงถนนพระราม 3 ซึ่งยังไม่เข้าสู่การก่อสร้างเต็มรูปแบบ นั่นหมายความว่า กทม. ยังมีโอกาสทบทวนลำดับและเงื่อนไขของโครงการ โดยควรให้งานรวบรวมและจัดการน้ำเสียเกิดขึ้นก่อนหรือพร้อมกับงานภูมิทัศน์ เพิ่มทางข้ามและการเชื่อมต่อที่ปลอดภัย รวมถึงนำมาตรการลดผลกระทบจากการจราจรมาเป็นเงื่อนไขตั้งต้นของการออกแบบ


ระยะที่ 4 จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงส่วนต่อขยายของสิ่งที่ทำมาแล้ว แต่อาจเป็นโอกาสปรับทิศทางให้ระบบน้ำ พื้นที่สาธารณะ และการเข้าถึงเดินหน้าไปพร้อมกัน หากยังดำเนินการตามลำดับเดิม กรุงเทพฯ อาจได้สวนยาวต่อเนื่องที่โดดเด่นในภาพถ่าย ขณะที่ปัญหาน้ำเสีย กลิ่น มลพิษ และภาระการดูแลยังคงย้อนกลับมา แต่หากเมืองเรียนรู้จากสามระยะแรกและนำบทเรียนเหล่านั้นไปปรับใช้ ระยะสุดท้ายก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการที่ทำงานได้ดีกว่าเดิม


ท้ายที่สุด LAD ขอเอาใจช่วยทุกโครงการที่มุ่งสร้างประโยชน์ให้เมือง เพราะการลงทุนเพิ่มพื้นที่สีเขียวเป็นเจตนารมณ์ที่ควรสนับสนุนอย่างยิ่ง แต่จะมีคุณค่ายิ่งกว่า หากเป็นการลงทุนที่ถูกที่ ถูกโจทย์ เพื่อให้พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นประโยชน์ระยะยาว ไม่ใช่ภาระที่เมืองต้องย้อนกลับมาตามแก้ในภายหลัง

 

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ


 

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page