top of page
Clip path group
Clip path group

เผยโฉม! สนามกีฬาแห่งชาติในฐานะที่ดินศักยภาพสูงของเมืองเมื่อศุภชลาศัย–เทพหัสดิน–นิมิบุตร กำลังถูกจัดวางบทบาทใหม่ในกรุงเทพฯ

1 วันที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 1 นาที

0

2

0

 

 

พื้นที่ระดับนี้…ควรถูกใช้ “เพื่ออะไร” ในเมืองวันนี้

เมื่อศุภชลาศัย–เทพหัสดิน–นิมิบุตร กำลังถูกจัดวางบทบาทใหม่ในกรุงเทพฯ

การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับย่านสนามกีฬาแห่งชาติ ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะโครงการปรับปรุงพื้นที่กีฬา หากแต่ควรถูกพิจารณาในฐานะกระบวนการทบทวนบทบาทของที่ดินศักยภาพสูงใจกลางเมือง ภายใต้เงื่อนไขใหม่ของเศรษฐกิจเมือง การเข้าถึงด้วยระบบราง และรูปแบบการใช้พื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯ ร่วมสมัย

 

ในช่วงที่ผ่านมา ได้มีภาพเกี่ยวกับแนวคิดการปรับปรุงพื้นที่ศุภชลาศัย เทพหัสดิน และอาคารนิมิบุตร ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุถึงความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกรุงเทพมหานคร แม้รายละเอียดของโครงการจะยังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการอย่างครบถ้วน แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับบริบทของการสิ้นสุดสัญญาเช่าและแนวโน้มเชิงนโยบายก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีนัยมากกว่าการปรับปรุงทางกายภาพของอาคาร

 

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าพื้นที่จะถูกพัฒนาในรูปแบบใด แต่คือ พื้นที่ซึ่งมีทั้งประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และศักยภาพเชิงทำเลในระดับสูงเช่นนี้ ควรถูกกำหนดบทบาทอย่างไรในบริบทของกรุงเทพมหานครในทศวรรษข้างหน้า

 


พื้นที่แห่งความทรงจำและโครงสร้างสาธารณะของรัฐ

ในเชิงประวัติศาสตร์เมือง ย่านสนามกีฬาแห่งชาติมีจุดเริ่มต้นจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาภายใต้บริบทของรัฐสมัยใหม่ โดยสนามศุภชลาศัยถูกก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2470–2480 บนพื้นที่เดิมของวังวินด์เซอร์ ผ่านความร่วมมือระหว่างกรมพลศึกษาและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะขยายตัวเป็นคอมเพล็กซ์กีฬาที่ประกอบด้วยสนามเทพหัสดินและอาคารนิมิบุตรในเวลาต่อมา

 

พื้นที่ดังกล่าวจึงมิได้มีสถานะเป็นเพียง sports complex หากแต่เป็นโครงสร้างสาธารณะที่สะท้อนแนวคิดของรัฐในการสร้าง “เวทีของสาธารณะ” สำหรับกิจกรรมกีฬา การรวมหมู่ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมในระดับชาติและนานาชาติ ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา พื้นที่นี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำร่วมของสังคมเมือง ทั้งในฐานะสถานที่แข่งขันกีฬา ความใฝ่ฝันของนักกีฬา และพื้นที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่

 

ด้วยเหตุนี้ ย่านสนามกีฬาแห่งชาติจึงสามารถถูกเข้าใจในฐานะพื้นที่ที่มีคุณค่าหลายมิติซ้อนทับกันอยู่ ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ สัญลักษณ์ และบทบาททางสังคม

 

ภาพ วังวินด์เซอร์
ภาพ วังวินด์เซอร์

การซ้อนทับของเวลา: อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ความซับซ้อนของพื้นที่นี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อพิจารณาผ่านมิติของเวลา กล่าวคือ ย่านสนามกีฬาแห่งชาติเป็นพื้นที่ที่อดีต ปัจจุบัน และอนาคตกำลังซ้อนทับและปะทะกันในเวลาเดียวกัน

 

ในมิติของอดีต พื้นที่แห่งนี้ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของความทรงจำเมือง สนามศุภชลาศัยมิได้เป็นเพียงสถานที่แข่งขันกีฬา หากแต่เป็นหนึ่งในภาพจำของชีวิตสาธารณะของกรุงเทพมหานครมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการจัดคอนเสิร์ตใหญ่ระดับประเทศ ขณะเดียวกัน อาคารอย่างนิมิบุตรเองก็มีสถานะเป็นสถาปัตยกรรมในความทรงจำของคนเมือง การปรับเปลี่ยนพื้นที่จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับการผนวกคุณค่าเดิมเข้ากับรูปแบบใหม่ โดยไม่ทำให้ความหมายทางประวัติศาสตร์ถูกลดทอน


ภาพ คอนเสิร์ต ไมเคิล แจ็คสัน
ภาพ คอนเสิร์ต ไมเคิล แจ็คสัน

ในมิติของปัจจุบัน พื้นที่ดังกล่าวกำลังเผชิญแรงกดดันจากพลวัตของเมืองร่วมสมัย ย่านสยาม–ปทุมวันได้พัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและกิจกรรมที่มีความเข้มข้นสูง เชื่อมโยงทั้งการค้า การศึกษา ระบบขนส่งมวลชน และกิจกรรมเชิงพาณิชย์อย่างหนาแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงผ่านระบบรถไฟฟ้า BTS ซึ่งยิ่งเพิ่มศักยภาพเชิงทำเลของพื้นที่

 

ในขณะเดียวกัน พื้นที่สนามยังคงทำงานในลักษณะของการใช้งานแบบ event-based กล่าวคือ มีการใช้งานเป็นช่วงเวลาและไม่สามารถสร้างความต่อเนื่องของกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเมืองได้อย่างเต็มที่ ในเชิงผังเมือง ลักษณะดังกล่าวมักถูกจัดให้อยู่ในประเภทของ underutilized urban land หรือที่ดินศักยภาพสูงที่ยังไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

ขณะเดียวกัน สัญญาณของอนาคตเริ่มปรากฏผ่านแนวคิดการพัฒนาในรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับพื้นที่ให้รองรับกิจกรรมระดับนานาชาติ การเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการ หรือการปรับบทบาทของพื้นที่ภายใต้โครงสร้างของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่าพื้นที่นี้อาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่กีฬาอีกต่อไป หากแต่กำลังถูกจินตนาการใหม่ให้รองรับกิจกรรมที่หลากหลายมากขึ้น

 

การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพื้นที่เมืองแบบผสมผสาน

ในบริบทนี้ การเปลี่ยนแปลงของย่านสนามกีฬาแห่งชาติสามารถถูกตีความว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีหน้าที่เฉพาะ (single use) ไปสู่ระบบพื้นที่เมืองแบบผสมผสาน ซึ่งรองรับกิจกรรมหลายรูปแบบ (mixed-use) พร้อมกัน ทั้งกิจกรรมกีฬา พื้นที่สาธารณะ วัฒนธรรม อีเวนต์ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับที่เหมาะสม

 

การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้สอดคล้องกับแนวโน้มของการพัฒนาเมืองร่วมสมัย ซึ่งให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของกิจกรรมเมือง และการใช้พื้นที่อย่างหลากหลายมากกว่าการแบ่งแยกพื้นที่ตามหน้าที่เฉพาะแบบในอดีต

 

โอกาสและความเสี่ยงในการพัฒนา

หากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ดำเนินไปในทิศทางดังกล่าว ย่านสนามกีฬาแห่งชาติมีศักยภาพที่จะกลายเป็น public destination ที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีทั้งขนาด ทำเล การเข้าถึง และทุนทางประวัติศาสตร์อยู่พร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในการทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม (urban connector) ระหว่างย่านสยามและพื้นที่มหาวิทยาลัย หากมีการออกแบบเชิงพื้นที่ที่เอื้อต่อการไหลของกิจกรรมเมือง

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ประเภทนี้คือการลดทอนความเป็นสาธารณะ (publicness dilution) อันเป็นผลจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้พื้นที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยที่ยังคงลักษณะ “เปิด” ในเชิงกายภาพ แต่ลดทอนการเข้าถึงและการใช้งานในเชิงสังคม


ดังนั้น คำถามสำคัญจึงมิได้อยู่ที่การเปิดให้เข้าถึงเพียงอย่างเดียว หากแต่รวมถึงเงื่อนไขของการใช้งาน สิทธิในการเข้าถึง และรูปแบบของกิจกรรมที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในพื้นที่ดังกล่าว

 


การบริหารจัดการพื้นที่ ความท้าทายของการพัฒนา

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือรูปแบบการบริหารจัดการพื้นที่ (governance model) ซึ่งมีบทบาทกำหนดคุณภาพของโครงการในระยะยาว เนื่องจากพื้นที่สนามกีฬาแห่งชาติซ้อนทับอยู่ภายใต้หลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ การกำหนดบทบาทของผู้ลงทุน ผู้บริหาร และผู้กำกับดูแลผลประโยชน์สาธารณะจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม

 

ในแง่นี้ การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวจึงมิใช่เพียงงานออกแบบทางกายภาพ หากแต่เป็นการออกแบบกลไกการบริหารจัดการพื้นที่ในระดับเมือง

 

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงของย่านสนามกีฬาแห่งชาติไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่าพื้นที่จะถูกพัฒนาในรูปแบบใด หากแต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นเกี่ยวกับวิธีที่กรุงเทพมหานครจะจัดการกับพื้นที่ประวัติศาสตร์ใจกลางเมืองในบริบทที่มูลค่าที่ดินและแรงกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ทางเลือกมิได้มีเพียงการรักษาอดีตหรือการพัฒนาใหม่ หากแต่รวมถึงความเป็นไปได้ในการชุบ “ชีวิตใหม่” ให้กับพื้นที่ โดยไม่ลบเลือนคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่เดิม ซึ่งนับเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของการพัฒนาเมืองร่วมสมัย

 

ทิศทางของพื้นที่แห่งนี้ในระยะต่อไปยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด LAD จะทำหน้าที่นำเสนอความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

 

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :

https://www.facebook.com/share/p/1GhEvpUUSK/

https://thestandard.co/onthisday-10022480/

https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2469189

 

1 วันที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 1 นาที

0

2

0

โพสต์ที่คล้ายกัน

ความคิดเห็น

แชร์ความคิดเห็นของคุณเชิญแสดงความคิดเห็น คุณคือคนแรกที่แสดงความคิดเห็นที่นี่
bottom of page