top of page
Clip path group
Clip path group

TOD กำลังเปลี่ยนเกมเมืองไทย: จากบทเรียนยุโรปสู่อนาคต “ชานเมืองกรุงเทพฯ” และเมืองรอง

1 วันที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 3 นาที

0

0

0


TOD ไม่ใช่แค่การพัฒนารอบสถานี แต่คือเครื่องมือสร้างเมือง วิเคราะห์กรณี เมืองลุนด์ (Lund) และอูเทรคต์ (Utrecht) พร้อมถอดบทเรียนสู่ชานเมืองกรุงเทพฯ และการขนส่งระดับภูมิภาคของไทย

 

เมื่อ TOD เปลี่ยนบทบาท จาก “รองรับเมือง” สู่ “เครื่องมือสร้างเมือง”

ในอดีต แนวคิด Transit-Oriented Development (TOD) มักถูกทำความเข้าใจในฐานะกลไกสนับสนุนการเติบโตของเมืองที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะในมหานครขนาดใหญ่ที่มีความหนาแน่นสูง เช่น โตเกียวหรือฮ่องกง ซึ่งระบบขนส่งมวลชนทำหน้าที่เป็นโครงสร้างแกนหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพของรูปแบบเมือง และเสริมสร้างความเข้มข้นของการใช้ที่ดินโดยรอบสถานี


อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา บทบาทของ TOD ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จาก “เครื่องมือรองรับการเติบโต” ไปสู่ “เครื่องมือกำหนดทิศทางการเติบโตของเมือง” โดยเฉพาะในบริบทของเมืองรอง เมืองใหม่ หรือพื้นที่ที่ยังมีความหนาแน่นต่ำ


การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนให้เห็นว่า TOD ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่ออุปสงค์ที่มีอยู่เดิมเสมอไป หากแต่ทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง” (catalyst) ที่ดึงดูดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และกำหนดทิศทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะในบริบทของ “ชานเมือง” และ “เมืองรอง” ที่ยังไม่อิ่มตัว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า“เราจะพัฒนาพื้นที่รอบสถานีอย่างไร”แต่คือ“เราจะใช้โครงสร้างพื้นฐานระบบรางเพื่อสร้างเมืองแบบไหน”


บทความนี้จะใช้กรอบ TOD Standard 3.0 เป็นเลนส์ในการวิเคราะห์ พร้อมถอดบทเรียนจาก 2 กรณีศึกษาในยุโรป—เมืองลุนด์ (Lund) และเมืองอูเทรคต์ (Utrecht) ซึ่งสะท้อนบทบาทของ TOD ในการกำหนดโครงสร้างเมืองทั้งในระดับพื้นที่และระดับเครือข่าย

 

TOD Standard 3.0

: กรอบคิดที่ใช้วัด “คุณภาพเมือง” ไม่ใช่แค่ความหนาแน่น

การทำความเข้าใจ TOD ในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องมองผ่านกรอบ TOD Standard 3.0 ซึ่งพัฒนาโดย ITDP และถูกใช้เป็นมาตรฐานสากลในการประเมินคุณภาพของการพัฒนาเมือง


กรอบนี้เน้น “คน” เป็นศูนย์กลาง และประกอบด้วย 8 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การเดิน (Walk) การใช้จักรยาน (Cycle) การเชื่อมต่อ (Connect) การเข้าถึงระบบขนส่ง (Transit) ความหลากหลายของการใช้ที่ดิน (Mix) ความหนาแน่น (Densify) ความกะทัดรัด (Compact) และการลดการพึ่งพารถยนต์ (Shift) 


สาระสำคัญของกรอบนี้คือ การชี้ให้เห็นว่า “เมืองที่ดี” ไม่ได้วัดจากความหนาแน่นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีโครงสร้างการเข้าถึงที่มีประสิทธิภาพ และเอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้คนในทุกมิติ

 

ภาพ แนวคิดองค์ประกอบของย่านเมืองตามหลักการ TOD Standard 3.0
ภาพ แนวคิดองค์ประกอบของย่านเมืองตามหลักการ TOD Standard 3.0

กรณีศึกษาเมืองลุนด์ (Lund) : TOD ในฐานะ “City-Making Mechanism”

จากพื้นที่ว่างสู่โครงสร้างเมืองใหม่


เมืองลุนด์ ประเทศสวีเดน เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนบทบาทของ Transit-Oriented Development (TOD) ในบริบทพื้นที่กึ่งชานเมืองที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างชัดเจน พื้นที่ Brunnshög ซึ่งตั้งอยู่บริเวณขอบเมืองเดิม เคยมีลักษณะเป็นพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ (greenfield) ที่ยังไม่มีความเข้มข้นของกิจกรรมเมือง และยังไม่ได้ถูกผนวกเข้าสู่โครงสร้างเมืองหลักอย่างเต็มรูปแบบ


การเข้ามาของโครงการวิจัยระดับยุโรป เช่น European Spallation Source (ESS) และ MAX IV Laboratory ได้เปลี่ยนสถานะของพื้นที่นี้จาก “พื้นที่ว่าง” ให้กลายเป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์” ของเมืองในอนาคต ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว เมืองลุนด์ไม่ได้ปล่อยให้การพัฒนาเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามกลไกตลาด แต่เลือกใช้ระบบราง Lund Tramway เป็นเครื่องมือหลักในการ “นำการพัฒนา” (transit-led development)


สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม แต่เป็นการ “วางโครงสร้างเมืองล่วงหน้า” ผ่านระบบขนส่ง โดยกำหนดให้แนวเส้นทาง tram ทำหน้าที่เป็นแกนหลักของการจัดระเบียบพื้นที่ (structuring spine) พร้อมทั้งกำหนดรูปแบบการใช้ที่ดินให้สอดคล้องกับโครงข่ายดังกล่าว ทั้งในมิติของความหนาแน่น การผสมผสานกิจกรรม (mixed-use) และการเข้าถึงพื้นที่


การพัฒนานี้ดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป (incremental development) โดยผสานโครงสร้างพื้นฐาน การวางผังเมือง และเศรษฐกิจฐานความรู้เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ Brunnshög ค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านจากพื้นที่รอยต่อ ไปสู่ศูนย์กลางกิจกรรมใหม่ของเมือง

 

ภาพ พื้นที่ Brunnshög โครงสร้างเมืองความหนาแน่นปานกลาง
ภาพ พื้นที่ Brunnshög โครงสร้างเมืองความหนาแน่นปานกลาง

TOD ในฐานะกลไก “สร้าง Demand

ประเด็นสำคัญที่ทำให้กรณีของลุนด์แตกต่างจากความเข้าใจ TOD แบบดั้งเดิม คือบทบาทของ TOD ในฐานะ “กลไกสร้างอุปสงค์” (demand creation mechanism) มากกว่าการตอบสนองต่ออุปสงค์ที่มีอยู่เดิม โดยทั่วไป การพัฒนาเมืองมักเกิดขึ้นจากความต้องการใช้งานที่มีอยู่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการที่อยู่อาศัย การจ้างงาน หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานจะถูกพัฒนาเพื่อรองรับความต้องการเหล่านั้นในภายหลัง อย่างไรก็ตาม ในกรณีของ Brunnshög ลำดับดังกล่าวได้ถูก “กลับด้าน” อย่างชัดเจน


ระบบรางถูกลงทุนขึ้นก่อน เพื่อกำหนดทิศทางของการพัฒนา ขณะที่การวางผังการใช้ที่ดินถูกออกแบบให้รองรับกิจกรรมในอนาคต และโครงการเศรษฐกิจขนาดใหญ่ถูกใช้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการรวมตัวของกิจกรรมเมืองในระยะยาว


ภาพ แนวคิดการออกแบบสถานี Lund/Klostergården Station
ภาพ แนวคิดการออกแบบสถานี Lund/Klostergården Station

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ “อุปสงค์ใหม่” ที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่ถูกสร้างขึ้นผ่านการออกแบบเชิงระบบของเมือง ทั้งในมิติของโครงสร้างพื้นฐานทั้งระดับภูมิภาคและท้องถิ่น นโยบายที่ดิน และการกำหนดบทบาทของพื้นที่ กระบวนการนี้ทำให้ TOD ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านการคมนาคม แต่กลายเป็น “กลไกการสร้างเมือง” อย่างแท้จริง


ในแง่นี้ กรณีของลุนด์จึงสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากมีการวางแผนที่สอดประสานและมีวิสัยทัศน์ระยะยาว TOD สามารถเปลี่ยนพื้นที่ว่างให้กลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของเมืองได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดความหนาแน่นหรือกิจกรรมเมืองก่อนเสมอไป


ภาพ รางรถ Tornavägen  BRT เก่า ที่ปรับปรุงสู่ราง tram
ภาพ รางรถ Tornavägen BRT เก่า ที่ปรับปรุงสู่ราง tram

กรณีศึกษา Utrecht: TOD ระดับ “โครงข่ายเมือง”

 จากเมืองเดียว → สู่ระบบเมือง (Urban Network)


เมืองอูเทรคต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนบทบาทของ TOD ในอีกมิติหนึ่งที่แตกต่างจากลุนด์อย่างชัดเจน กล่าวคือ ไม่ได้มุ่งเน้นการ “สร้างเมืองใหม่” จากพื้นที่ว่าง แต่เป็นการใช้ TOD เพื่อ “จัดโครงสร้างเมืองทั้งระบบ” ผ่านการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคม


ในเชิงบริบท อูเทรคต์มีสถานะเป็นศูนย์กลางโครงข่ายคมนาคมระดับประเทศ (national transport hub) ที่เชื่อมโยงเมืองหลักอย่าง Amsterdam, Rotterdam และ The Hague เข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเมืองในช่วงที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดความแยกส่วนของพื้นที่สำคัญ เช่น ศูนย์กลางเมืองเดิม พื้นที่พัฒนาใหม่อย่าง Leidsche Rijn และศูนย์กลางความรู้อย่าง Utrecht Science Park

ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว แนวคิด TOD ถูกนำมาใช้ไม่ใช่เพื่อเพิ่มความหนาแน่นเฉพาะจุด แต่เพื่อ “ผสานเมืองให้กลับมาเป็นระบบเดียวกัน” ผ่านการพัฒนาโครงข่ายระบบราง รถไฟ รถราง และโครงสร้างการเดินทางรูปแบบต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงศูนย์กลางเหล่านี้เข้าด้วยกัน


ภาพ ย่าน TOD เมืองใหม่ Leidsche Rijn
ภาพ ย่าน TOD เมืองใหม่ Leidsche Rijn

TOD ในฐานะกลไก “จัดโครงสร้างเมือง”

สิ่งที่โดดเด่นในกรณีของอูเทรคต์ คือการเปลี่ยนบทบาทของ TOD จากการพัฒนาเชิงพื้นที่ (place-based development) ไปสู่การพัฒนาเชิงโครงข่าย (network-based development)

การพัฒนา Leidsche Rijn ซึ่งเป็นพื้นที่ greenfield ทางฝั่งตะวันตกของเมือง ไม่ได้ถูกปล่อยให้เติบโตอย่างอิสระ แต่ถูกผูกเข้ากับโครงข่ายระบบรางและ tram ตั้งแต่ต้น ขณะที่ Utrecht Science Park ซึ่งเป็นศูนย์กลางกิจกรรมด้านการศึกษาและการวิจัย ได้รับการยกระดับการเข้าถึงผ่านระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อโดยตรงกับศูนย์กลางเมือง


ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการก่อตัวของ “เมืองหลายศูนย์กลาง” (polycentric city) ที่แต่ละ node มีบทบาทเฉพาะตัว แต่ยังคงเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพผ่านโครงข่ายคมนาคม


ภาพ Utrecht Science Park TOD
ภาพ Utrecht Science Park TOD

Connectivity มากกว่า Density

บทเรียนสำคัญจากอูเทรคต์ คือการตั้งคำถามต่อความเข้าใจ TOD แบบดั้งเดิมที่มุ่งเน้น “ความหนาแน่น” เป็นหลัก


ในกรณีนี้ ความสำเร็จของ TOD ไม่ได้วัดจากระดับความหนาแน่นของอาคารหรือกิจกรรมเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพของการเชื่อมโยง” (connectivity) ในระดับเครือข่าย โดยเฉพาะการบูรณาการระบบขนส่งหลายรูปแบบ ทั้งรถไฟ รถราง รถโดยสาร และโครงข่ายจักรยาน

การออกแบบระบบให้สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ (seamless mobility) ทำให้การเดินทางภายในเมืองมีประสิทธิภาพสูง ลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล และสนับสนุนรูปแบบเมืองที่ยั่งยืนในระยะยาว


ในแง่นี้ TOD ของอูเทรคต์จึงไม่ได้มุ่งสร้าง “เมืองที่หนาแน่นขึ้น” แต่เป็นการสร้าง “เมืองที่เชื่อมโยงดีขึ้น” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของคุณภาพเมืองในยุคปัจจุบัน


ภาพ การเชื่อมระบบขนส่งอย่างเป็นมิตรและไร้รอยต่อ Utrecht Science Park TOD
ภาพ การเชื่อมระบบขนส่งอย่างเป็นมิตรและไร้รอยต่อ Utrecht Science Park TOD

ทั้งสองกรณีสะท้อนให้เห็นว่า TOD ไม่ได้มีรูปแบบเดียว แต่ขึ้นอยู่กับบริบทของเมือง บางพื้นที่ต้อง ‘สร้างเมือง’ ขึ้นใหม่ ขณะที่บางพื้นที่ต้อง ‘เชื่อมเมือง’ ให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน


อ่านเกมไทย: ชานเมืองกรุงเทพฯ และเมืองรองกำลังเข้าสู่ “TOD Phase ใหม่”


เมื่อพิจารณาบริบทของประเทศไทยในช่วงเวลาปัจจุบัน โดยเฉพาะในพื้นที่ชานเมืองของกรุงเทพมหานครและกลุ่มจังหวัดเมืองรอง จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าระบบเมืองกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระบบราง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าชานเมือง รถไฟความเร็วสูง หรือระบบรางในระดับภูมิภาค กำลังเปิด “พื้นที่ใหม่” ที่ในอดีตอาจยังไม่มีความหนาแน่นของกิจกรรมเมืองมากนัก และยังไม่ได้ถูกพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ



โอกาส: TOD ในฐานะเครื่องมือ “กระจายความเจริญ”

การเกิดขึ้นของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง แต่กำลังเปลี่ยน “เงื่อนไขพื้นฐานของการพัฒนาเมือง” อย่างมีนัยสำคัญ พื้นที่ที่เคยเป็นเพียงชานเมืองหรือพื้นที่รอยต่อระหว่างเมือง กำลังถูกดึงเข้าสู่โครงข่ายการเชื่อมโยงในระดับที่กว้างขึ้น และมีศักยภาพที่จะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของการเติบโตในอนาคต


ภาพดังกล่าวเริ่มเห็นได้ชัดในหลายพื้นที่ของไทย ตัวอย่างเช่นโครงการ รถไฟชานเมืองสายสีแดง ซึ่งไม่ได้เพียงเพิ่มความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ แต่กำลังสร้าง “corridor การพัฒนาใหม่” ในพื้นที่ชานเมืองฝั่งเหนือและตะวันตก ที่ดินและกิจกรรมเมืองเริ่มปรับตัวตามแนวเส้นทางรถไฟ ในขณะที่โครงการ รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ–นครราชสีมากำลังเปิดศักยภาพของเมืองระดับภูมิภาค โดยทำให้ระยะทางเชิงเวลา (time-distance) ระหว่างกรุงเทพฯ กับเมืองรองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และอาจเปลี่ยนบทบาทของเมืองเหล่านี้จาก “ปลายทาง” ให้กลายเป็น “ ศูนย์กลางใหม่ของระบบเมือง”


ในอีกมิติหนึ่ง การพัฒนาในพื้นที่ Eastern Economic Corridor (EEC) ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ได้แยกขาดจากการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการใช้ที่ดิน หากแต่ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการสร้างโครงสร้างเมืองและเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ในระดับภูมิภาค


ภายใต้บริบทเช่นนี้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเราจะพัฒนาพื้นที่รอบสถานีอย่างไร หากแต่เป็นคำถามเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่านั้นว่า เรากำลังใช้แนวคิด TOD เพื่อ “สร้างเมืองใหม่” หรือเพียงแค่ “ขยายเมืองเดิมออกไป” ในรูปแบบที่ยังคงพึ่งพาโครงสร้างเดิมอยู่



ความเสี่ยง: TOD ที่เหลือเพียง “อสังหาริมทรัพย์”

ในด้านหนึ่ง แนวคิด TOD เปิดโอกาสสำคัญในการเป็นเครื่องมือกระจายความเจริญออกจากศูนย์กลางเดิม โดยเฉพาะในบริบทของเมืองรอง ซึ่งยังมีพื้นที่และศักยภาพในการพัฒนาอีกมาก ระบบรางสามารถทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการสร้างศูนย์กลางกิจกรรมใหม่ เชื่อมโยงเมืองในระดับภูมิภาค และดึงดูดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้าสู่พื้นที่ที่เคยอยู่นอกสายตาของการพัฒนา หากมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ TOD สามารถช่วยปรับโครงสร้างเมืองจากแบบรวมศูนย์ ไปสู่ระบบเมืองที่มีหลายศูนย์กลาง และมีความสมดุลมากขึ้นในเชิงพื้นที่


อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตามองคือการที่ TOD ถูกลดทอนให้เหลือเพียงเครื่องมือในการเพิ่มความหนาแน่นรอบสถานี โดยเฉพาะในมิติของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หากขาดการบูรณาการกับระบบการเชื่อมโยงในระดับเครือข่าย และละเลยองค์ประกอบพื้นฐาน เช่น การเดิน การเข้าถึง หรือการเชื่อมต่อระหว่างโหมดการเดินทาง การพัฒนาอาจนำไปสู่รูปแบบเมืองที่กระจัดกระจาย และยังคงพึ่งพารถยนต์ในระยะยาว ซึ่งขัดแย้งกับหลักการสำคัญของ TOD อย่างสิ้นเชิง


ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความท้าทายของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การมีโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอหรือไม่ แต่อยู่ที่การ “ใช้โครงสร้างพื้นฐานนั้นอย่างไร” หากระบบรางถูกใช้เพียงเพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองในรูปแบบเดิม ผลลัพธ์ที่ได้อาจเป็นเพียงเมืองที่ขยายตัวออกไป แต่ไม่ได้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ในทางกลับกัน หากมีการบูรณาการการใช้ที่ดิน การออกแบบเมือง และระบบการเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการสร้างรูปแบบเมืองใหม่ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากกว่าเดิม


TOD จะเป็นเพียง “เครื่องมือเก็งกำไรที่ดิน” หรือจะกลายเป็น “กลไกสร้างเมืองแห่งอนาคต” จุดตัดนี้ไม่ได้อยู่ที่โครงการ แต่อยู่ที่กลยุทธ์ในการวางผังเมืองของเรา

 

TOD ที่แท้จริง ต้อง “สร้างเมือง” ไม่ใช่แค่ “เพิ่มความหนาแน่น”

ในท้ายที่สุด บทเรียนจากกรณีศึกษาในยุโรปชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า TOD ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านคมนาคม แต่เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการกำหนดอนาคตของเมือง โดยเฉพาะในบริบทของพื้นที่ที่ยังไม่อิ่มตัว เช่น ชานเมืองและเมืองรอง ความสำเร็จของ TOD จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนโครงการหรือระดับความหนาแน่นเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน การใช้ที่ดิน และการออกแบบเมืองให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน


ประเด็นสำคัญของ TOD จึงไม่ใช่คำถามว่าเราจะพัฒนาพื้นที่รอบสถานีอย่างไร แต่คือคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า เราจะใช้ระบบรางเพื่อ “สร้างเมืองแบบไหน” ในอนาคต

 

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :

https://itdp.org/publication/tod-standard/

https://www.gebiedsontwikkeling.nu/artikelen/leidsche-rijn-centrum-het-nieuwe-stadshart-van-utrecht/

https://www.utrechtsciencepark.nl/en/accessibility-utrecht-science-park-foundation-office 

https://www.gebiedsontwikkeling.nu/artikelen/leidsche-rijn-centrum-het-nieuwe-stadshart-van-utrecht/

https://www.cooldh.eu/demo-sites-and-innovations-in-cool-dh/brunnshog-in-lund/ 

https://bransch.trafikverket.se/en/startpage/projects/Railway-construction-projects/lund-arlov-four-tracks/klostergarden-station/ 

https://www.cooldh.eu/demo-sites-and-innovations-in-cool-dh/brunnshog-in-lund/ 

https://prop2morrow.com/789936/

 https://isaninsight.kku.ac.th/archives/7040

https://www.urban-transport-magazine.com/en/lund-in-sweden-europes-newest-tramway-system-virtually-inaugurated/

 

 

 

 

1 วันที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 3 นาที

0

0

0

โพสต์ที่คล้ายกัน

ความคิดเห็น

แชร์ความคิดเห็นของคุณเชิญแสดงความคิดเห็น คุณคือคนแรกที่แสดงความคิดเห็นที่นี่
bottom of page