top of page
Clip path group
Clip path group

เคาะแล้ว! ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯ (ปรับปรุงครั้งที่ 4) : ปรับ 13 ประเด็นใหญ่ รับเมืองเปลี่ยน–รถไฟฟ้าขยาย

18 ชั่วโมงที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 2 นาที

0

55

0


แก้พื้นที่ทับซ้อน EEC – ดัน “บางซื่อ–มักกะสัน” ขึ้นเขตพาณิชย์

เตรียมเปิดรับฟังความเห็น 90 วัน


เมืองกำลัง “เปลี่ยนโครงสร้าง” ไม่ใช่แค่เปลี่ยนผัง กรุงเทพฯ กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 “คณะกรรมการผังเมืองกรุงเทพมหานคร” มีมติเห็นชอบ ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) โดยคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ภายในปี 2570 หลังผ่านกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาความคิดเห็นจากประชาชนกว่า 33,299 คน และการกลั่นกรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


การประชุมครั้งนี้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะกรรมการจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเศรษฐกิจ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านผังเมือง โดยดำเนินการตามกรอบของพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562



ปรับ 13 ประเด็น จัดระเบียบผังเมืองใหม่

กรุงเทพมหานครได้พิจารณาข้อเสนอจำนวน 13 ประเด็น โดยมีความเห็นสอดคล้องกับข้อเสนอทั้งหมด ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญด้านการกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองในหลายมิติ อาทิ

  • การแก้ไขแผนที่แนวเขตผังเมืองให้ชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่ด้านทิศใต้ของกรุงเทพฯ

  • การกำหนดพื้นที่เว้นขาวในบริเวณที่มีความทับซ้อนกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนเชิงนโยบาย

  • การปรับระดับการพัฒนาเป็นพื้นที่พาณิชยกรรม (สีแดง พ.8) ในพื้นที่ศักยภาพสูงรอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สถานีมักกะสัน และสถานีทุ่งสองห้อง

  • การปรับลดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม (สีเขียว) ในพื้นที่ชายทะเลเขตบางขุนเทียน

  • รวมถึงการยกเลิกมาตรการด้านการพัฒนา เช่น การปรับอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมระหว่างแปลงที่ดิน และมาตรการโอนสิทธิการพัฒนา (Transfer of Development Rights: TDR)


1) ยกระดับ “บางซื่อ–มักกะสัน” สู่เขตพาณิชยกรรม

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ การยกระดับพื้นที่รอบสถานีขนส่งหลักของประเทศให้เป็น “เขตพาณิชยกรรม (สีแดง)” ได้แก่

  • สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ)

  • สถานีมักกะสัน

การปรับสีผังในพื้นที่เหล่านี้สะท้อนแนวคิดการพัฒนาเมืองแบบ Transit-Oriented Development (TOD) ที่เน้นการเพิ่มความหนาแน่นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจรอบสถานีขนส่งหลัก เพื่อสร้างศูนย์กลางเมืองใหม่ (New CBD)



2) ปรับผังตามแนวรถไฟฟ้า เร่งเมืองกระจายตัว

ผังเมืองฉบับใหม่นี้ให้ความสำคัญกับ “โครงข่ายรถไฟฟ้า” อย่างชัดเจน โดยมีการปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินตามแนวเส้นทางหลัก เช่น

  • เพิ่มพื้นที่ “สีส้ม” (อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) เพื่อรองรับอาคารสูงและคอนโดมิเนียม

  • เปิดให้พัฒนาอาคารสูงในรัศมีประมาณ 800 เมตรจากสถานีรถไฟฟ้า

  • ปรับพื้นที่เดิมที่เป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นต่ำ ให้รองรับการพัฒนาเมืองมากขึ้น


โดยเฉพาะแนวถนนลาดพร้าว ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่สีเหลือง (หนาแน่นน้อย) ไปสู่การพัฒนาที่มีความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อรองรับการมาของระบบรถไฟฟ้า นี่คือการ “ปลดล็อก FAR ทางนโยบาย” แบบชัดเจนที่สุดในรอบหลายปี



3) ปรับ “พื้นที่สีเขียว” ใหม่ รับแรงกดดันการขยายเมือง

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ การปรับประเภทพื้นที่สีเขียวในหลายโซนของกรุงเทพฯ

  • โซนตะวันออก : จาก “พื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม” (เขียวทะแยงขาว)ปรับเป็น “พื้นที่สีเขียว” ที่สามารถพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบได้ถี่ขึ้น

  • โซนฝั่งธนบุรี : จากพื้นที่ชนบทความหนาแน่นต่ำปรับเป็น “สีเหลือง–สีแดง” เพื่อรองรับการขยายตัวตามแนวรถไฟฟ้า โดยเฉพาะพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับโครงข่ายรถไฟฟ้าหลายสาย เช่น สายสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน


ผังเมืองใหม่ = เมืองรถไฟฟ้า + เมืองหนาแน่น + เมืองเศรษฐกิจ

ร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 สะท้อนทิศทางการพัฒนาเมืองอย่างชัดเจน 3 มิติ

  • เมืองที่ยึดระบบรางเป็นแกนหลัก (Rail-based city)

  • เมืองที่เพิ่มความหนาแน่นตามจุดยุทธศาสตร์

  • เมืองที่ผลักดันศูนย์เศรษฐกิจใหม่หลายจุด



เกมส์จริงอยู่ที่การปลดล็อก FAR: จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของตลาดอสังหาริมทรัพย์

หนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดของร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับนี้ ซึ่งอาจไม่ได้ปรากฏชัดในสายตาของคนทั่วไป คือ “การเปลี่ยนสีผัง” ที่แท้จริงแล้วหมายถึงการเปลี่ยนแปลงสิทธิในการพัฒนา (development rights) อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ศักยภาพสูงตามแนวโครงข่ายระบบราง

การปรับเพิ่มพื้นที่สีส้ม (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) และการเปิดให้สามารถพัฒนาอาคารสูงได้ภายในรัศมีประมาณ 800 เมตรจากสถานีรถไฟฟ้า ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเมืองเท่านั้น แต่สะท้อนถึง “การเพิ่ม FAR ทางนโยบาย” ในระดับที่มีผลต่อโครงสร้างตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยตรง กล่าวคือ ที่ดินผืนเดิมสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้นจากการพัฒนาในแนวดิ่ง และรองรับกิจกรรมที่หลากหลายมากขึ้น


ในขณะเดียวกัน การเพิ่ม FAR ยังส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างการแข่งขันของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (developer) โดยเฉพาะการเพิ่ม “อำนาจต่อรอง” ให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่และซับซ้อนมากขึ้น การพัฒนาอาคารสูงหรือโครงการแบบผสมผสาน (mixed-use) จะสามารถสร้างผลตอบแทนต่อที่ดิน (yield) ได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้พัฒนาที่สามารถบริหารจัดการความหนาแน่นได้อย่างมีประสิทธิภาพจะได้เปรียบในตลาดมากขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างตลาดมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในมือของผู้เล่นรายใหญ่


การเปลี่ยนแปลงนี้ยังสะท้อนถึง “การเปลี่ยนเกม” ระหว่างที่อยู่อาศัยแนวสูงและแนวราบอย่างชัดเจน พื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้าจะกลับมาเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาคอนโดมิเนียมและโครงการความหนาแน่นสูง ในขณะที่ที่อยู่อาศัยแนวราบมีแนวโน้มจะถูกผลักออกไปยังพื้นที่รอบนอกของเมืองมากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการพัฒนาเมืองเริ่มแบ่งออกเป็นสองชั้นอย่างชัดเจน คือ “เมืองแนวตั้ง” ในพื้นที่ชั้นใน และ “เมืองแนวราบ” ที่ขยายตัวออกไปในพื้นที่ชานเมือง

 

“บางซื่อ–มักกะสัน”: ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ หรือเพียงภาพในผัง?

แม้ว่าร่างผังเมืองฉบับนี้จะผลักดันให้พื้นที่รอบสถานีกลางบางซื่อและมักกะสันก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางพาณิชยกรรมใหม่ของกรุงเทพมหานคร หรือที่เรียกว่า New CBD แต่คำถามสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ “การกำหนด zoning เพียงอย่างเดียว เพียงพอหรือไม่ในการสร้างศูนย์กลางเมืองใหม่”


ในทางปฏิบัติ การเกิดขึ้นของ CBD ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกำหนดสีผังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย “อุปสงค์ที่แท้จริง” (real demand) จากภาคธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ ที่พร้อมจะย้ายฐานการดำเนินงานมายังพื้นที่ดังกล่าว หากการพัฒนาเกิดขึ้นเพียงจากแรงเก็งกำไรในที่ดิน โดยไม่มีการย้ายเข้ามาใช้งานจริง


อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ “การเชื่อมต่อที่มากกว่าระบบราง” แม้ว่าทั้งบางซื่อและมักกะสันจะเป็นจุดเชื่อมต่อโครงข่ายระบบขนส่งขนาดใหญ่ แต่หากยังขาดการออกแบบระบบการเดินเท้า (pedestrian system) และการเชื่อมต่อระยะต้น–ปลายทาง (first-mile/last-mile) ที่มีประสิทธิภาพ การเข้าถึงพื้นที่ในชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานจริงอาจยังคงเป็นข้อจำกัด


บทเรียนจากหลายเมืองทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า การพัฒนา CBD ที่ขับเคลื่อนจากนโยบายแบบ “บนลงล่าง” (top-down planning) มักต้องใช้เวลาในการก่อรูป และมีความเสี่ยงสูงหากองค์ประกอบเชิงเศรษฐกิจและสังคมไม่สามารถเติบโตตามโครงสร้างทางกายภาพได้ทัน ดังนั้น แม้ว่าบางซื่อและมักกะสันจะมีศักยภาพเชิงโครงสร้างสูง แต่ความสำเร็จของการเป็นศูนย์กลางเมืองใหม่จะขึ้นอยู่กับ “ecosystem ของเมือง” โดยรวม มากกว่าการกำหนดสีผังเพียงอย่างเดียว

 

เมืองหนาแน่นขึ้น… แต่คุณภาพชีวิตจะดีขึ้นหรือไม่?

ผังเมืองฉบับนี้ผลักดัน “ความหนาแน่น” อย่างชัดเจนแต่ยังมีคำถามสำคัญ:

 “Density ≠ Livability เสมอไป”

ขณะเดียวกัน ยังเป็น “จุดเริ่มต้น” ของคำถามสำคัญในอนาคตว่า“การขยายเมืองเชิงปริมาณ จะสามารถสมดุลกับคุณภาพชีวิต และพื้นที่สีเขียวได้มากน้อยแค่ไหน”

ซึ่งจะเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นรอบถัดไป


ขั้นตอนต่อไป: เปิดรับความเห็น 90 วัน

ภายหลังการเห็นชอบร่างผังเมืองกรุงเทพมหานครจะเปิดให้มีการ “ปิดประกาศร่างผังเมือง” เป็นระยะเวลา 90 วันเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน


ช่วงเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงขั้นตอนตามกฎหมายแต่เป็น “หน้าต่างสำคัญ” ที่ประชาชนยังสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของเมืองในอนาคต



ร่างผังเมืองฉบับนี้ไม่ใช่เพียงการกำหนด “รูปแบบการใช้ที่ดิน” แต่คือการกำหนด“กติกาใหม่ของการเติบโตของเมือง”


คำถามต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไร

แต่คือใครจะเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ใครจะต้องปรับตัวและเมืองกรุงเทพมหานครจะเดินไปในทิศทางใด ...


LAD จะพาไปแกะต่อในมิติเหล่านี้ทั้งเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนเมือง


โปรดรอติดตาม


ติดตามคลิปวิดิโอ บรรยากาศการประชุมได้ที่ :

https://www.facebook.com/watch/?v=1431265198185901

 

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :

https://mgronline.com/politics/detail/9690000034205

https://www.facebook.com/share/p/1NyX6DgvQt/

https://www.banmuang.co.th/news/politic/472284

https://www.facebook.com/share/p/18BqVxqaiN/

 

18 ชั่วโมงที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 2 นาที

0

55

0

โพสต์ที่คล้ายกัน

ความคิดเห็น

แชร์ความคิดเห็นของคุณเชิญแสดงความคิดเห็น คุณคือคนแรกที่แสดงความคิดเห็นที่นี่
bottom of page