top of page
Clip path group
Clip path group

สิทธิพิเศษ ลดภาษีที่ดิน ด้วย “สวน 15 นาที” : โมเดลใหม่กรุงเทพฯ เปลี่ยนที่ดินร้างเป็นพื้นที่สีเขียว

6 นาทีที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 2 นาที

0

0

0



ลดภาษีที่ดินด้วย “สวน 15 นาที” คืออะไร?

โมเดลใหม่กรุงเทพฯ เปลี่ยนที่ดินร้างเป็นพื้นที่สีเขียวเมือง


กรุงเทพฯ กำลังมี “สวนใกล้บ้าน” เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันมีมากถึง 456 สวนกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง และในจำนวนนี้มีถึง 74 แปลงที่มาจาก “ที่ดินเอกชน” ซึ่งเข้าร่วมโครงการเพื่อรับสิทธิยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าโครงการ “สวน 15 นาที” ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงนโยบายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นกลไกจริงที่เปลี่ยนโครงสร้างการใช้ที่ดินของเมือง


กรุงเทพฯ กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง “พื้นที่สีเขียว”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ เริ่มขยับจากแนวทางเดิมที่พึ่งพาการลงทุนของภาครัฐในการสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ไปสู่การทดลองโมเดลใหม่ที่เปิดให้ “ที่ดินเอกชน” เข้ามามีบทบาทในการผลิตพื้นที่สาธารณะของเมืองมากขึ้น หนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้คือการเชื่อมโยง “นโยบายพื้นที่สีเขียว” เข้ากับ “นโยบายภาษีที่ดิน” อย่างเป็นระบบ


จากแนวคิด “สวนใกล้บ้าน” สู่โครงสร้างเมืองแบบกระจายตัว

“สวน 15 นาที” มีจุดตั้งต้นจากแนวคิดพื้นฐานที่ว่า ประชาชนควรสามารถเข้าถึงพื้นที่สาธารณะได้ในระยะที่เดินถึงได้จริง โดยกำหนดกรอบไว้ที่ประมาณ 800 เมตร หรือราว 15 นาทีจากที่พักอาศัย


แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางของเมืองร่วมสมัย เช่น เมืองเดินได้ (walkable city) และเมือง 15 นาที (15-minute city) ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตในระดับย่าน มากกว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพียงไม่กี่จุด


สำหรับกรุงเทพฯ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านที่ดินและมีความหนาแน่นสูง การเพิ่มสวนขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างทั่วถึง การกระจายตัวของ “สวนขนาดเล็กใกล้บ้าน” จึงกลายเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับสภาพเมืองจริงมากกว่า และในระยะยาวอาจพัฒนาไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวแบบเครือข่าย” (green infrastructure network) ที่แทรกตัวอยู่ในเนื้อเมือง


ภาษีที่ดิน: กลไกที่ถูกนำมาใช้ใหม่

ความน่าสนใจของโครงการนี้อยู่ที่ “วิธีการ” ไม่ใช่เพียง “ผลลัพธ์” เพราะหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การสร้างสวน แต่คือการใช้ “ภาษีที่ดิน” เป็นเครื่องมือในการกำหนดรูปแบบเมือง


โครงการนี้เชื่อมโยงกับพระราชกฤษฎีกาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2563 โดยเฉพาะมาตรา 8 ซึ่งเปิดโอกาสให้ที่ดินที่ใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์ เช่น สวนหรือพื้นที่นันทนาการ สามารถได้รับการยกเว้นภาษี ช่องว่างทางกฎหมายนี้ ถูกนำมาแปลงเป็น “แรงจูงใจ” ให้เจ้าของที่ดินเอกชน โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีมูลค่าสูง เลือกเปลี่ยนที่ดินของตนให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะชั่วคราว แทนที่จะปล่อยรกร้างหรือแบกรับภาระภาษีในอัตราที่เพิ่มขึ้น


ในมุมของผังเมือง นี่คือการเปลี่ยนบทบาทของภาษีจากเครื่องมือทางการคลัง ไปสู่การเป็น “เครื่องมือเชิงนโยบาย” ที่สามารถชี้นำรูปแบบการใช้ที่ดิน และส่งผลต่อโครงสร้างเมืองโดยตรง




เมื่อเจ้าของที่ดินกลายเป็นผู้ร่วมสร้างเมือง

กลุ่มที่ตอบสนองต่อโครงการนี้อย่างชัดเจน คือ เจ้าของที่ดินในเมืองที่ถือครองที่ดินมรดก ซึ่งมักเผชิญกับภาระภาษีที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีแผนพัฒนาที่ชัดเจนในระยะสั้น


สำหรับคนกลุ่มนี้ “สวน 15 นาที” กลายเป็นทางเลือกที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจและการถือครองที่ดิน กล่าวคือ สามารถลดภาระภาษีลงได้ โดยยังคงรักษาสิทธิในที่ดินไว้ เพื่อรอจังหวะการพัฒนาในอนาคต

ในอีกด้านหนึ่ง เมืองก็ได้รับประโยชน์จากการมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนซื้อที่ดินในราคาสูง


นี่จึงเป็นโมเดลที่สะท้อนลักษณะของความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในรูปแบบใหม่ ที่ไม่ได้อยู่ในกรอบของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นการ “ร่วมกันผลิตพื้นที่สาธารณะ”




กลไกคัดกรอง: เพื่อให้สวนไม่ใช่เพียงตัวเลข

แม้โครงการจะเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าร่วมได้อย่างกว้างขวาง แต่กรุงเทพมหานครได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกที่ดินอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและตอบโจทย์เมืองในเชิงพื้นที่จริง


ที่ดินที่เข้าร่วมต้องสอดคล้องกับผังเมืองและแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก และต้องมีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับมูลค่าภาษีที่รัฐยกเว้นให้ นอกจากนี้ ภาครัฐยังต้องประเมินศักยภาพด้านงบประมาณในการพัฒนาและดูแลพื้นที่ควบคู่กันไป เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่สามารถถูกปรับปรุงและเปิดใช้งานได้จริง


ขณะเดียวกัน ยังมีการกำหนดกรอบระยะเวลาในการดำเนินการอย่างชัดเจน โดยพื้นที่ต้องได้รับการพัฒนาให้แล้วเสร็จภายใน 200 วัน เพื่อให้เกิดการใช้งานได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง กลไกเหล่านี้จึงทำหน้าที่เป็น “ตัวกรอง” สำคัญ ที่ช่วยให้สวนที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ของการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย แต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่สร้างประโยชน์ให้กับเมืองได้จริง



แรงจูงใจของเจ้าของที่ดิน: เมื่อภาษีกลายเป็นโอกาส

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว คือแรงจูงใจของเจ้าของที่ดินในเมือง โดยเฉพาะกลุ่มที่ถือครองที่ดินมรดก ซึ่งมักเผชิญกับภาระภาษีที่ดินในอัตราสูง แต่ยังไม่มีความพร้อมในการพัฒนาในระยะสั้น


การเข้าร่วมโครงการสวน 15 นาทีจึงเปิดทางเลือกใหม่ให้เจ้าของที่ดินสามารถลดภาระภาษีลงได้ โดยไม่จำเป็นต้องรีบขายที่ดินออกไป อีกทั้งยังสามารถถือครองที่ดินเพื่อรอการเพิ่มมูลค่าในอนาคตได้ต่อไป ในขณะเดียวกัน การเปิดพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะยังช่วยสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกในฐานะการมีส่วนร่วมต่อสังคม


ในมิติของเมือง โมเดลนี้จึงสะท้อนลักษณะของ “Win-Win” อย่างชัดเจน กล่าวคือ ภาครัฐได้พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น ขณะที่เอกชนได้รับประโยชน์ทางภาษี และยังคงสิทธิในการถือครองที่ดินไว้

 


เงื่อนไขที่ทำให้ไม่ใช่ทุกแปลงจะเข้าร่วมได้

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ไม่ได้เปิดรับที่ดินทุกแปลงโดยไม่มีเงื่อนไข กรุงเทพมหานครยังคงใช้เกณฑ์คัดกรองเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงนโยบายและการใช้งานจริง ดังนี้

  • เจ้าของที่ดินต้องยินยอมให้ใช้พื้นที่เพื่อสาธารณะประโยชน์ไม่น้อยกว่า 7 ปี และในบางกรณีอาจยาวนานถึง 10 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินความคุ้มค่าระหว่างภาษีที่ได้รับการยกเว้นกับประโยชน์สาธารณะที่เกิดขึ้น

  • พื้นที่ต้องตั้งอยู่ในทำเลที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้จริง

  • สอดคล้องกับแผนพัฒนาเมือง และอยู่ในขอบเขตที่ภาครัฐสามารถจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาได้

เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้โครงการไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางภาษี แต่เป็นกระบวนการคัดเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพในการสร้าง “คุณค่าทางเมือง” อย่างแท้จริง


การเติบโตที่รวดเร็ว และคำถามที่ตามมา

ปัจจุบัน โครงการสวน 15 นาทีได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีสวนกระจายตัวทั่วกรุงเทพฯ มากกว่า 456 แห่ง และในจำนวนนี้มีที่ดินเอกชนเข้าร่วมแล้วถึง 74 แปลง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าโมเดลนี้ “ทำงานได้จริง” ในเชิงนโยบาย และสามารถสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะของเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม


อย่างไรก็ตาม การเติบโตในลักษณะนี้ก็นำมาซึ่งคำถามสำคัญในระยะยาว พื้นที่เหล่านี้จะสามารถคงอยู่ในฐานะ “พื้นที่สาธารณะ” ได้นานเพียงใด เมื่อครบระยะเวลา 7–10 ปีตามเงื่อนไขของโครงการ ที่ดินเหล่านี้จะถูกนำไปพัฒนาในทิศทางใด และที่สำคัญคือ เมืองจะสามารถรักษาประโยชน์สาธารณะที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ไว้ได้หรือไม่



จาก “สวนชั่วคราว” สู่คำถามเรื่องอนาคตเมือง

ในมุมหนึ่ง สวน 15 นาทีอาจถูกมองว่าเป็นเพียงการใช้ที่ดินชั่วคราวในช่วงที่ยังไม่มีการพัฒนา แต่ในอีกมุมหนึ่ง โครงการนี้กำลังสร้าง “โครงสร้างสีเขียว” ที่แทรกตัวอยู่ในเนื้อเมืองอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนสวนที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือ เมืองจะสามารถต่อยอดพื้นที่เหล่านี้ให้กลายเป็นระบบที่ยั่งยืนได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงสวนให้เป็นเครือข่าย การพัฒนาให้บางพื้นที่กลายเป็นพื้นที่สาธารณะถาวร หรือการออกแบบนโยบายใหม่เพื่อรักษาพื้นที่สีเขียวในระยะยาว


ผังเมืองแห่งอนาคต: เมื่อ “คุณภาพชีวิต” ไม่ต้องกระจุกตัว

หากมองให้ลึก โครงการสวน 15 นาทีไม่ได้แค่เพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่กำลังท้าทายวิธีคิดพื้นฐานของการพัฒนาเมืองที่ยึด “การรวมศูนย์” มาโดยตลอด เพราะที่ผ่านมา เมืองถูกออกแบบให้คุณภาพชีวิตไปกระจุกตัวอยู่ในบางจุด ไม่ว่าจะเป็นสวนขนาดใหญ่ ศูนย์กลางเมือง หรือพื้นที่สาธารณะหลัก ซึ่งทำให้การเข้าถึงกลายเป็น “สิทธิของคนบางกลุ่ม” มากกว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของทุกคน


สวน 15 นาทีเปลี่ยนตรรกะนี้อย่างชัดเจน โดยไม่พยายามสร้าง “การกระจุกตัวที่เฉพาะเจาะจงเพียงบางพื้นที่” แต่กระจาย “เครือข่ายของพื้นที่ขนาดเล็ก” ไปให้ใกล้ทุกคนมากที่สุด


สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่สวนเพิ่มขึ้น แต่คือการเปลี่ยนจากเมืองแบบ “ใจกลาง” ไปสู่เมืองแบบ “ย่าน”จากการเดินทางไปหาคุณภาพชีวิต กลายเป็นคุณภาพชีวิตที่อยู่ในระยะเดินถึง



การ “reclaim เมือง : เมื่อ “พื้นที่ร้าง” กลายเป็น “พื้นที่ของชีวิต”

พื้นที่ที่เคยถูกมองข้าม ที่ดินรกร้าง แปลงท้ายซอย พื้นที่อับใต้ทางด่วน หรือแม้แต่ลานจอดรถ กำลังถูกดึงกลับเข้าสู่ระบบเมืองอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะ “พื้นที่ว่าง” แต่ในฐานะ “พื้นที่ของชีวิตประจำวัน”


สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่แค่รูปแบบของพื้นที่ แต่คือ “สถานะของมัน” จากทรัพยากรที่รอการพัฒนา กลายเป็นทรัพยากรที่ถูกใช้ทันที และสร้างคุณค่าได้ทันที ในความหมายนี้ สวน 15 นาทีไม่ได้เพียงกระจายพื้นที่สีเขียว แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของเมืองต่อ “ทุกตารางเมตร” จากพื้นที่ที่ถูกพักไว้ ไปสู่พื้นที่ที่ถูกใช้อย่างมีคุณค่า


ขณะเดียวกัน การดึงที่ดินเอกชนเข้ามาเป็นกลไกสำคัญ กำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “พื้นที่ส่วนตัว” กับ “พื้นที่ของเมือง” ยืดหยุ่นขึ้น และเปิดความเป็นไปได้ใหม่ของการใช้ที่ดินในอนาคต


ข้อได้เปรียบของระบบแบบนี้ จึงไม่ใช่แค่การเข้าถึง แต่คือ “ความยืดหยุ่น” เมืองไม่จำเป็นต้องรอการลงทุนขนาดใหญ่ หากสามารถค่อย ๆ ยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการแทรกซึมของพื้นที่ขนาดเล็กได้อย่างต่อเนื่อง



คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราจะมีสวนเพิ่มขึ้นกี่แห่งแต่คือ เมืองกำลังเรียนรู้ที่จะเติบโตโดยไม่ต้องพึ่งศูนย์กลางได้หรือไม่


และหากโมเดลนี้ไปต่อได้จริง เมืองในอนาคตอาจไม่ได้ถูกนิยามด้วยโครงการขนาดใหญ่เพียงไม่กี่จุดแต่ถูกนิยามด้วยคุณภาพชีวิตที่กระจายตัวอยู่ในทุกย่าน ... ใกล้พอที่จะเดินถึง และดีพอที่จะใช้งานได้ทุกวัน


ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :

https://thinkofliving.com/รีวิวทำเล/3-โปรเจคใหญ่กทม-พลิกโฉมกรุงเทพฯ-ลดภาษีที่ดิน-1101250/

https://greener.bangkok.go.th/green-space/15-minute-garden/#map-15min-garden

https://www.khaosod.co.th/pr-news/news_8184008

https://www.thansettakij.com/sustainable/602571

https://thestandard.co/suansana-15-minutes-park-khlong-san/

6 นาทีที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 2 นาที

0

0

0

โพสต์ที่คล้ายกัน

ความคิดเห็น

แชร์ความคิดเห็นของคุณเชิญแสดงความคิดเห็น คุณคือคนแรกที่แสดงความคิดเห็นที่นี่
bottom of page