top of page
Clip path group
Clip path group

ฝนตกทุกวัน กรุงเทพฯ จะท่วมตรงไหน? : ถอดคำตอบผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พร้อมส่องระบบอุโมงค์ยักษ์ 13 สาย และจุดอ่อนที่ยังแก้ไม่จบ

16 ชั่วโมงที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 2 นาที

0

0

0

 

ในช่วงนาทีนี้ ที่กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญฝนตกหนักแทบทุกวัน คำถามที่คนกรุงเทพฯ กังวลและอยากรู้มากที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องรถไฟฟ้าสายใหม่ หรือโครงการพัฒนาเมืองมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท แต่คือ

 

"ถ้าพายุเข้าเย็นนี้ กรุงเทพฯ จะท่วมตรงไหน?"

 

คำถามนี้เองกลายเป็นหนึ่งในช่วงที่น่าสนใจที่สุดบนเวทีแสดงวิสัยทัศน์ “Workpoint ศึกชิงกรุงเทพฯ” เมื่อผู้ดำเนินรายการ ตั้งคำถามสด ต่อผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ว่า “จากสถานการณ์ฝนในวันนี้ หากพายุเคลื่อนตัวเข้าสู่กรุงเทพมหานคร พื้นที่ใดมีความเสี่ยงน้ำท่วมบ้าง”

 

แม้จะเป็นคำถามสั้นๆ แต่กลับเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุดข้อหนึ่ง เพราะไม่ได้วัดแค่ความสามารถในการหาเสียง แต่วัดว่า “ใครเข้าใจระบบน้ำของกรุงเทพมหานครมากที่สุด”

 

ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. มองน้ำท่วมกรุงเทพฯ ผ่านเลนส์ที่แตกต่างกัน

คำถามนี้สะท้อนสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือ การบริหารเมืองไม่ได้เริ่มจากการสร้างโครงการใหม่เสมอไป แต่เริ่มจากการเข้าใจเมืองที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน คำตอบของผู้สมัครแต่ละคนจึงสะท้อนวิธีคิดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน


ดร.นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร : พรรคประชาชน เลือกตอบในภาพรวมของสถานการณ์ ไม่ได้ระบุพื้นที่เสี่ยงที่ชัดเจน ทำให้คำตอบค่อนข้างคลุมเครือและยังไม่สามารถทำให้ผู้ฟังเห็นภาพได้ว่า หากฝนตกหนักในคืนนี้ กรุงเทพมหานครควรเฝ้าระวังพื้นที่ใดเป็นพิเศษ

 

ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข  : ลือกใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป โดยอ้างอิงข้อมูลจาก AI-X Band Smart Flood Bangkok และข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศ เพื่อวิเคราะห์ทิศทางการเคลื่อนตัวของกลุ่มเมฆและพื้นที่รับน้ำของกรุงเทพมหานครแบบเรียลไทม์ โดยคำตอบระบุว่า สยามสแควร์ เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดน้ำท่วมขังได้ เนื่องจากข้อจำกัดในการระบายน้ำ ขณะที่แนวบางเขน รัชดาภิเษก และห้วยขวาง เป็นพื้นที่รับน้ำสำคัญที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ส่วนพื้นที่ฝั่งตะวันออกอย่างบางนามีความเสี่ยงน้อยกว่าในสถานการณ์ดังกล่าว

 

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงการใช้ AI แต่คือการพยายามเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศเข้ากับระบบเมือง เพื่อคาดการณ์ผลกระทบเชิงพื้นที่ล่วงหน้า

 

คุณอนุชา บูรพชัยศรี : มองปัญหาผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำ โดยชี้ให้เห็นถึงพื้นที่สุขุมวิท คลองเตย และวัฒนา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านระบบระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำอยู่เดิม

 

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนมุมมองของผู้ที่มองน้ำท่วมเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าปรากฏการณ์ที่เกิดจากฝนเพียงอย่างเดียว เพราะแม้ปริมาณฝนจะเท่ากัน แต่พื้นที่ที่มีระบบระบายน้ำไม่สมบูรณ์ก็มีแนวโน้มเกิดน้ำท่วมได้มากกว่า

 

คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ : เลือกอธิบายจากลักษณะทางอุตุนิยมวิทยา โดยวิเคราะห์ทิศทางลมและการเคลื่อนตัวของกลุ่มฝน พร้อมระบุว่าหากฝนเข้าจากด้านตะวันตกและมีลมช่วยพัดผ่าน กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยระบุว่า พื้นที่ที่ยังน่ากังวลคือกรุงเทพฯ ตอนเหนือ โดยเฉพาะบริเวณดอนเมือง ซึ่งยังมีข้อจำกัดจากโครงการระบายน้ำบางส่วนที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและยังไม่แล้วเสร็จ


แม้ผู้สมัครแต่ละคนจะอธิบายต่างกัน แต่จุดเสี่ยงที่ถูกกล่าวถึงกลับกระจุกตัวอยู่ในแนวเดียวกัน ได้แก่ ดอนเมือง บางเขน ห้วยขวาง รัชดาภิเษก วัฒนา คลองเตย และสุขุมวิท


พื้นที่เหล่านี้ล้วนมีความเชื่อมโยงกับโครงสร้างระบายน้ำหลักของเมือง และหลายพื้นที่ยังคงรอโครงการสำคัญที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง นั่นหมายความว่า คำถามเรื่องน้ำท่วมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของปริมาณฝน แต่เกี่ยวข้องกับความพร้อมของระบบระบายน้ำทั้งเมือง


อ้างอิง : ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 12 มิถุนายน 2569
อ้างอิง : ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 12 มิถุนายน 2569

"กรุงเทพฯ จะท่วมตรงไหน" จึงไม่มีคำตอบตายตัว

หากมองในมิติของการบริหารจัดการน้ำ คำตอบของทั้งสามคนสะท้อนความจริงข้อหนึ่งที่สำคัญมาก นั่นคือ กรุงเทพมหานครไม่ได้มีปัญหาน้ำท่วมจากสาเหตุเดียว


ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในปี 2569 เกิดจากการซ้อนทับกันของหลายปัจจัย ทั้งปริมาณฝน ความเข้มของพายุ ทิศทางลม ระดับน้ำในคลอง ความสามารถในการระบายน้ำของพื้นที่ สภาพท่อระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และสถานะของโครงสร้างพื้นฐานที่ยังสร้างไม่เสร็จ


ดังนั้น ต่อให้พายุลูกเดียวกันตกลงมาในปริมาณเท่ากัน พื้นที่หนึ่งอาจแห้งสนิท แต่อีกพื้นที่หนึ่งอาจกลายเป็นจุดน้ำท่วมภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง นี่คือเหตุผลที่คำถามดังกล่าวไม่มีคำตอบเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ตอบกำลังมองเมืองผ่านมิติใด


กรุงเทพฯ ระบายน้ำอย่างไร?

กรุงเทพมหานครมีพื้นที่ประมาณ 1,568 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มตอนปลายของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ก่อนไหลลงสู่อ่าวไทย ระดับความสูงเฉลี่ยของพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่เพียงประมาณ 0–1.5 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง และบางพื้นที่มีระดับต่ำกว่าน้ำทะเล ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้กรุงเทพฯ ไม่สามารถพึ่งพาการไหลของน้ำตามธรรมชาติ (Gravity Flow) ได้เหมือนเมืองทั่วไป กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ

กรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองที่ "ปล่อยให้น้ำไหลออกเองได้"

แต่เป็นเมืองที่ต้อง "สูบน้ำออก" ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ ระบบจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครจึงประกอบด้วย 2 ระบบหลักที่ทำงานร่วมกัน

1. ระบบป้องกันน้ำท่วมจากภายนอก

ระบบนี้ทำหน้าที่ป้องกันน้ำจากภายนอกเมือง ไม่ว่าจะเป็น

  • น้ำหลากจากแม่น้ำเจ้าพระยา

  • น้ำจากพื้นที่ตอนเหนือ

  • น้ำทะเลหนุนจากอ่าวไทย

โดยใช้แนวคันกั้นน้ำ เขื่อนริมแม่น้ำ ประตูระบายน้ำ และพื้นที่ปิดล้อม (Polder System)

เปรียบเสมือน "กำแพงเมือง" ที่ป้องกันไม่ให้น้ำจากภายนอกไหลเข้ามาในกรุงเทพฯ

2. ระบบระบายน้ำฝนภายในเมือง

เมื่อฝนตกลงมาภายในพื้นที่ปิดล้อม น้ำจะถูกระบายผ่านระบบท่อระบายน้ำ สู่คลองย่อย คลองหลัก สถานีสูบน้ำ เข้าสู่อุโมงค์ระบายน้ำ ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทย โดยระบบปัจจุบันถูกออกแบบให้รองรับฝนได้ประมาณ 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ปัญหาคือ หากฝนตกหนักเกินกว่าที่ระบบออกแบบไว้ หรือเกิดคอขวดในจุดใดจุดหนึ่ง น้ำก็จะเริ่มเอ่อล้นและเกิดน้ำท่วมขังได้ทันที


อ้างอิงข้อมูล : https://www.facebook.com/share/p/19FnRiLsCP/
อ้างอิงข้อมูล : https://www.facebook.com/share/p/19FnRiLsCP/

อุโมงค์ยักษ์ 13 สาย คืออะไร และช่วยกรุงเทพฯ ได้มากแค่ไหน

หากพูดถึงเครื่องมือสำคัญที่สุดของกรุงเทพมหานครในการรับมือฝนตกหนัก หนึ่งในนั้นคือ "อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่" หรือที่หลายคนเรียกว่า "อุโมงค์ยักษ์" อุโมงค์เหล่านี้เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของระบบระบายน้ำเมือง

“ หากท่อระบายน้ำเป็นซอยย่อย คลองเป็นถนนสายหลัก อุโมงค์ระบายน้ำก็คือ "ทางด่วน" ที่พาน้ำออกจากเมืองให้เร็วที่สุด”

ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครมีโครงการอุโมงค์ระบายน้ำรวม 13 โครงการ

  • เปิดใช้งานแล้ว 6 โครงการ

  • อยู่ระหว่างก่อสร้าง 5 โครงการ

  • อยู่ในแผนอนาคตอีก 2 โครงการ

ปัญหาคือ พื้นที่ที่ถูกกล่าวถึงบนเวทีดีเบตหลายแห่ง กลับเป็นพื้นที่ที่ยังต้องพึ่งโครงการที่สร้างไม่เสร็จ ตัวอย่างเช่น ดอนเมือง บางเขน และหลักสี่ ยังคงรอการก่อสร้างอุโมงค์คลองเปรมประชากร

รัชดาภิเษก ห้วยขวาง และลาดพร้าว ยังเชื่อมโยงกับศักยภาพของระบบคลองบางซื่อและส่วนต่อขยาย

ขณะที่สุขุมวิท วัฒนา และคลองเตย ยังคงต้องพึ่งพาประสิทธิภาพของระบบคลองพระโขนง สถานีสูบน้ำ และประตูระบายน้ำในพื้นที่


อุโมงค์ที่ใช้งานแล้ว ครอบคลุมพื้นที่ไหนบ้าง?

  • อุโมงค์ประชาราษฎร์ สาย 2 : ช่วยระบายน้ำจากคลองเปรมประชากรออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา แก้ปัญหาน้ำท่วมบางซื่อ จตุจักร หลักสี่ และดอนเมือง

  • อุโมงค์บึงมักกะสัน : หนึ่งในอุโมงค์หลักของกรุงเทพฯ เชื่อมบึงมักกะสันสู่คลองเตย ช่วยพื้นที่วัฒนา ปทุมวัน ราชเทวี พญาไท ห้วยขวาง และดินแดง

  • อุโมงค์คลองแสนแสบ : ช่วยระบายน้ำจากพื้นที่ลาดพร้าว บางกะปิ วังทองหลาง วัฒนา และบึงกุ่ม ลงสู่คลองพระโขนง

  • อุโมงค์คลองบางซื่อ : ระบายมวลน้ำขนาดใหญ่จากฝั่งตะวันออกเข้าสู่เจ้าพระยา ครอบคลุมห้วยขวาง ดินแดง พญาไท ลาดพร้าว จตุจักร และดุสิต

  • อุโมงค์หนองบอน : ช่วยพื้นที่ตะวันออกของกรุงเทพฯ ได้แก่ ประเวศ บางนา พระโขนง และสวนหลวง

  • อุโมงค์คลองทวีวัฒนา : แก้ปัญหาคอขวดของคลองฝั่งธนบุรี ช่วยเร่งการระบายน้ำจากฝั่งธนตอนเหนือสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

 

อุโมงค์สำคัญหลายสายยังสร้างไม่เสร็จ

ปัจจุบันมีอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 5 โครงการ

  • อุโมงค์คลองเปรมประชากร : ช่วยพื้นที่ดอนเมือง สายไหม บางเขน หลักสี่ และจตุจักรคาดแล้วเสร็จปี 2572

  • อุโมงค์คลองแสนแสบส่วนต่อขยาย : ช่วยพื้นที่รามคำแหง บางกะปิ คันนายาว สะพานสูง ปัจจุบันติดปัญหาผู้รับเหมาและต้องเปิดประมูลใหม่

  • อุโมงค์คลองพระโขนง : ช่วยพื้นที่คลองเตย วัฒนา และสวนหลวง คาดแล้วเสร็จปี 2571

  • อุโมงค์คลองบางซื่อส่วนต่อขยาย : ช่วยเพิ่มศักยภาพรับน้ำจากคลองลาดพร้าว คาดแล้วเสร็จปี 2572

  • อุโมงค์ส่วนต่อขยายบึงหนองบอน : ช่วยพื้นที่ลาดกระบัง ประเวศ สะพานสูง คาดแล้วเสร็จราวปี 2573


ในอนาคตยังมีอีก 2 โครงการสำคัญ ได้แก่

  • อุโมงค์คลองพระยาราชมนตรี : สำหรับฝั่งธนบุรีตอนใต้

  • อุโมงค์ถนนพิษณุโลก : สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในและเขตดุสิต

 

แล้วทำไมกรุงเทพฯ ยังท่วม?

คำตอบคือ แม้อุโมงค์ยักษ์จะช่วยระบายน้ำได้มหาศาล แต่ระบบระบายน้ำไม่ได้มีแค่อุโมงค์

น้ำฝนต้องเดินทางผ่าน 

ท่อระบายน้ำ → คลองย่อย → คลองหลัก → อุโมงค์ → แม่น้ำเจ้าพระยา

หากมีจุดใดจุดหนึ่งตัน หรือรับน้ำไม่ทัน ประสิทธิภาพของทั้งระบบก็จะลดลงทันที เหมือนมีทางด่วน 10 เลน แต่ทางขึ้นเหลือแค่เลนเดียว ต่อให้ปลายทางรองรับได้มากแค่ไหน รถก็ยังติดอยู่ดี


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “น้ำจะท่วมไหม”

เพราะในเมืองขนาดใหญ่ที่เผชิญฝนหนักขึ้นทุกปีจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

คำถามดังกล่าวอาจไม่มีใครตอบได้อย่างแม่นยำ

 

แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ "กรุงเทพมหานครจะปิดช่องว่างของระบบระบายน้ำที่ยังขาดอยู่ได้เมื่อไร" และ "โครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไปแล้วหลายหมื่นล้านบาท จะสามารถเชื่อมต่อกันจนทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อใด"

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชะตากรรมของกรุงเทพฯ ในวันที่ฝนตกหนัก อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับพายุเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า

เมืองสามารถพาน้ำออกจากเมืองได้เร็วพอหรือไม่

และในวันที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ หลายคนให้คำตอบต่างกันบนเวทีดีเบต

สิ่งที่ประชาชนควรถามต่อ อาจไม่ใช่ว่าใครทายจุดน้ำท่วมได้แม่นที่สุด หากแต่เป็นว่า

 

ใครเข้าใจระบบน้ำของกรุงเทพฯ มากพอที่จะทำให้เมืองนี้ท่วมน้อยลงในอนาคต

 

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :

https://www.facebook.com/share/p/1B98sHC5VW/

https://www.facebook.com/share/v/1DLUxs3vwk/

https://thelist.group/realist/blog/อุโมงค์ยักษ์/

https://policy.bangkok.go.th/plans70/frontend/web/index.php?r=site%2Fvwdkrs68&KR_NAME=ก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ

https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/102093

 https://disaster.gistda.or.th/flood

https://www.facebook.com/bkk.best

https://www.tqm.co.th/articles/หมีรักรถ/ถนนกทมจุดไหนน้ำท่วมซ้ำซากหลังฝนตก

16 ชั่วโมงที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 2 นาที

0

0

0

โพสต์ที่คล้ายกัน

ความคิดเห็น

แชร์ความคิดเห็นของคุณเชิญแสดงความคิดเห็น คุณคือคนแรกที่แสดงความคิดเห็นที่นี่
bottom of page