top of page
Clip path group
Clip path group

ตึกถล่มเยาวราช : กรุงเทพฯ รู้หรือไม่ว่าอาคารเก่าอีกกี่หลังกำลังเสี่ยง?

1 วันที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 1 นาที

0

4

0

ตึกถล่มเยาวราช : วิเคราะห์เหตุอาคารเก่าถล่มใกล้วัดไตรมิตร เยาวราช อาคารอายุกว่า 100 ปี กับคำถามสำคัญว่า กรุงเทพมหานครมีระบบตรวจสอบอาคารเก่าและจัดการอาคารเสี่ยงถล่มหรือไม่ ?

เหตุแผ่นปูนกันสาดของอาคารเก่าใกล้วัดไตรมิตร บริเวณถนนเจริญกรุง เขตสัมพันธวงศ์ ถล่มลงมาทับประชาชนเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย


แม้ผลการตรวจสอบสาเหตุยังไม่แล้วเสร็จ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ตั้งคำถามสำคัญต่อกรุงเทพมหานครว่า เมืองมีระบบเพียงพอหรือไม่ในการค้นหาอาคารเก่าที่กำลังเสี่ยง ก่อนจะเกิดเหตุซ้ำอีกครั้ง

 


เหตุถล่มครั้งนี้กำลังสะท้อนอะไร

จากข้อมูลเบื้องต้น ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นว่า ส่วนที่พังถล่มอาจไม่ใช่ตัวอาคารทั้งหลัง แต่เป็นส่วนระเบียงหรือกันสาดที่ยื่นออกมาจากอาคาร


แม้สาเหตุที่แท้จริงยังต้องรอผลการตรวจสอบ แต่เบื้องต้นสามารถตั้งข้อสันนิษฐานได้ 4 ประเด็น ได้แก่

  1. อาคารมีอายุการใช้งานยาวนานจนเกิดการเสื่อมสภาพของโครงสร้าง โดยเฉพาะเหล็กเสริมที่อาจเกิดสนิมจากการสัมผัสแดด ฝน และความชื้นสะสมเป็นเวลานาน

  2. กันสาดและระเบียงเป็นโครงสร้างยื่น (Cantilever Structure) ซึ่งมีจุดยึดเพียงด้านเดียว จึงมีความเปราะบางต่อการเสื่อมสภาพมากกว่าส่วนอื่นของอาคาร

  3. อาจมีการวางสิ่งของหรือน้ำหนักเกินกว่าที่โครงสร้างเดิมออกแบบไว้

  4. อาจมีการต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารในภายหลัง ซึ่งส่งผลต่อการรับน้ำหนักของโครงสร้าง


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำถามว่า “กันสาดถล่มเพราะอะไร” คือคำถามว่า

"กรุงเทพมหานครรู้หรือไม่ว่าอาคารหลังใดกำลังเสี่ยงจะเกิดเหตุในลักษณะเดียวกัน"

เยาวราชกับมรดกอาคารอายุกว่าศตวรรษ

ย่านเยาวราช ตลาดน้อย และเจริญกรุง เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีอาคารพาณิชย์และอาคารประวัติศาสตร์หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร หลายอาคารถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ต่อเนื่องมาจนถึงกลางศตวรรษที่ 20 และยังคงถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน หากมองในภาพรวมของกรุงเทพมหานคร อาคารพาณิชย์และตึกแถวคอนกรีตเสริมเหล็กจำนวนมากถูกก่อสร้างในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงช่วงทศวรรษ 2500–2520 ทำให้อาคารเหล่านี้มีอายุการใช้งานเฉลี่ยกว่า 40–70 ปีแล้วในปัจจุบัน


แม้อาคารจำนวนมากยังคงมีสภาพใช้งานได้ตามปกติ แต่เมื่ออายุอาคารเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงจากการเสื่อมสภาพของวัสดุ การกัดกร่อนของเหล็กเสริม การรั่วซึมของน้ำ รวมถึงผลกระทบจากการซ่อมแซมและต่อเติมสะสมตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงของโครงสร้าง หากขาดการตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง


อาคารจำนวนไม่น้อยเป็นอาคารก่ออิฐรับน้ำหนัก (Load-bearing Wall) ซึ่งใช้ผนังก่ออิฐเป็นโครงสร้างหลักในการรับน้ำหนักจากหลังคา พื้น ระเบียง และกันสาด หากผนังเกิดการแตกร้าว เสื่อมสภาพ หรือทรุดตัว ก็อาจส่งผลกระทบต่อองค์ประกอบอื่นของอาคารได้ทั้งระบบ

 

นอกจากนี้ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อาคารเหล่านี้จำนวนไม่น้อยผ่านการซ่อมแซมและต่อเติมหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนวัสดุมุงหลังคา การเปลี่ยนโครงสร้างไม้เป็นโครงเหล็ก การติดตั้งป้าย เครื่องปรับอากาศ หรือการต่อเติมพื้นที่ใช้งานเพิ่มเติม แม้การปรับปรุงดังกล่าวจะเกิดขึ้นเพื่อยืดอายุการใช้งานอาคาร แต่ก็อาจทำให้รูปแบบการรับแรงของโครงสร้างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายครั้งตลอดช่วงอายุอาคารหลายสิบปี


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า "กันสาดถล่มเพราะอะไร"

แต่คือ

"อาคารเก่าอีกกี่หลังในกรุงเทพมหานครที่กำลังรับน้ำหนักและใช้งานแตกต่างไปจากวันที่ถูกออกแบบไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน"

กรุงเทพฯ มีกฎหมายควบคุมอาคาร แต่ยังไม่มีระบบเฝ้าระวังอาคารเก่าเชิงรุก

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า เหตุใดอาคารที่มีความเสี่ยงจึงยังเปิดใช้งานได้

ความจริงคือ ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมอาคารอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ทั้งในด้านการก่อสร้าง ดัดแปลง และการใช้อาคาร


อย่างไรก็ตาม ระบบการตรวจสอบอาคารตามกฎหมายในปัจจุบันมุ่งเน้นอาคารบางประเภท เช่น อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ โรงแรม อาคารชุด และอาคารสาธารณะขนาดใหญ่ ขณะที่ตึกแถวเก่าขนาดเล็กจำนวนมากในพื้นที่ประวัติศาสตร์มักไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ต้องมีการตรวจสอบสภาพโครงสร้างอย่างสม่ำเสมอ


ผลที่เกิดขึ้นคือ เมืองอาจทราบดีว่ามีอาคารเก่าอยู่จำนวนมาก แต่กลับไม่มีฐานข้อมูลที่ชัดเจนว่าอาคารใดอยู่ในระดับความเสี่ยงสูง อาคารใดควรได้รับการตรวจสอบเร่งด่วน หรืออาคารใดควรได้รับการซ่อมแซมก่อนเกิดเหตุ


ทำไมการจัดการอาคารเก่าในเยาวราชจึงซับซ้อนกว่าที่คิด

แม้อาคารที่เกิดเหตุจะไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานรายอาคาร แต่ตั้งอยู่ภายในย่านชุมชนเก่าเยาวราช ซึ่งเป็นพื้นที่เมืองเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของกรุงเทพมหานคร


ด้วยเหตุนี้ การจัดการอาคารเก่าในพื้นที่ดังกล่าวจึงมีความซับซ้อนมากกว่าการซ่อมแซมอาคารทั่วไป เพราะต้องคำนึงถึงทั้งความปลอดภัยของโครงสร้าง คุณค่าทางประวัติศาสตร์ และข้อกำหนดด้านการอนุรักษ์เมืองควบคู่กันไป พื้นที่โดยรอบวัดไตรมิตรและเยาวราชยังอยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านผังเมืองและการอนุรักษ์ทัศนียภาพ เช่น การควบคุมความสูงอาคาร การจำกัดรูปแบบสถาปัตยกรรมบางประเภท รวมถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับการต่อเติมอาคารในพื้นที่ประวัติศาสตร์


อุปสรรคสำคัญ : ทำไมตึกแถวเก่าจำนวนมากจึงไม่ถูกปรับปรุง

อย่างไรก็ตาม การมีอาคารเก่าอยู่จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าอาคารเหล่านั้นจะได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเสมอไป นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ให้ข้อมูลว่า

กรุงเทพมหานครมีตึกแถวและอาคารพาณิชย์มากกว่า 400,000 คูหา และอาคารที่มีสภาพเก่าชำรุดอาจมีจำนวนถึงหลักหมื่นคูหา

ปัญหาสำคัญคือ เมื่อเจ้าของอาคารต้องการปรับปรุงอาคารเก่า หลายครั้งต้องเผชิญข้อกำหนดทางกฎหมายที่ออกแบบมาสำหรับอาคารยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นข้อกำหนดด้านที่จอดรถ ทางหนีไฟ หรือมาตรฐานอาคารอื่น ๆ ที่อาจทำได้ยากในพื้นที่เมืองเก่าที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ผลที่เกิดขึ้นคือ เจ้าของอาคารจำนวนไม่น้อยเลือกใช้อาคารในสภาพเดิมต่อไป แทนที่จะลงทุนปรับปรุงครั้งใหญ่ ส่งผลให้อาคารจำนวนมากค่อย ๆ เสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา


นายสุรจิตต์จึงเสนอว่า กรุงเทพมหานครควรพิจารณาปรับปรุงข้อบัญญัติและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดโอกาสให้อาคารพาณิชย์เก่าสามารถฟื้นฟูและปรับปรุงได้ง่ายขึ้น โดยยังคงรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัยเอาไว้ แต่การปรับปรุงกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากเมืองยังไม่รู้ว่าอาคารใดกำลังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงที่สุด


ถึงเวลาหรือยังที่กรุงเทพฯ จะมี "ทะเบียนสุขภาพอาคาร"

หลายเมืองทั่วโลกที่มีอาคารประวัติศาสตร์จำนวนมาก เริ่มใช้แนวคิดการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกมากกว่าการรอให้เกิดเหตุ สอดคล้องกับแนวทางที่ ศ.ดร.อมร เสนอให้กรุงเทพมหานครใช้กลไกตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารและกฎกระทรวง พ.ศ. 2563 เพื่อจัดการความเสี่ยงของอาคารเก่าอย่างเป็นระบบ โดยประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก ได้แก่

  1. การสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลอาคารเก่า โดยเฉพาะอาคารอายุเกิน 50 ปีที่มีส่วนยื่นออกจากตัวอาคาร

  2. การตรวจประเมินความมั่นคงแข็งแรงของอาคารโดยเจ้าหน้าที่และผู้ตรวจสอบอาคารตามกฎหมาย พร้อมระดมความร่วมมือจากวิศวกรอาสาในองค์กรวิชาชีพ และ

  3. การบังคับใช้กฎหมายเพื่อสั่งแก้ไขหรือปรับปรุงอาคารที่พบความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างจริงจัง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมืองไม่ได้รอให้อาคารถล่มก่อนจึงเข้าไปตรวจสอบ แต่พยายามค้นหาอาคารเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ


บทเรียนจากเหตุถล่มครั้งนี้

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นอะไร เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สะท้อนคำถามสำคัญต่อการบริหารเมือง


กรุงเทพมหานครมีอาคารเก่าอีกกี่หลังที่มีสภาพใกล้เคียงกัน

มีกี่หลังที่มีระเบียง กันสาด หรือองค์ประกอบอาคารที่กำลังเสื่อมสภาพ

และเมืองมีระบบเพียงพอหรือไม่ในการค้นหาอาคารเหล่านั้นก่อนที่จะเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำอีกครั้ง

 

เพราะในท้ายที่สุด ปัญหาอาจไม่ใช่ว่า "กฎหมายควบคุมอาคารไม่มี"

แต่อาจเป็นว่า กรุงเทพมหานครยังไม่มีระบบ "สำรวจ จัดชั้นความเสี่ยง และตรวจสุขภาพอาคารเก่าเชิงรุก" ที่ครอบคลุมย่านประวัติศาสตร์ทั้งเมืองต่างหาก

 

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :

https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2940854 

https://www.thaipbs.or.th/news/content/507306

https://www.thaipbs.or.th/news/content/507304

https://www.thairath.co.th/news/crime/2940845

https://www.facebook.com/share/p/17Amfuvh8V/

https://www.ubu.ac.th/web/files_up/00045f2021030310303373.pdf

https://somchaimom.wordpress.com/2011/01/10/ระบบผนังรับน้ำหนัก-bearing-wall/

 https://www.facebook.com/share/p/17x5SCGyG1/

https://www.facebook.com/share/p/1CDC1iaGLq/

https://www.facebook.com/share/p/1Dq2BNFsox/

https://www.facebook.com/share/p/1BbeKdeYPy/

https://www.facebook.com/share/p/17HPKLjXxW/

http://www.chinatownyaowarach.com/articles/42017685/www.igetweb.com?mo=3&art=42017685

1 วันที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 1 นาที

0

4

0

โพสต์ที่คล้ายกัน

ความคิดเห็น

แชร์ความคิดเห็นของคุณเชิญแสดงความคิดเห็น คุณคือคนแรกที่แสดงความคิดเห็นที่นี่
bottom of page