top of page
Clip path group
Clip path group

2 สวน 2 แนวคิด : ทำไมสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ จึงกลายเป็นต้นแบบ Active Public Space ของกรุงเทพมหานคร

3 ชั่วโมงที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 1 นาที

0

3

0


หากพูดถึงสวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียว หรือที่เที่ยวธรรมชาติในกรุงเทพมหานคร ชื่อของ "สวนลุมพินี" และ "สวนเบญจกิติ" คงเป็นสองชื่อแรกที่หลายคนนึกถึง

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ความสำเร็จของสวนทั้งสองแห่งไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเป็นเพียงสวนสวยใจกลางเมือง หากกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของกรุงเทพมหานครในฐานะเมืองที่เริ่มให้ความสำคัญกับ "พื้นที่สาธารณะคุณภาพสูง" มากขึ้น

 

ในวงการผังเมือง มีวิธีวัดความสำเร็จของพื้นที่สาธารณะอย่างหนึ่ง คือดูว่าผู้คนเลือกมาใช้พื้นที่นั้นโดยสมัครใจหรือไม่

นักคิดด้านเมืองอย่าง William H. Whyte เคยกล่าวไว้ว่า “พื้นที่สาธารณะที่ดีไม่ใช่พื้นที่ที่ออกแบบสวยที่สุด แต่คือพื้นที่ที่ผู้คนอยากกลับมาใช้งานซ้ำแล้วซ้ำอีก”

บริบทเมือง: เมื่อพื้นที่เอกชนทำหน้าที่แทนพื้นที่สาธารณะ

เพื่อทำความเข้าใจนัยสำคัญของสิ่งที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องย้อนกลับไปทบทวนบริบทของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างยาวนานว่าขาดแคลนพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพ ตามข้อมูลพื้นที่สีเขียวต่อประชากร กรุงเทพฯ มีอัตราพื้นที่สีเขียวต่อจำนวนประชากรในกรุงเทพฯ เพียง 7.49 ตร.ม./คน ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่แนะนำไว้ที่ 9 ตร.ม./คน อย่างมีนัยสำคัญ แต่ปัญหาที่ลึกกว่าปริมาณคือคุณภาพและการเข้าถึง


ปัญหาของกรุงเทพมหานครอาจไม่ใช่เพียงการมีพื้นที่สีเขียวน้อยกว่ามาตรฐาน แต่คือการมีพื้นที่สาธารณะที่ผู้คน "อยากใช้" น้อยเกินไป พื้นที่หลายแห่งขาดร่มเงา ขาดกิจกรรม ขาดการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ และขาดการออกแบบที่เชิญชวนให้ผู้คนอยากใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นั้น จนนำไปสู่คำถามสำคัญว่า เมืองที่มีประชากรกว่าหลายล้านคนอย่างกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่สาธารณะคุณภาพที่เข้าถึงได้จริงเพียงพอแล้วหรือยัง?



ผลที่ตามมาคือพฤติกรรมของผู้คนย้ายชีวิตสาธารณะเข้าสู่พื้นที่เชิงพาณิชย์ ห้างสรรพสินค้ากลายเป็น "จัตุรัสเมือง" ที่มีอากาศเย็น มีความปลอดภัย และมีสิ่งอำนวยความสะดวก แต่แลกมาด้วยการที่ทุกกิจกรรมผูกติดกับการบริโภค กาแฟหนึ่งแก้วกลายเป็นค่าผ่านประตูของการได้นั่งพักในพื้นที่ที่สะดวกสบาย

"เมืองที่สุขภาพดีคือเมืองที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตสาธารณะได้โดยไม่ต้องจับจ่ายใช้สอย -นั่นคือนิยามพื้นฐานที่สุดของพื้นที่สาธารณะ"

กรอบแนวคิด: Active Public Space คืออะไร

ในทางทฤษฎีการออกแบบเมือง คำว่า Active Public Space หมายถึงพื้นที่สาธารณะที่ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อรองรับการสัญจรผ่านหรือการพักผ่อนแบบ passive แต่ถูกออกแบบให้เกิด ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กิจกรรมเชิงร่างกาย และการใช้ชีวิตร่วมกันของกลุ่มคนที่หลากหลาย

  • Inclusivity : รองรับผู้ใช้งานหลากกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นวัย เพศ หรือสถานะเศรษฐกิจ

  • Programmability : พื้นที่ยืดหยุ่น รองรับกิจกรรมที่หลากหลายในช่วงเวลาต่างกัน

  • Connectivity : เชื่อมต่อกับระบบขนส่งและชีวิตประจำวันของคนเมืองได้ไม่ยาก

  • Liveability : ยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการเข้าถึงธรรมชาติและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

ทั้งสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติแสดงให้เห็นว่ากรุงเทพฯ กำลังเดินเข้าสู่กรอบแนวคิดนี้อย่างจริงจัง แม้จะผ่านสองแนวทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง



สวนลุมพินี: พื้นที่ของการเคลื่อนไหวและการแสดงออก

พื้นที่สาธารณะในฐานะ "เวทีของเมือง" กิจกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องการงบประมาณมหาศาล สร้างการมีส่วนร่วมได้ลึกและกว้าง ปรากฏการณ์แอโรบิกและ K-Pop ที่สวนลุมพินีนั้น หากมองด้วยสายตาของนักผังเมือง นี่อาจเป็นหนึ่งตัวอย่างที่ใกล้เคียงกับแนวคิดคลาสสิกของสิ่งที่ Jane Jacobs เรียกว่า "eyes on the street" จากในอดีตสวนสาธารณะอาจจะไม่ได้มีคนเดินมากนัก ทำให้กลายเป็นพื้นที่จุดอับขนาดใหญ่ของเมือง ที่อาจจะสร้างให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยนักที่จะเข้าไปใช้ แต่เมื่อวันนึงเกิดกิจกรรมหนึ่งดึงดูดผู้คน ผู้คนสร้างความปลอดภัยเชิงสังคม ความปลอดภัยเชิงสังคมดึงดูดกิจกรรมใหม่ วงจรที่หมุนต่อเนื่องโดยไม่ต้องอาศัยการจัดการจากภาครัฐมากนัก


ที่น่าสังเกตคือ กิจกรรมเหล่านี้ใช้งบประมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ ไม่มีเวที ไม่มีระบบแสงสีเสียง ไม่มีการจัดงานระดับนานาชาติ แต่สามารถดึงผู้คนมาร่วมกิจกรรมได้ทุกเย็นและสร้างการรับรู้ไปทั่วโลกผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็น Soft Power ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่ได้ถูกออกแบบจากนโยบายระดับชาติ แต่เกิดจากพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพพอจะรองรับชีวิตเมืองได้จริง



สวนเบญจกิติ : สวนป่ากลางเมืองและพื้นที่พักผ่อนฟรีใจกลางกรุงเทพ

ในขณะที่สวนลุมพินีเป็นพื้นที่ของการเคลื่อนไหว สวนเบญจกิติกลับสะท้อนอีกด้านหนึ่งของคุณภาพชีวิตคนเมือง ด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ ทางเดินลอยฟ้า พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ และการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น สวนเบญจกิติกลายเป็นหนึ่งในสวนสวยและที่เที่ยวธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกรุงเทพฯ


โครงการ "เก้าอี้แบ่งปัน" ริมสระน้ำ คือหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจ แม้จะดูเป็นเพียงการเพิ่มเฟอร์นิเจอร์เมือง แต่ในเชิงผังเมืองกลับมีความหมายมากกว่านั้น เพราะในย่านอโศก สุขุมวิท และคลองเตย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีมูลค่าที่ดินสูงที่สุดของกรุงเทพมหานคร การหาพื้นที่นั่งพักฟรีโดยไม่ต้องซื้อสินค้าใด ๆ กลายเป็นเรื่องที่หาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ


เก้าอี้ผ้าใบเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงที่นั่ง แต่เป็นการประกาศว่า พื้นที่คุณภาพสูงควรเป็นสิทธิของประชาชนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่มีกำลังซื้อเท่านั้น


สวนสาธารณะใกล้รถไฟฟ้า ทำไมจึงประสบความสำเร็จ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้สวนลุมพินีและสวนเบญจกิติได้รับความนิยม คือการเป็นสวนสาธารณะใกล้รถไฟฟ้า สวนลุมพินีสามารถเดินทางได้สะดวกจาก BTS ศาลาแดง และ MRT สีลม ส่วนสวนเบญจกิติอยู่ติด MRT ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และเชื่อมต่อกับ BTS อโศกได้ไม่ยาก


ความสามารถในการเข้าถึงนี้ทำให้สวนทั้งสองแห่งไม่ใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยวในวันหยุด แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของคนเมือง หลังเลิกงาน ผู้คนสามารถแวะวิ่ง ออกกำลังกาย เดินเล่น หรือพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติได้ทันที


สวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ กำลังกลายเป็นพิกัดถ่ายรูปยอดนิยมของกรุงเทพ

นอกจากบทบาทด้านสุขภาพและกิจกรรมสาธารณะแล้ว สวนทั้งสองแห่งยังกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการถ่ายภาพอีกด้วย ทั้งทะเลสาบกลางสวน ทางเดินลอยฟ้า พื้นที่ชุ่มน้ำ สะพานเชื่อมสีเขียว และฉากหลังของเส้นขอบฟ้าเมือง ล้วนทำให้สวนลุมพินีและสวนเบญจกิติกลายเป็นพิกัดถ่ายรูปยอดนิยมของกรุงเทพมหานคร สำหรับคนที่กำลังมองหา

  • สวนสาธารณะกรุงเทพถ่ายรูปสวย

  • พิกัดถ่ายรูปสวนในกรุงเทพ

  • ที่เที่ยวธรรมชาติในกรุงเทพ

  • สถานที่ถ่ายรูปเล่นกลางเมือง

สวนทั้งสองแห่งถือเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่สามารถเดินทางได้สะดวกด้วย BTS และ MRT


อนาคตของพื้นที่สาธราณะกรุงเทพมหานคร

สิ่งที่เกิดขึ้นในสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติแสดงให้เห็นว่า การสร้างเมืองที่น่าอยู่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนสวนสาธารณะเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบพื้นที่ให้ตอบสนองต่อวิถีชีวิตจริงของผู้คน

สวนที่ดีไม่ใช่เพียงพื้นที่สีเขียว แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ชวนให้ผู้คนอยากออกมาใช้ชีวิต

อยากเดิน อยากวิ่ง อยากนั่งพัก อยากพบปะผู้คน ... และอยากกลับมาใช้งานซ้ำอีกครั้ง

สวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ พื้นที่ทั้งสองแห่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกว่านั้น

นั่นคือการที่ "ปอดของคนกรุงเทพ" กำลังพัฒนาจากพื้นที่สีเขียวธรรมดา สู่โครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองอย่างแท้จริง และนั่นอาจเป็นสัญญาณที่ดีที่สุดว่า กรุงเทพมหานครกำลังเดินมาถูกทิศทาง


หากคุณกำลังหามุมถ่ายรูปฟีลต่างประเทศ ในสวนลุมพินี–สวนเบญจกิติ สวนสวยกลางกรุงเทพฯ

: ตามพิกัดทั้ง 8 มุม พร้อมรายละเอียดได้ที่ :

https://www.lad.co.th/post/สวนลุมพินี-สวนเบญจกิติ-แจก-8-พิกัดถ่ายรูปฟีลต่างประเทศ-เดินเที่ยวได้ในครึ่งวันกลางกรุงเทพฯ


ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ

https://thestandard.co/life/aerobic-lumphini-park-dance-content/

https://www.instagram.com/p/DXvLVapCpEG/

https://www.thairath.co.th/sport/worldsport/others/2925435

https://www.timeout.com/bangkok/th/news/benjakitti-park-chair-for-sharing-043026

https://www.dailynews.co.th/news/5831072/

https://urbandesignlab.in/william-h-whyte-public-space-theory/?srsltid=AfmBOop18jWaDikIocJDcyGmKHbI2MSilq3CWpMRkGbHzE5-DJ-YxDwD 

https://rocketmedialab.co/bkk-park/

3 ชั่วโมงที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 1 นาที

0

3

0

โพสต์ที่คล้ายกัน

ความคิดเห็น

แชร์ความคิดเห็นของคุณเชิญแสดงความคิดเห็น คุณคือคนแรกที่แสดงความคิดเห็นที่นี่
bottom of page