top of page
Clip path group
Clip path group

Louis Vuitton Hotel Bangkok : ปรากฎการณ์ใหม่ของกรุงเทพฯ เมื่อแบรนด์หรูเลือกบุกย่านเก่า และคุณค่าของเมืองถูกเขียนใหม่

2 วันที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 2 นาที

4

17

0

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพของร้านแบรนด์เนมระดับโลกที่ตั้งอยู่ท่ามกลางย่านประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเมืองอย่างปารีส โรม ลอนดอน หรือเซี่ยงไฮ้

 

Luxury brand shop ที่แทรกตัวอยู่ในตึกแถวเก่า ถนนแคบ ๆ หรือย่านถนนคนเดินดั้งเดิม กลายเป็นภาพคุ้นตาของเมืองที่มีการพัฒนา “ทับซ้อน” ระหว่างอดีตกับปัจจุบันอย่างแนบเนียน


แต่สำหรับกรุงเทพมหานคร—เมืองที่วัฒนธรรมการบริโภคของชนชั้นกลางและชนชั้นบนถูกผูกติดกับ “ห้างสรรพสินค้า” และพื้นที่ปิดปรับอากาศมานานหลายทศวรรษ กิจกรรมสำคัญของเมือง ทั้งการเดินเล่น พบปะ จับจ่ายใช้สอยเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นภายในอาคาร ขณะที่ถนน ซอย และย่านเก่าค่อย ๆ ถูกผลักออกไปเป็นอีกโลกคู่ขนานที่รองรับกิจกรรมท้องถิ่น เกิดการแบ่งแยกระหว่างพื้นที่ แบรนด์สินค้า และรูปแบบการบริโภคอย่างชัดเจน จนย่านเหล่านี้ถูกทิ้งไว้ให้เป็นของคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม หรือหลงเหลืออยู่เพียงในฐานะความทรงจำของเมืองในอดีต



การที่ Louis Vuitton เลือกเปิด Pop-up Hotel แห่งแรกในประเทศไทย ไม่ใช่ใน CBD ไม่ใช่ในศูนย์การค้าหรู แต่กลับปักหมุดอยู่ใน บ้านตรอกถั่วงอก ย่านเก่าของกรุงเทพฯจึงไม่ใช่เพียงข่าวแฟชั่น

หากคือ ปรากฏการณ์เชิงเมือง ที่ควรถูกอ่านให้ลึกกว่านั้นมาก

 

ทำไมถึงเป็น “บ้านตรอกถั่วงอก” : อาคารเก่าภายในย่านเล็ก ๆ ที่แบกรับความหมายของเมืองใหญ่

บ้านตรอกถั่วงอก คืออาคารเก่าอายุกว่า 90 ปี หากเปรียบอาคารหลังนี้เป็นชีวิตคน ก็คงไม่ต่างจากผู้สูงวัยที่ผ่านกาลเวลา เหตุการณ์ และความเปลี่ยนแปลงของเมืองมาอย่างโชกโชน สะสมชั้นของความทรงจำไว้ในทุกผนัง พื้น และช่องเปิดของอาคาร


อาคารตั้งอยู่บนถนนสันติภาพ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ใกล้ย่านเยาวราชและวัดมังกร พื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่ย่านท่องเที่ยวกระแสหลัก ไม่ได้ถูกผลักดันให้เป็น Creative District อย่างเป็นทางการ และไม่เคยอยู่ในเรดาร์ของแบรนด์ระดับโลกมาก่อน หากแต่เป็นย่านเมืองเก่าที่ดำรงอยู่ด้วยกิจกรรมการค้าดั้งเดิมและชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน


หากมองในเชิงโครงสร้างเมือง ตรอกถั่วงอกคือพื้นที่รอยต่อ ระหว่างหลายระบบเมืองที่แตกต่างกัน ทั้งเมืองเก่าชั้นใน ย่านการค้าดั้งเดิมที่ได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมจีน–ไทย และในอีกด้านหนึ่งคือย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) และย่านใหม่ ๆ ของกรุงเทพฯ ที่กำลังขยายตัวตามแนวระบบรถไฟฟ้า พื้นที่ลักษณะนี้จึงไม่ใช่ “ศูนย์กลาง” แต่เป็นพื้นที่ชายขอบที่เชื่อมโลกหลายใบเข้าด้วยกันอย่างเงียบงัน



ในเชิงกายภาพ บ้านตรอกถั่วงอกเป็นอาคารตึกแถวยาวจำนวน 5 คูหาติดกัน ด้านหลังอาคารมีคอร์ทรูปสี่เหลี่ยมคางหมูที่มีด้านกว้างที่สุดเพียงประมาณ 5 เมตร และถัดออกไปยังมีอาคารขนาดเล็กอีกหลังหนึ่ง ซึ่งในอดีตเคยทำหน้าที่เป็นบ้านพักของคนงาน เดิมอาคารด้านหน้ามีความสูง 4 ชั้น ก่อนจะถูกต่อเติมห้องดาดฟ้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชั้น เพื่อใช้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีไหว้บรรพบุรุษ สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่อยู่อาศัย การค้า และความเชื่อทางวัฒนธรรมที่ทับซ้อนกันอยู่ในอาคารเดียว

 

ด้วยเหตุนี้ หากมองผ่านเลนส์ด้านผังเมือง การเลือกบ้านตรอกถั่วงอกเป็นสถานที่จัด Louis Vuitton Hotel Bangkok จึงไม่ใช่การ “ยืมฉาก” เมืองเก่าเพื่อสร้างภาพลักษณ์เพียงผิวเผิน หากแต่เป็นการเลือก บริบทที่มีเรื่องเล่า มีร่องรอยของการใช้ชีวิต และมีน้ำหนักทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง อาคารหลังนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงภาชนะรองรับกิจกรรมของแบรนด์ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอดีต ปัจจุบัน และการตีความใหม่ของเมืองกรุงเทพฯ ในระดับสากล


 

จาก Luxury Goods สู่ Luxury Experience : เมื่อคุณค่าของชีวิตถูกนิยามใหม่

ในยุคที่การใช้ชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มบนกำลังเปลี่ยนไป คุณค่าของความหรูหราก็ถูกตีความใหม่เช่นกัน ความหรูหราในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดกันที่ราคา โลโก้ หรือจำนวนสาขาอีกต่อไป หากแต่วัดกันที่ ความหมาย และ ประสบการณ์ ที่ไม่สามารถทำซ้ำได้


หนึ่งในคำอธิบายที่น่าจะเป็นไปได้ว่าทำไม Louis Vuitton ไม่เลือกพื้นที่ CBD นั้นคือ Luxury วันนี้ไม่ได้ขายเพียงสินค้า แต่ขาย “ประสบการณ์” ที่ฝังตัวอยู่กับสถานที่ เวลา และบริบท ผู้บริโภคกลุ่มบนไม่ได้ต้องการแค่การครอบครอง แต่ต้องการการมีส่วนร่วม ต้องการเรื่องราวเบื้องหลัง ต้องการการเดินทางทางอารมณ์ และความทรงจำที่ไม่สามารถซื้อซ้ำได้ในที่อื่น


ในโลกที่ทุกอย่างถูกทำให้เหมือนกันได้—ห้างหน้าตาคล้ายกัน ร้านแบรนด์หรูจัดวางสินค้าแบบเดียวกัน หน้าตาเหมือนกันทั่วโลก—คุณค่าที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่ทำซ้ำได้อีกต่อไป แต่อยู่ที่ สิ่งที่เลียนแบบไม่ได้ และ ไม่สามารถย้ายออกจากบริบทเดิมได้

 

ด้วยเหตุนี้ บ้านตรอกถั่วงอกจึงไม่ใช่ “โลเคชันรอง” หากแต่เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการสร้างเรื่องราว (narrative) ใหม่อย่างสมบูรณ์ เป็นพื้นที่ที่แบรนด์สามารถเล่าเรื่องการเดินทางได้จริง


การเดินทางที่เชื่อมโยงอดีตของอาคาร ปัจจุบันของเมือง และจินตนาการของผู้มาเยือนเข้าไว้ด้วยกัน

ในท้ายที่สุด สิ่งที่ Louis Vuitton นำเสนอไม่ใช่เพียงประสบการณ์ของแบรนด์ แต่คือการสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตร่วมสมัย—เมื่อผู้คนเริ่มให้คุณค่ากับความหมาย มากกว่าความหรูหราที่ถูกผลิตซ้ำ และเลือกจดจำ “เรื่องราว” มากกว่าสินค้าที่วางเรียงอยู่หลังตู้กระจก

 


ตอกย้ำเทรนด์เมืองด้าน Adaptive Reuse ในระดับ Global Brand

โปรเจกต์ Louis Vuitton Hotel Bangkok คือกรณีศึกษาที่สะท้อนแนวคิด Adaptive Reuse ในระดับแบรนด์โลกได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงการนำอาคารเก่ามาใช้ซ้ำในเชิงกายภาพ หากแต่เป็นการปรับเปลี่ยน “สินทรัพย์เดิม” ให้เกิดมูลค่าใหม่ผ่านการตีความเชิงวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และประสบการณ์ แนวทางดังกล่าวสะท้อนความเข้าใจร่วมสมัยของการพัฒนาเมือง ที่มองอาคารเก่าไม่ใช่ภาระของการอนุรักษ์ แต่เป็นทุนทางพื้นที่ที่สามารถต่อยอดได้ หากได้รับการออกแบบและกำกับอย่างเหมาะสม


Adaptive Reuse ในบริบทนี้จึงไม่ใช่การอนุรักษ์แบบแช่แข็ง ที่คงสภาพอาคารไว้เพียงในฐานะวัตถุทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นการ “ตีความใหม่”  โดยเคารพโครงสร้างเดิม ความหมายดั้งเดิม และร่องรอยของการใช้งานที่ผ่านมา


เมืองได้อะไรจากแบรนด์เนมในตรอกเก่า

ท่ามกลางความตื่นตาตื่นใจของโปรเจกต์ระดับโลก คำถามสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ใครได้ประโยชน์จากปรากฏการณ์เช่นนี้ เป็นเพียงแบรนด์ที่ขยายอิทธิพลของตนเอง หรือผู้มาเยือนที่ได้ประสบการณ์ใหม่เท่านั้น และที่สำคัญกว่านั้นคือ คนในพื้นที่ และ เมือง ได้อะไรจากการเปลี่ยนแปลงนี้จริงหรือไม่


เมื่อแบรนด์ระดับโลกทำหน้าที่เป็นแม่เหล็ก ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามาในเนื้อเมือง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ควรถูกวัดเพียงจำนวนผู้เข้าชมโครงการ หากแต่ต้องพิจารณาถึงการเคลื่อนตัวของคุณค่าและระบบเศรษฐกิจเมืองโดยรอบ ตั้งแต่ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ที่พัก ไปจนถึงกิจกรรมท้องถิ่นที่เคยอยู่นอกเรดาร์ นี่คือการกระจายตัวของคุณค่าและรายได้ ไม่ใช่การกระจุกอยู่ในพื้นที่ปิดเพียงจุดเดียว


  1. การกระจายรายได้เชิงพื้นที่ การเดินทางของนักท่องเที่ยวไม่ได้สิ้นสุดที่ “ประตูห้าง” แต่ต้องเดิน เข้าซอย และใช้เมืองจริง ส่งผลให้เศรษฐกิจขนาดเล็กในย่าน ซึ่งมักถูกมองข้าม เริ่มกลับมามีบทบาทในระบบเมืองอีกครั้ง

  2. การยกระดับภาพลักษณ์ของย่านตรอกถั่วงอกถูกยกระดับจาก “พื้นที่ผ่าน” สู่ Destination ที่มีความหมายในระดับนานาชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างหรืออัตลักษณ์ของย่านเดิม หากแต่เพิ่มคุณค่าผ่านการตีความใหม่

  3. การเปลี่ยนบทสนทนาเรื่องเมือง เมืองเก่าไม่ถูกมองเป็นเพียงพื้นที่ของอดีตหรือการอนุรักษ์เชิงสัญลักษณ์อีกต่อไป แต่ถูกยอมรับในฐานะทรัพยากรของอนาคต พื้นที่ที่สามารถสร้างมูลค่าใหม่ได้ทั้งทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความหมายของเมือง

 


บทเรียนเชิงผังเมืองของกรุงเทพฯ : เมื่อความหมายกลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขัน

กรณี Louis Vuitton Hotel Bangkok ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันด้วย “ความใหม่ ความใหญ่ หรือความหรูหรา” เพียงอย่างเดียว หากแต่สามารถยกระดับศักยภาพของเมืองผ่านชั้นของความหมายที่ฝังอยู่ในพื้นที่เดิม


อย่างไรก็ตาม เหรียญมีสองด้าน ในเชิงผังเมือง บทเรียนสำคัญไม่ได้อยู่ที่การดึงแบรนด์หรูเข้ามาในย่านเก่า แต่อยู่ที่กรอบกำกับ และวิธีการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชน อาทิ

1.        วางนโยบายสนับสนุน Adaptive Reuse อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงรายโครงการ

2.        ออกแบบกลไกกำกับเพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบ เช่น การไล่รื้อหรือ gentrification ที่รุนแรง

3.        และเปิดพื้นที่ให้เอกชนคุณภาพเข้ามา “ทำงานกับบริบท” มากกว่าการครอบครองพื้นที่


เมืองเก่าจะไม่ถูกแช่แข็งไว้ในฐานะอดีต แต่จะสามารถดำรงชีวิตร่วมกับปัจจุบันได้อย่างสมดุล ในขณะที่การพัฒนาเมืองจะไม่ต้องแลกมาด้วยการลบความทรงจำเดิมออกจากแผนที่


ในบริบทนี้ Louis Vuitton Hotel Bangkok จึงไม่ใช่ตัวอย่างของการอนุรักษ์แบบแช่แข็ง หากแต่เป็นการ “ตีความใหม่” ที่เคารพโครงสร้างเดิม ความหมายดั้งเดิม และร่องรอยของการใช้งานที่ผ่านมา พร้อมกันนั้นก็สะท้อนบทบาทใหม่ของแบรนด์โลกในฐานะผู้ร่วมเขียนเรื่องเมือง มากกว่าผู้ใช้พื้นที่เพียงฝ่ายเดียว

 


มากกว่างาน Pop-up : นี่คือ “สัญญาณ” ของเมือง

Louis Vuitton Hotel Bangkok จะถูกจัดวางในรูปแบบ Pop-up ระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ – 15 มีนาคม 2569  ภายในอาคารแต่ละชั้นถูกออกแบบให้ถ่ายทอดการสร้างสรรค์กระเป๋า Monogram รูปทรงไอคอนิกทั้ง 5 รุ่นของ Louis Vuitton ได้แก่ Keepall, Speedy, Alma, Neverfull และ Noé ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของมรดกด้านการเดินทางของเมซง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยใช้พื้นที่อาคารเป็นสื่อในการเล่าเรื่องมากกว่าการจัดแสดงสินค้าแบบดั้งเดิม



  • ชั้น 1 บริเวณด้านหน้า façade ของอาคาร ซึ่งตกแต่งด้วยธง Louis Vuitton สร้างบรรยากาศเสมือนการก้าวเข้าสู่จุดเริ่มต้นของการเดินทาง และทำให้อาคารเก่ากลายเป็นแลนด์มาร์กชั่วคราวของย่านได้อย่างชัดเจน

  • ชั้น 2 ถูกออกแบบให้เป็นโซน Lobby ที่นำเสนอเรื่องราวของกระเป๋า Keepall อันเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทาง มีพื้นที่ Conciergerie สำหรับบริการรังสรรค์ชิ้นงานเฉพาะบุคคล (personalization) และห้อง Speedy P9 Safe Room ซึ่งช่วยขยายประสบการณ์จากการชมสู่การมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดกับแบรนด์

  • ชั้น 3 พื้นที่ถูกจัดวางเป็น Neverfull Gym เพื่อจัดแสดงกระเป๋ารูปทรงNeverfull ควบคู่กับ Noé Bar ที่ถ่ายทอดต้นกำเนิดของกระเป๋า Noé ซึ่งออกแบบขึ้นเพื่อใช้บรรจุขวดแชมเปญในอดีต สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างฟังก์ชันการใช้งานจริงกับการออกแบบที่กลายเป็นไอคอน

  • ชั้น 4 คือพื้นที่ของ Speedy Room 1930 ซึ่งจัดแสดงหนึ่งในผลงานที่เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของเมซง พร้อมด้วย Alma Terrace พื้นที่กึ่งกลางแจ้งที่ชวนให้นึกถึงบรรยากาศของกรุงปารีส ปิดท้ายการเดินทางด้วยอารมณ์โรแมนติกและความทรงจำที่เชื่อมโยงระหว่างสถานที่ แบรนด์ และผู้มาเยือน



อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของโปรเจกต์นี้ไม่ได้อยู่ที่รายละเอียดของแต่ละชั้น หากแต่อยู่ที่ผลกระทบเชิงความหมายที่มันสร้างขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้จบลงพร้อมระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน หากแต่เป็นการเปลี่ยนกรอบการมองเมืองอย่างมีนัยยะ—ในฐานะการทดลองทางวัฒนธรรมและพื้นที่ของกรุงเทพฯ ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


นี่คือสัญญาณว่า แบรนด์ระดับโลกเริ่มมองเห็นศักยภาพของ “เมืองเก่าไทย” ในฐานะเวทีที่มีความหมาย มากกว่าจะเป็นเพียงฉากสวยงามเพื่อการตลาด และในขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ ก็เริ่มถูกอ่านใหม่ในสายตานานาชาติ ไม่ใช่เพียงเมืองของห้างสรรพสินค้าและปัญหาการจราจร หากแต่เป็นเมืองที่มีชั้นของวัฒนธรรม ความทรงจำ และบริบทเชิงพื้นที่ที่ไม่สามารถย้ายหรือทำซ้ำได้ ที่สำคัญที่สุด มันชี้ให้เห็นว่า “ตรอก” อาจมีพลังมากกว่า “ศูนย์การค้า” หากยังคงรักษาความจริงแท้ของเมืองไว้ได้


ในแง่นี้ Louis Vuitton Hotel Bangkok คือการใช้สถาปัตยกรรมเก่าเป็น “สื่อ” ไม่ใช่ “ฉากหลัง” อาคารไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่รองรับกิจกรรมของแบรนด์ หากแต่เป็นโครงสร้างที่แบรนด์ต้องเจรจา ปรับตัว และเคารพต่อบริบทของพื้นที่



เมื่อโลกสองใบเริ่มทับซ้อน เมืองจึงเริ่มเปลี่ยนจริง

ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ เติบโตภายใต้โลกเมืองสองใบที่แยกจากกันอย่างชัดเจน นั้นคือ โลกของแบรนด์หรูในห้างใจกลาง CBD ของเมือง กับโลกของเมืองเก่าที่ดำรงอยู่กับชุมชน การค้าเดิม และการเดินเท้า


การมาถึงของ Louis Vuitton ที่บ้านตรอกถั่วงอก คือการทำให้สองโลกนี้เริ่มทับซ้อนกันอย่างจริงจังในระดับสัญลักษณ์ และอาจกำลังขยายไปสู่ระดับโครงสร้าง เมื่อแบรนด์เริ่มตระหนักว่า “คุณค่า” ไม่ได้อยู่ที่พื้นที่ที่ทำซ้ำได้ง่าย แต่อยู่ที่บริบทที่มีความทรงจำ มีแรงต้าน และมีเรื่องเล่าเฉพาะตัว


และนี่อาจเป็นคำตอบสำคัญของการพัฒนาเมืองในศตวรรษที่ 21ไม่ใช่เมืองที่สร้างตึกสูงที่สุดไม่ใช่เมืองที่มีโปรเจกต์ใหม่ที่สุดแต่คือเมืองที่สามารถทำให้ผู้คนรู้สึกได้มากที่สุด—ผ่านเรื่องเล่าที่ลึก ผ่านร่องรอยที่จริง และผ่านพื้นที่ที่ยังหายใจอยู่ร่วมกับเวลา


เพราะท้ายที่สุด เมืองที่มีสเน่ห์ ดึงดูด อันจะสร้างขีดความสามารถของการแข่งขัน อาจไม่ใช่เมืองที่ถูกทำให้ใหม่ตลอดเวลา หากคือเมืองที่สามารถตีความอดีตให้กลายเป็นคุณค่าร่วมสมัยได้ โดยไม่ทำลายสิ่งที่ทำให้เมืองนั้นเป็นตัวเอง

 


Louis Vuitton Hotel Bangkok - บ้านตรอกถั่วงอก, ถ.สันติภาพ (ใกล้ MRTสถานีวัดมังกร)

11 ก.พ. - 15 มี.ค. 2569

โปรเจกต์ Pop-up ระดับโลก Louis Vuitton Hotel Bangkok โดยกรุงเทพฯ เป็นเมืองเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับเลือกให้จัดงานนี้ ต่อจากเซี่ยงไฮ้ นิวยอร์ก และกรุงโซล สะท้อนบทบาทใหม่ของกรุงเทพฯ บนแผนที่วัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ระดับสากล


ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนจองคิวเข้าชมล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ ผ่านเว็บไซต์ทางการของแบรนด์👉 https://hotel-bangkok.louisvuitton.com/LV?from=pr

 


ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :

https://hotel-bangkok.louisvuitton.com/line?liff.state=%2Fline%3Ffrom%3Dline-broadcast

https://thestandard.co/louis-vuitton-hotel-bangkok-pop-up/

https://www.mintmagth.com/fashion/louis-vuitton-hotel-bangkok-130-monogram-bangkok

https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1220188

https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1220188

https://art4d.com/2023/03/baan-trok-tua-ngork

 https://www.facebook.com/share/p/1AbpZmjdXW/


2 วันที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 2 นาที

4

17

0

โพสต์ที่คล้ายกัน

ความคิดเห็น

แชร์ความคิดเห็นของคุณเชิญแสดงความคิดเห็น คุณคือคนแรกที่แสดงความคิดเห็นที่นี่
bottom of page