top of page
Clip path group
Clip path group

“ก้าวสำคัญของภาครัฐไทย! ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ พลิกโฉมจากเมืองคอนกรีต สู่เมืองสีเขียวที่ทุกคนเข้าถึงได้”

16 ธ.ค. 2025

2 min read

0

0

0


ตลอดหลายบทความที่ผ่านมา LAD ได้นำเสนอตัวอย่างโครงการจากภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะคุณภาพให้กับเมือง ไม่ว่าจะเป็น Cloud11 ที่ปลุกย่านสร้างสรรค์บนสุขุมวิทใต้-บางนา หรือดุสิตเซ็นทรัลพาร์คที่นำสวนลอยฟ้าเข้าสู่ใจกลางพระราม 4–สีลม


แต่ครั้งนี้ อาจเป็นครั้งแรกๆในประวัติการณ์ ที่เราได้เห็นโครงการจาก ภาครัฐ  ก้าวขึ้นมาสร้างแรงสั่นสะเทือนในระดับเดียวกันกับภาคเอกชน กับการสร้าง A–D Sky Park จากดาดฟ้าจอดรถ…สู่สวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย


วันนี้ LAD จะพาทุกท่านไปดูอีกก้าวสำคัญ ที่สร้างความประหลาดใจให้กับแวดวงการออกแบบเมือง เพราะนี่ไม่ใช่โครงการจากเอกชน หากเป็นการขับเคลื่อนโดยรัฐแท้ๆ และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ถึงขั้น ฉีกภาพจำของศูนย์ราชการแบบเดิมที่เราคุ้นเคย สู่จุดเริ่มต้นของวิสัยทัศน์ใหม่แห่ง “ภาครัฐที่ออกแบบเพื่อผู้คนจริงๆ”


“A Low-Carbon City Working with Nature” เมืองที่เติบโตควบคู่กับธรรมชาติอย่างยั่งยืน



Regenerative Strategy: ฟื้นฟูพื้นที่รัฐด้วยมุมมองใหม่ทั้งระบบ

หากย้อนกลับไปกว่า 6 ปีก่อน ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กลุ่มอาคารราชการ ที่มีประชากรหมุนเวียน 30,000–40,000 คนต่อวันพื้นที่แห่งนี้สะสมปัญหามาอย่างยาวนานในทุกระบบ ทั้งด้านการจราจรหนาแน่นภายในโครงการและละแวกย่าน พื้นที่แห่งความร้อนที่สะสมใต้ผืนคอนกรีตขนาดใหญ่ ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก กับภาพจำสัญลักษณ์ของพื้นที่ทางการที่เคร่งขรึม อาคารขนาดมหึมาตั้งตระหง่าน ถนนหลายเลนที่รถยนต์เป็นศูนย์กลาง และภูมิทัศน์ที่เต็มไปด้วยคอนกรีต ลานจอดรถ จนแทบไม่เหลือช่องว่างให้ธรรมชาติ และความเป็นสาธารณะได้แทรกตัว


ทว่าในช่วงเวลาไม่นานนัก เมื่อโอกาสทองมาถึง การเข้ามาของรถไฟฟ้าสายสีชมพู เชื่อมต่อสถานีตรงหน้าอาคาร A ให้เชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอย่างแท้จริง พื้นที่แห่งนี้จึงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเมืองสีเขียวที่อ่อนโยนขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และมีชีวิตมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากถนนที่เคยเป็นของรถกลายเป็นทางเดินร่มรื่น พื้นคอนกรีตโล่งกลายเป็นสวน และบรรยากาศทางการที่เคยสร้างแรงกดดันกลับถูกแทนที่ด้วยพื้นที่ที่คนสามารถเดินเล่น ประชุมงาน หรือออกกำลังกายได้อย่างสบายใจ ภาพใหม่ของศูนย์ราชการฯ แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงการปรับภูมิทัศน์ แต่คือการสื่อสารแนวคิดสำคัญของรัฐในยุคสมัย

 

ศูนย์ราชการฯ ในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มอาคารราชการอีกต่อไป แต่คือ “เมืองหนึ่งเมือง” ที่วางระบบให้ผู้คนรู้สึกเป็นเจ้าของเมืองอย่างแท้จริง


กลยุทธ์การฟื้นฟูเมืองจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว หรือ Regenerative Urbanism 

ที่ผ่านมา เราอาจคุ้นชินกับวิธีแก้ปัญหาเมืองแบบเดิมของภาครัฐ “รื้อทุบแล้วสร้างใหม่” แต่แนวทางนี้ไม่ใช่คำตอบสำหรับพื้นที่เมืองขนาดใหญ่แห่งนี้อีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เริ่มต้นจาก วิสัยทัศน์ก้าวล้ำของ ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (DAD Asset Development) ผู้กำกับดูแลศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งได้ร่วมมือกับ อาจารย์กชกร วรอาคม และทีม LANDPROCESS ผู้อยู่เบื้องหลังโครงการพื้นที่สีเขียวสำคัญระดับประเทศอย่าง อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ และ อุทยานป๋วย 100 ปี มธ. ในการตีความพื้นที่ศูนย์ราชการฯ แห่งนี้ใหม่ จาก “เมืองคอนกรีตแข็งทื่อ กลายเป็น โอเอซิกลางเมือง” รองรับผู้มาติดต่อราชการและคนทำงานหลายหมื่นคนในแต่ละวัน


แนวคิด Regenerative Urbanism ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญว่า“เมืองควรทำงานร่วมกับธรรมชาติ ไม่ใช่ต่อกรกับมัน”และแตกออกเป็น 6 หัวใจยุทธศาสตร์ดังนี้:

  1. ใช้โครงสร้างเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุดลดการรื้อสร้างใหม่ ใช้ทรัพยากรเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งประหยัดงบประมาณและลดคาร์บอนฟุตพรินต์

  2. เพิ่มธรรมชาติกลับเข้าไปในพื้นที่เมืองเติมต้นไม้ ผืนดิน ระบบนิเวศ เพื่อฟื้นความเย็น ความชุ่มชื้น และความมีชีวิตชีวาของพื้นที่

  3. ลดพื้นที่เพื่อรถ เพิ่มพื้นที่เพื่อคนขยายฟุตปาธ พื้นที่เดิน–พักผ่อน ให้เมืองเป็นของทุกคน ไม่ใช่ของยานยนต์เพียงอย่างเดียว

  4. เปลี่ยนภาพลักษณ์รัฐให้เป็นมิตรและเข้าถึงง่ายสร้างพื้นที่เปิดโล่งที่เชิญชวน ลดความกดทับและความแข็งกระด้างแบบเดิมของศูนย์ราชการไทย

  5. ใช้ระบบนิเวศธรรมชาติช่วยจัดการน้ำและความร้อนออกแบบภูมินิเวศให้จัดการน้ำฝน ความร้อน เก็บน้ำ–ชะลอน้ำ–เพิ่มร่มเงา เพื่อรับมือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป

  6. สนับสนุนการเดิน การปั่น และระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมต่อทางเท้า ไบค์เลน และระบบขนส่ง เพื่อสร้างเมืองที่เดินได้จริง ลดการพึ่งพารถส่วนตัว 


Retrofitting: A–D Sky Park จากดาดฟ้าจอดรถ…สู่สวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

A–D Sky Park คือหนึ่งในตัวอย่างที่เด่นที่สุดของแนวคิด Retrofitting Urban Infrastructure การพลิกโฉมโครงสร้างเดิมให้ทำงานได้ดีกว่าเดิม โดยไม่ต้องรื้อทุบหรือสร้างใหม่ทั้งหมด ดาดฟ้าจอดรถเดิม ถูกออกแบบใหม่ให้กลายเป็น สวนลอยฟ้าเต็มรูปแบบ พร้อมระบบจัดการสิ่งแวดล้อมที่รองรับการใช้งานได้ทั้งวันในสภาพอากาศเมืองร้อนของไทย


อาคารจอดรถA: “ลานต้อนรับของเมือง” เชื่อมรถไฟฟ้า–เชื่อมผู้คน

จุดแรกที่ถูกยกเครื่องคือ ดาดฟ้าของอาคาร A พื้นที่กว่า 8,000 ตารางเมตร ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่รกร้างและร้อนที่สุดของศูนย์ราชการฯ เนื่องจากรับแสงแดดตลอดทั้งวันและถูกใช้งานน้อยที่สุด แต่วันนี้พื้นที่เดิมกลับถูกพลิกบทบาทครั้งใหญ่ ให้กลายเป็น “ลานต้อนรับของเมือง” ที่เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าผ่าน Skywalk ระยะทาง 205 เมตร จากพื้นที่ที่ผู้คนต้องขับรถเข้ามาเสี่ยงรถติดและวนหาที่จอด ได้เปลี่ยนเป็นเส้นทางเดินสีเขียวที่เข้าถึงได้ทันทีเมื่อก้าวลงจากรถไฟฟ้า

 

อาคารจอดรถ D: “ฟองน้ำเมือง” รุ่นใหม่ที่จัดการน้ำและผลิตพลังงาน

อาคาร D ถูกออกแบบให้เป็น ต้นแบบอาคารจอดรถแห่งอนาคต ที่ผสานระบบนิเวศและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้าไว้ในโครงสร้างเดียวกัน ดาดฟ้าของอาคารได้รับการปรับให้เป็น Urban Farming พร้อม Solar Farm ที่สามารถผลิตพลังงานได้มากกว่า 50% ของความต้องการทั้งอาคาร ลดการพึ่งพาพลังงานจากโครงข่ายหลักอย่างมีนัยสำคัญ


ด้านการจัดการน้ำ อาคารใช้ระบบ Rain Chain และรางกระถาง 6 ชั้น เพื่อชะลอน้ำฝนก่อนปล่อยลงบ่อพัก ลดภาระระบบระบายน้ำของเมือง และทำให้อาคารทำหน้าที่เสมือน “ฟองน้ำ” ขนาดใหญ่ ขณะที่พื้นที่ปลูกต้นไม้รอบอาคารช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและลดอุณหภูมิแวดล้อม นอกจากนี้ ภายในอาคารยังมี สถานี EV Shuttle Bus ที่เชื่อมต่อการเดินทางทั่วโครงการด้วยพลังงานสะอาด เสริมบทบาทของอาคาร D ให้เป็นมากกว่าอาคารจอดรถทั่วไป แต่คือ โครงสร้างสีเขียวที่ช่วยเมืองจัดการน้ำ–พลังงาน–ความร้อนอย่างครบวงจร


A–D Sky Park จึงเกิดขึ้นในฐานะพื้นที่อเนกประสงค์ที่ทำงานหลายบทบาทพร้อมกัน ทั้งต้อนรับผู้มาเยือน เป็นพื้นที่พักผ่อน และเป็นจุดเชื่อมระบบขนส่งสาธารณะเข้ากับผังเมืองบนระดับดาดฟ้า

สิ่งที่โดดเด่นของการรีโทรฟิตครั้งนี้คือการเลือกใช้ วัสดุและพรรณไม้ที่ทนต่อสภาพร้อนจัดบนดาดฟ้า ควบคู่กับการออกแบบ ระบบไหลเวียนน้ำและชั้นดินเทียม ให้ทำงานคล้ายระบบนิเวศธรรมชาติ พื้นที่จึงสามารถ ดูดซับความร้อน ลดอุณหภูมิพื้นผิวและสร้างสภาวะที่เหมาะแก่การใช้งานได้ตลอดทั้งปี

 


ถนนสายหลักและเกาะกลางใหม่: ลดเลนรถ เพิ่มเลนต้นไม้

เมื่อรถไฟฟ้าและระบบ EV Shuttle Bus เข้ามาทำหน้าที่เป็นแกนกลางของการเดินทางภายใน พื้นที่ศูนย์ราชการฯ จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพารถยนต์ส่วนตัวเหมือนที่ผ่านมา ถนนขนาด 7–8 เลนจึงถูกปรับลดลง เปิดพื้นที่ให้กับเกาะกลางสีเขียวขนาดใหญ่ ที่สามารถดูดซับน้ำ บรรเทาน้ำท่วม และทำหน้าที่เป็นพื้นที่ออกกำลังกายในตัว


ตลอดแนวถนนมีการปลูกต้นไม้พื้นถิ่นเพิ่มกว่า 5,500 ต้น ทำให้สภาพแวดล้อมเย็นลงอย่างชัดเจน พร้อมสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ให้กับนก แมลง และสิ่งมีชีวิตหลากชนิด นี่คือการเปลี่ยนถนนจากโครงสร้างเพื่อรถ ให้กลับมาเป็นโครงสร้างเพื่อสิ่งแวดล้อมและผู้คน


ลานเชื่อมอาคาร B–C: ใต้ดินเป็นถนน บนดินเป็นพื้นที่คน

พื้นที่คอขวดที่เคยเป็นจุดรถติดที่สุดของศูนย์ราชการฯ ได้รับการผ่าตัดครั้งใหญ่ ด้วยการลดระดับถนนลงใต้ดิน และปรับพื้นที่ด้านบนให้กลายเป็น ลานคนเดินขนาดใหญ่ ที่เชื่อมอาคาร B และ C เข้าหากันอย่างราบรื่น พื้นที่นี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางกิจกรรมใหม่ มีทั้งลานออกกำลังกาย พื้นที่นั่งพัก และทางเดินมีหลังคาคลุมเพื่อใช้งานได้ตลอดวัน


ส่วน สระน้ำร้างขนาด 14 ไร่ หน้าตึก B ถูกปรับให้เป็น สวนชุ่มน้ำสีเขียว (Constructed Wetland) ที่ช่วยลดอุณหภูมิโดยรอบได้มากกว่า 9 องศาเซลเซียส พร้อมบรรเทาความร้อนสะท้อนจากอาคารที่เคยเป็นปัญหามานาน ทำให้สภาพแวดล้อมโดยรวมเย็นลงและน่าใช้งานกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด


อาคาร C: หมู่บ้านแนวตั้งและระบบควบคุมความเย็นตามธรรมชาติ

อาคาร C คือสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ที่สะท้อนการตีความภูมิปัญญาไทยสู่ยุคปัจจุบัน โครงสร้างอาคารถูกออกแบบให้ระบายอากาศตามธรรมชาติ ลดการพึ่งพาระบบปรับอากาศ พร้อมติดตั้ง Solar Shield เพื่อกรองความร้อนจากแสงแดด ผนังอาคารยังถูกพัฒนาให้สะท้อนรังสีความร้อนมากกว่า 37% ช่วยลดความร้อนสะสมตลอดทั้งวัน


นอกจากนี้ อาคารยังมี ระบบผลิตน้ำเย็นในเวลากลางคืน ที่นำอุณหภูมิแวดล้อมตามธรรมชาติมาช่วยลดภาระการทำความเย็นในช่วงกลางวัน และบนดาดฟ้ามี สวนสีเขียวขนาดเกือบ 20,000 ตารางเมตร ที่ช่วยฟอกอากาศ สร้างร่มเงา และเป็นพื้นที่พักผ่อนสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐนับหมื่นคนที่ทำงานภายในอาคาร

ทั้งหมดนี้ทำให้อาคาร C กลายเป็นสถาปัตยกรรมที่ “ช่วยตัวเองและช่วยเมืองไปพร้อมกัน” ลดการใช้พลังงาน เพิ่มพื้นที่สีเขียว และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคารอย่างเป็นรูปธรรม 



ผลลัพธ์: พื้นที่สีเขียวเพิ่ม 4 เท่า เปลี่ยนถนนให้คน และเพิ่มผู้ใช้ขนส่งสาธารณะกว่า 4,500 คนต่อวัน

การพัฒนาครั้งนี้ทำให้พื้นที่สีเขียวของศูนย์ราชการฯ เพิ่มขึ้นจาก 36 เป็น 138 ไร่ ขยายตัวมากกว่าเดิมถึง 4 เท่า พร้อมเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และลดอุณหภูมิโดยรวมของพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญคือจำนวนผู้ใช้ ระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้นกว่า 4,500 คนต่อวัน สะท้อนให้เห็นชัดว่า พฤติกรรมคนเมืองสามารถเปลี่ยนได้ หากเราสร้างทางเลือกที่ดีพอให้พวกเขาใช้จริง


แม้โครงการนี้จะได้รับรางวัลระดับนานาชาติจำนวนมาก แต่สิ่งที่มีความหมายยิ่งกว่าคือการพิสูจน์ให้เห็นว่า สถานที่ราชการไม่จำเป็นต้องแข็งทื่อแบบเดิมอีกต่อไป มันสามารถเป็นมิตร เข้าถึงง่าย เกื้อกูลธรรมชาติ ใช้พลังงานสะอาด รองรับผู้คนทุกกลุ่ม และกลายเป็นต้นแบบให้เมืองอื่นทั่วประเทศเดินตามได้

นี่คือ “การปรับท่าทีของรัฐผ่านสถาปัตยกรรม” หมุดหมายสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า เมืองของภาครัฐสามารถทันสมัย เขียว และเชื่อมโยงผู้คนได้อย่างมีคุณภาพ ไม่แพ้เมืองใดในโลก

 


โครงการศูนย์ราชการฯ คือความหวังที่ปลายอุโมงค์

ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมและอุบัติภัยที่ถาโถมประเทศไทย อุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง น้ำท่วมฉับพลันที่เกิดถี่ขึ้น และมลพิษ PM 2.5 ที่วนกลับมาทุกปี ในขณะที่ทุกภาคส่วนต่างเร่งหาทางออกใหม่เพื่อรับมือกับ “ภาวะโลกรวน” ที่กำลังท้าทายเมืองไทยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน


การที่ภาครัฐเลือกพัฒนาพื้นที่ด้วย สวนลอยฟ้าและโครงสร้างฟองน้ำ จึงเป็นมากกว่าการปรับปรุงภูมิทัศน์ แต่คือสัญญาณของ มุมมองใหม่ต่อเมืองและต่อผู้คน ที่มองว่าเมืองไม่ใช่แค่พื้นที่ใช้งานของมนุษย์ หากเป็นระบบนิเวศที่ต้องทำงานร่วมกับน้ำ ลม ความร้อน และธรรมชาติทุกมิติ ขณะเดียวกันก็ย้ำเตือนว่า ทุกชีวิตควรเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียม



บรรทัดฐานใหม่ของคุณภาพชีวิตคนไทยที่พึงมี

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ศูนย์ราชการฯ ไม่ได้เป็นเพียงการ “ปรับปรุงพื้นที่” หากคือ แรงสะเทือนระดับโครงสร้าง ที่อาจกำลังสร้างมาตรฐานใหม่ และการเปลี่ยนวิธีคิดของภาครัฐทั้งประเทศต่อพื้นที่ราชการทั้งหลาย ตั้งแต่สถานีขนส่ง อาคารราชการ โรงเรียน ไปจนถึงโรงพยาบาล ให้เริ่มมองเห็นศักยภาพบนหลังคา พื้นที่รกร้าง และมุมที่ถูกละเลย แล้วพลิกมันให้กลายเป็น พื้นที่สีเขียวที่สร้างคุณค่าให้เมืองและผู้คนอย่างแท้จริง


การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่โครงการหนึ่งในกรุงเทพฯแต่คือ จุดตั้งต้นของวัฒนธรรมใหม่วัฒนธรรมที่ทำให้ภาครัฐไทยหันมองเมืองในฐานะ “ระบบนิเวศของชีวิต” ไม่ใช่เพียงพื้นที่ใช้งานของราชการอีกต่อไป


แม้ในวันนี้ กรุงเทพฯ อาจยังห่างไกลจากการเป็นเมืองสีเขียวในอุดมคติแต่ ทุกก้าวเล็กๆ อย่างสวนลอยฟ้าแห่งนี้มีความหมายเพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่า เมืองหลวงของไทยสามารถเดินสู่ความยั่งยืนได้ ไม่ใช่เพราะเรามีพื้นที่เหลือเฟือ แต่เพราะเรามีความคิดสร้างสรรค์ในการเปลี่ยนของเดิมให้มีคุณค่ามากขึ้น ทั้งต่อผู้คนและต่อสิ่งแวดล้อม


และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ


ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะในวันนี้ไม่ใช่งาน “แต่งหน้าทาปาก” ของภาครัฐ แต่คือการออกแบบเชิงสัญลักษณ์ ที่กำลังประกาศกร้าวให้เห็นถึงศักยภาพของภาครัฐไทย หากตั้งใจทำให้ดี ก็ทำได้ดีไม่แพ้เอกชนไหนในประเทศ


ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่“ทำได้ไหม?”

แต่คือ

“คุณเลือกที่จะทำหรือไม่? ”

 


ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ:

https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/judprakai/1210918

https://readthecloud.co/government-retrofitting-public-space/

https://thestandard.co/life/skywalk-government-complex/

https://www.prachachat.net/breaking-news/news-1422912

 

 

16 ธ.ค. 2025

2 min read

0

0

0

Related Posts

Comments

Share Your ThoughtsBe the first to write a comment.
bottom of page