top of page
Clip path group
Clip path group

เสร็จปี 2571?“OKMD ราชดำเนิน”พลิกโฉมอาคารกองสลากเดิมสู่ศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติของไทย

2 วันที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 3 นาที

3

10

0

 

เมื่อ “อาคารกองสลากเดิม” กำลังจะกลายเป็น ศูนย์เรียนรู้ที่ทันสมัยที่สุดของไทย

ถนนราชดำเนินกำลังจะมีความหมายใหม่อีกครั้ง

 

จากเดิมที่เป็นเพียงแกนประวัติศาสตร์ การเมือง และพิธีกรรมของกรุงเทพฯ พื้นที่แห่งนี้กำลังถูก “รีโปรแกรม” ให้กลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของประเทศ ผ่านโครงการ ศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ OKMD (OKMD National Knowledge Center) บนที่ดินเดิมของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการก่อสร้างอาคารใหม่ แต่เป็นความพยายามในการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” (knowledge infrastructure) ที่จะเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ของคนไทยในระยะยาว โดยมีเป้าหมายให้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ ทดลอง สร้างสรรค์ และพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ได้ในที่เดียว

 

โครงการมูลค่ากว่า 900–970 ล้านบาท ที่จะเปลี่ยนพื้นที่ “สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเดิม”ให้กลายเป็น Learning Hub ยุคใหม่ของประเทศ และที่สำคัญ… นี่อาจไม่ใช่แค่ “ห้องสมุด”แต่คือการนิยามใหม่ ว่า “การเรียนรู้ของคนเมืองในศตวรรษที่ 21” ควรเป็นอย่างไร

 


จากมติ ครม. สู่โครงการระดับชาติ: OKMDราชดำเนินคืออะไร

โครงการนี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2566 ที่เห็นชอบให้พัฒนา “ศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ” บนถนนราชดำเนิน โดยกำหนดกรอบงบประมาณประมาณ 970 ล้านบาท และระยะเวลาก่อสร้างราว 3 ปี 9 เดือน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่กระบวนการจัดจ้างจริง ราคาค่าก่อสร้างที่ได้จากระบบ e-bidding อยู่ที่ประมาณ 897 ล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมในหลายแหล่งข่าวจึงระบุว่าโครงการใช้งบ “ประมาณ 900 ล้านบาท” ทั้งสองตัวเลขนี้จึงไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่สะท้อนคนละช่วงของกระบวนการโครงการ 

ในเชิงกายภาพ โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 5–6 ไร่ มีพื้นที่ใช้สอยรวมราว 20,000 ตารางเมตร และประกอบด้วยอาคาร 2 หลังที่เชื่อมต่อกัน



  • Ratchadamnoen Center 1 16,000 ตร.ม. : ซึ่งเป็นการปรับปรุงอาคารเดิมของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล บนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ และมีพื้นที่ใช้สอยรวมราว 16,000 ตารางเมตร อาคารนี้ถือเป็น “หัวใจหลัก” ของโครงการ โดยถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เรียนรู้แบบครบวงจรที่ผสานการอ่าน การทดลอง และการสร้างสรรค์เข้าไว้ด้วยกัน


    ภายในประกอบด้วย “ห้องสมุดมีชีวิต” (Living Library) ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการอ่านหนังสือ แต่เชื่อมโยงกับพื้นที่เรียนรู้รูปแบบใหม่ เช่น พื้นที่พัฒนาทักษะแห่งอนาคต (future skills), ห้องปฏิบัติการด้านนวัตกรรม (innovation lab), พื้นที่งานฝีมือ (craft workshop), ศูนย์สื่อ (media lab) รวมถึงพื้นที่สำหรับเด็กที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่สำหรับการแสดงออก เช่น หอประชุมอเนกประสงค์ พื้นที่นิทรรศการ และโซนอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อรองรับกิจกรรมที่หลากหลายตลอดทั้งวัน


    ที่สำคัญ อาคารนี้ยังเป็นที่ตั้งใหม่ของ TK Park ซึ่งจะย้ายจากชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มาสู่พื้นที่แห่งนี้ พร้อมกับการยกระดับบทบาทจากห้องสมุดสาธารณะ สู่แพลตฟอร์มการเรียนรู้เชิงประสบการณ์เต็มรูปแบบ


  • Ratchadamnoen Center 2 4,000 ตร.ม. : ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ และมีพื้นที่ใช้สอยราว 4,000 ตารางเมตร จะทำหน้าที่เป็นส่วนสนับสนุนในเชิงวิชาการและการบริหาร โดยเน้นการเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมทางวิชาการ การจัดนิทรรศการ และการแสดงผลงานจากหลากหลายสาขา พร้อมกันนี้ยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ซึ่งจะย้ายมาจากมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนโครงการได้อย่างใกล้ชิดกับพื้นที่จริง



ทั้งสองอาคารจึงไม่ได้ทำงานแยกขาดจากกัน แต่ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงเป็น “ecosystem ของการเรียนรู้” ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับนโยบาย การผลิตองค์ความรู้ ไปจนถึงการใช้งานของประชาชนทั่วไป


อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของโครงการ คือการนำแนวคิด Library of Things เข้ามาใช้ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแหล่งเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน โดยผู้ใช้งานจะสามารถยืมอุปกรณ์และสื่อการเรียนรู้รูปแบบใหม่ได้ เช่น เครื่องดนตรี บอร์ดเกม รวมถึงเทคโนโลยี AR และ VR เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการทดลองและประสบการณ์จริง


ในภาพรวม โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียง “อาคารสองหลัง” แต่คือการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการเรียนรู้ ที่ผสานพื้นที่ กิจกรรม และเทคโนโลยี เข้าไว้ในระบบเดียวอย่างครบวงจร

สิ่งสำคัญคือ โครงการนี้ไม่ได้ถูกนิยามว่าเป็น “ห้องสมุดขนาดใหญ่” แต่เป็น “ศูนย์การเรียนรู้รูปแบบใหม่” ที่รวมการเรียนรู้ เทคโนโลยี และกิจกรรมทางสังคมเข้าไว้ด้วยกัน

 


จาก “การอ่าน” สู่ “การลงมือทำ”: แนวคิด Library of Things

หนึ่งในแนวคิดที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงการนี้อย่างชัดเจน คือคำว่า “Library of Things”

หากห้องสมุดในอดีตคือสถานที่ยืมหนังสือ Library of Things คือสถานที่ที่ “ยืมประสบการณ์” ได้

ผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึงอุปกรณ์และเครื่องมือหลากหลาย ตั้งแต่เครื่องดนตรี บอร์ดเกม ไปจนถึงเทคโนโลยี AR และ VR เพื่อทดลอง เรียนรู้ และสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง


แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการบริโภคความรู้ (knowledge consumption) ไปสู่การสร้างความรู้ (knowledge creation) ซึ่งเป็นหัวใจของระบบการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

 


ภายใน OKMD: มากกว่าห้องสมุด แต่คือ “ระบบนิเวศการเรียนรู้”

หากมองในเชิงโปรแกรมพื้นที่ ศูนย์แห่งนี้ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็น “learning ecosystem” มากกว่าจะเป็นอาคารที่มีฟังก์ชันเดียว

พื้นที่หลักถูกแบ่งออกเป็นหลายโซนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่พื้นที่อ่านหนังสือและสื่อดิจิทัล ไปจนถึง co-working space พื้นที่สำหรับเด็กและครอบครัว รวมถึงพื้นที่ทดลองเทคโนโลยี เช่น metaverse และ e-sport

 

ในขณะเดียวกัน ยังมีพื้นที่สำหรับการลงมือทำ เช่น fabrication lab, workshop งานคราฟต์ และ media center ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานพัฒนาทักษะจริง ไม่ใช่เพียงการรับข้อมูล

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือพื้นที่สำหรับการแสดงออก เช่น หอประชุม นิทรรศการ และพื้นที่กิจกรรม ซึ่งทำให้ศูนย์แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ “รับความรู้” แต่เป็นพื้นที่ “ผลิตและแลกเปลี่ยนความรู้” ด้วย

 


TK Park โฉมใหม่: การยกระดับแหล่งเรียนรู้ของไทย

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการย้าย TK Park จาก CentralWorld มาสู่ศูนย์แห่งใหม่นี้ แต่ไม่ใช่แค่ “ย้ายที่” คือ “ยกระดับระบบทั้งหมด”

TK Park เวอร์ชันใหม่จะเพิ่มฟังก์ชันที่ตอบโจทย์คนยุคดิจิทัล เช่น Virtual Reality Labs, Cooking Studio, Fabrication Lab และ Interactive Learning Space

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า OKMD ไม่ได้มองการเรียนรู้เป็นเรื่องของ “หนังสือ” อีกต่อไปแต่เป็นเรื่องของ “ประสบการณ์” และ “การลงมือทำ”

 

ไม่ใช่แค่อาคาร แต่คือ “กลไกฟื้นฟูเมือง”

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้น่าสนใจมากในมุมผังเมือง คือบทบาทของมันในฐานะ “เครื่องมือฟื้นฟูย่านราชดำเนิน”

ถนนราชดำเนินในปัจจุบันมีลักษณะเป็นย่านที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์สูง แต่มีปัญหาเรื่องความซบเซา โดยเฉพาะในช่วงนอกเวลาราชการ การเติมศูนย์การเรียนรู้ขนาดใหญ่เข้าไปในพื้นที่นี้คือการ “ใส่กิจกรรมใหม่” ลงในเมือง อาจนำไปสู่:

  • การเพิ่มจำนวนคนใช้งานพื้นที่

  • การกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

  • การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของย่าน

ในทางทฤษฎี นี่คือแนวคิดแบบ urban regeneration หรือ urban acupuncture ที่ใช้กระบวนการแทรกแซง ขนาดหนึ่งเพื่อกระตุ้นทั้งระบบเมือง

 


มุมมองผังเมือง: โอกาสและความเสี่ยงของ OKMD ราชดำเนิน

แม้โครงการศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ OKMD บนถนนราชดำเนินจะมีศักยภาพสูงในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาแห่งใหม่ของประเทศ แต่ความสำเร็จของโครงการไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ตัวอาคาร” เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการฝังตัวลงในระบบเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่ไม่ใช่เพียงโจทย์ของสถาปัตยกรรม แต่เป็นโจทย์ของ “ผังเมือง การออกแบบเมือง และการใช้งานจริง” ในระยะยาว


1. การเชื่อมต่อ: จากแลนด์มาร์ค สู่ “ส่วนหนึ่งของเมือง”

หัวใจสำคัญของโครงการประเภทนี้ คือ “การเชื่อมต่อ” (connectivity) ไม่ใช่เพียงการมองเห็นได้ แต่ต้อง “เข้าถึงได้จริง”

คำถามหลักจึงไม่ใช่ว่าอาคารตั้งอยู่ตรงไหนแต่คือ ผู้คนสามารถ “ไหลเข้า–ออก” พื้นที่ได้อย่างเป็นธรรมชาติหรือไม่

ทั้งในมิติของ:

  • การเดินเท้า (walkability) และความต่อเนื่องของทางเท้า

  • การเชื่อมโยงกับพื้นที่สาธารณะโดยรอบ (public realm continuity)

  • และความสะดวกของระบบขนส่งมวลชน

หากการเชื่อมต่อเหล่านี้ไม่ถูกออกแบบอย่างรอบคอบOKMD อาจกลายเป็นเพียง “destination” ที่ต้องตั้งใจมาแทนที่จะเป็น “everyday place” ที่คนแวะใช้โดยไม่ต้องคิด

และในกรณีเลวร้ายที่สุดมันอาจกลายเป็น “island” ที่แยกตัวออกจากชีวิตจริงของเมือง

 

2. บริบทประวัติศาสตร์: ความร่วมสมัยที่ต้องไม่ลบอดีต

ถนนราชดำเนินไม่ใช่เพียงถนนสายหนึ่งแต่คือ “urban heritage corridor” ที่สะท้อนโครงสร้างอำนาจ ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ของกรุงเทพฯ

การพัฒนาโครงการใหม่ในพื้นที่นี้จึงต้องเผชิญกับคำถามที่ละเอียดอ่อน: อาคารใหม่จะ “อยู่ร่วม” กับเมืองเดิมอย่างไรโดยไม่ลดทอนคุณค่าที่มีอยู่

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การ “เลียนแบบ” อดีต แต่คือการสร้างความร่วมสมัยที่“เคารพบริบท” ทั้งในแง่:

  • สเกลและสัดส่วนของอาคาร

  • การออกแบบที่แปลกตา จังหวะของอาคาร และช่องเปิด

  • และบรรยากาศเชิงพื้นที่ของถนนทั้งเส้น

นี่จึงไม่ใช่เพียงโจทย์ของการออกแบบสถาปัตยกรรมแต่เป็นโจทย์ของ “วัฒนธรรมเมือง” ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างอดีตและอนาคต

 

3. Public Space: พื้นที่ของทุกคน หรือเพียงภาพลักษณ์

แม้โครงการจะตั้งเป้าเป็น “พื้นที่เรียนรู้สำหรับทุกคน”แต่คำถามสำคัญคือ มันจะเป็น public space ที่แท้จริงได้หรือไม่

เพราะในเชิงผังเมืองพื้นที่สาธารณะไม่ได้ถูกนิยามด้วย “การอนุญาตให้เข้า”แต่ด้วย “ความสามารถในการดึงดูดให้คนอยากอยู่”

ประเด็นที่ต้องพิจารณา ได้แก่:

  • การเข้าถึงที่ไม่ถูกจำกัดด้วยต้นทุนหรือเงื่อนไข

  • ความยืดหยุ่นของการใช้งาน (flexibility)

  • และความหลากหลายของผู้ใช้งาน (social inclusivity)

หากพื้นที่ถูกออกแบบให้ “ดูเปิด” แต่ใช้งานจริงกลับมีข้อจำกัดมันอาจกลายเป็นเพียง public space ในเชิงภาพลักษณ์แต่ไม่ใช่ในเชิงประสบการณ์


4. การใช้งานจริง: อาคารจะมีชีวิต หรือกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ว่างเปล่า

ความเสี่ยงสำคัญที่สุดของโครงการประเภทนี้ ไม่ใช่เรื่องงบประมาณหรือการก่อสร้างแต่คือ “การถูกใช้งานจริง” (actual use)

อาคารอาจถูกออกแบบมาอย่างดี แต่หากขาดการบริหารจัดการและโปรแกรมกิจกรรมที่ต่อเนื่องพื้นที่ก็อาจไม่สามารถสร้าง “ชีวิต” ได้ ความสำเร็จของ OKMD จึงขึ้นอยู่กับ:

  • การออกแบบกิจกรรม (programming) ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้จริง

  • การบริหารจัดการระยะยาว

  • และการมีส่วนร่วมของชุมชน

เพราะในท้ายที่สุด เมืองไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยอาคาร แต่ด้วย “กิจกรรมและผู้คน”

 


OKMD ราชดำเนิน: มากกว่าโครงการ แต่คือบททดสอบของเมือง

ศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ OKMDไม่ใช่เพียงโครงการมูลค่าหลายร้อยล้านบาทแต่คือความพยายามในการตั้งคำถามใหม่กับสังคมไทยว่า

“ในโลกยุคใหม่ การเรียนรู้ควรเกิดขึ้นที่ไหน และเมืองควรมีบทบาทอย่างไร”

หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จมันอาจเปลี่ยนทั้ง:

  • รูปแบบของห้องสมุด → สู่พื้นที่เรียนรู้เชิงประสบการณ์

  • บทบาทของพื้นที่สาธารณะ → สู่พื้นที่สร้างสรรค์และแลกเปลี่ยน

  • และภาพของราชดำเนิน → จากย่านประวัติศาสตร์สู่ย่านการเรียนรู้

แต่หากล้มเหลวมันก็จะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ “มีรูปแบบ แต่ไร้ชีวิต”

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมโครงการนี้จึงมีความหมาย

ไม่ใช่เพราะมูลค่าการลงทุนหลายร้อยล้านบาท หรือเพราะตั้งอยู่บนถนนประวัติศาสตร์สายสำคัญของประเทศ แต่เพราะมันกำลังเป็น “สนามทดลอง” ของคำถามใหญ่ที่สุดข้อหนึ่งของสังคมไทยในศตวรรษที่ 21 ว่า

แหล่งเรียนรู้แห่งชาติควรมีหน้าตาอย่างไรในยุคที่ความรู้ไม่ได้อยู่ในหนังสือเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

OKMD ราชดำเนิน จึงไม่ใช่แค่โครงการก่อสร้างแต่คือความพยายามในการประกอบ “ระบบการเรียนรู้แบบใหม่”ที่หลอมรวม ห้องสมุด เทคโนโลยี maker culture พื้นที่สาธารณะวัฒนธรรมเมืองเก่า และการเรียนรู้ตลอดชีวิตเข้าไว้ในโครงสร้างเดียวกัน


หากทำได้สำเร็จที่นี่อาจไม่ใช่เพียงปลายทางของการมาเยือนแต่จะกลายเป็น “พื้นที่ประจำวัน” ของการเรียนรู้ของคนเมือง


แต่หากไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง “พื้นที่” กับ “ผู้คน” ได้จริงมันก็จะเป็นเพียงสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบ…ในเชิงรูปแบบเท่านั้น


ท้ายที่สุดแล้วคำตอบของโครงการนี้จะไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามของอาคารหรือความล้ำสมัยของเทคโนโลยี แต่อยู่ที่คำถามที่เรียบง่ายที่สุด และยากที่สุดในเวลาเดียวกันว่า

ผู้คนจะเลือกใช้มัน…หรือไม่

และคำตอบนั้นจะปรากฏชัดไม่ใช่ในแบบก่อสร้างแต่ใน “ชีวิตประจำวัน” ของเมืองหลังปี 2571 เป็นต้นไป

 


ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :

https://fm91bkk.com/newsarticle/2862

https://www.okmd.or.th/upload/pdf/2568/PDF/o6_Report_okmd_68

https://www.facebook.com/share/p/18VcMvtz6M/

https://thelist.group/realist/blog/national-knowledge-center/#google_vignette

 

2 วันที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 3 นาที

3

10

0

โพสต์ที่คล้ายกัน

ความคิดเห็น

แชร์ความคิดเห็นของคุณเชิญแสดงความคิดเห็น คุณคือคนแรกที่แสดงความคิดเห็นที่นี่
bottom of page