
เผยโฉม Central Embassy Phase 2 เปิดเกมใหม่ Luxury Retail กรุงเทพ ตึก 235 เมตร ใจกลางเพลินจิต เสร็จปี 2029
2 นาทีที่แล้ว
ใช้เวลาอ่าน 2 นาที
0
0
0

Ploenchit–Chidlom Luxury District ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ย่าน เพลินจิต–วิทยุ กำลังจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่อโครงการ Central Embassy ส่วนต่อขยาย (Phase 2) เตรียมเริ่มงานก่อสร้างในช่วงเดือนหน้า โดยเริ่มจากงานโครงสร้างใต้ดินของโครงการขนาดใหญ่บนพื้นที่เดิมของ British Embassy Bangkok
โครงการนี้เป็นการร่วมพัฒนาระหว่าง Central Pattana และ Hongkong Land ซึ่งถือเป็นหนึ่งในดีลอสังหาริมทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของกรุงเทพฯ ในช่วงทศวรรษนี้
หากพัฒนาแล้วเสร็จตามแผนในช่วง ปี 2029–2030 โครงการนี้จะเพิ่มพื้นที่ค้าปลีกระดับลักชัวรี และสร้างแลนด์มาร์กใหม่ของย่าน

โครงการใหม่บนที่ดิน 23 ไร่ ใจกลางกรุงเทพ
การพัฒนาโครงการ Central Embassy ส่วนต่อขยาย (Phase 2) ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 23 ไร่ โดยตัวโครงการจะเชื่อมต่อกับอาคาร Central Embassy เดิมแบบ Seamless Integration ตั้งแต่ชั้นใต้ดินไปจนถึงชั้นบน ทำให้กลายเป็นคอมเพล็กซ์เดียวกันทั้งระบบ
เมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ พื้นที่ค้าปลีกของ Central Embassy จะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า ส่งผลให้ย่านนี้มีขนาดและความหลากหลายของแบรนด์ระดับโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
Luxury Retail ระดับโลก: Boutique Maison ขนาดใหญ่
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของเฟสใหม่นี้คือแนวคิด Luxury Boutique Format ที่แตกต่างจากศูนย์การค้าทั่วไป ร้านค้าหลายแบรนด์จะถูกออกแบบเป็น Maison ขนาดใหญ่ 3–4 ชั้น (Triplex / Quadruplex) คล้ายกับ flagship stores ในเมืองแฟชั่นระดับโลก เช่น ปารีส มิลาน หรือโตเกียว
รูปแบบดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มใหม่ของแบรนด์ลักชัวรีที่ต้องการ
สร้าง brand experience เต็มรูปแบบ
ใช้พื้นที่สถาปัตยกรรมเพื่อเล่าเรื่องแบรนด์
รองรับ private client และ luxury services
หากแบรนด์ระดับ flagship เข้ามาครบถ้วน โครงการนี้มีศักยภาพที่จะกลายเป็นหนึ่งใน Luxury Retail Cluster ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตึกใหม่สูง 235 เมตร ออกแบบโดย BIG (Bjarke Ingels Group)
อาคารใหม่จะเป็น Mixed-use ขนาดใหญ่ สูงประมาณ 235 เมตร สูงราว 53–56 ชั้น ออกแบบโดย Bjarke Ingels Group
ดีไซน์ของอาคารใช้รูปแบบ stepped tower ไล่ระดับขึ้นด้านบน ทำให้เกิดมิติทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นใน skyline ของกรุงเทพฯ พร้อมทั้งช่วยสร้างพื้นที่ terrace และวิวเมืองในระดับต่างๆ
โครงการระยะที่สองไม่ได้มีเพียงพื้นที่ค้าปล ีก แต่ถูกพัฒนาเป็น Mixed-use Development ขนาดใหญ่ ประกอบด้วย
Luxury Retail Expansion
พื้นที่ค้าปลีกระดับลักชัวรีที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก
Grade A+ Office
สำนักงานระดับพรีเมียมสำหรับบริษัทข้ามชาติและธุรกิจระดับโลก
Luxury Branded Residences
ที่พักอาศัยระดับลักชัวรีประมาณ 141 ยูนิต
แม้จะยังไม่มีการประกาศแบรนด์อย่างเป็นทางการ แต่มีการคาดการณ์ว่าอาจเชื่อมโยงกับ Park Hyatt ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ใน Central Embassy เดิม
โมเดลการพัฒนาในลักษณะดังกล่าวถือเป็นหนึ่งใน แนวโน้มสำคัญของย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ในเมืองใหญ่ทั่วโลก เนื่องจากการผสมผสานฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลายภายในพื้นที่เดียวกันช่วยให้ย่านธุรกิจมี
กิจกรรมเกิดขึ้นตลอดทั้งวันไม่จำกัดเฉพาะช่วงเวลาทำงานเหมือนในอดีต
สร้างความต้องการพื้นที่สำนักงาน จากบริษัทและองค์กรที่ต้องการตั้งอยู่ในทำเลศูนย์กลางเมือง
กระตุ้นความต้องการในตลาดที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี สำหรับกลุ่มผู้อยู่อาศัยที่ต้องการใช้ชีวิตใกล้แหล่งงาน แหล่งไลฟ์สไตล์ และโครงสร้างพื้นฐานของเมืองอย่างครบถ้วน

Central Embassy Phase 2 จะส่งผลต่อ “ราคาที่ดินเพลินจิต” อย่างไร
การพัฒนา Central Embassy Phase 2 มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อมูลค่าที่ดินของย่านเพลินจิตอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในทำเลที่มีราคาที่ดินสูงที่สุดของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลราคาประเมินล่าสุดของกรมธนารักษ์สะท้อนว่าที่ดินในย่านนี้มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านบาทต่อตารางวา และในตลาดซื้อขายจริงบางดี ลก็มีการประเมินมูลค่าสูงกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจุบันย่าน เพลินจิต–ชิดลม–ราชประสงค์ (Ploenchit–Chidlom–Ratchaprasong) มีองค์ประกอบสำคัญของระบบเศรษฐกิจลักชัวรีครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น
เซ็นทรัลเอ็มบาสซี (Central Embassy)
เซ็นทรัลชิดลม (Central Chidlom)
เซ็นทรัลเวิลด์ (CentralWorld)
สยามพารากอน (Siam Paragon)
โรงแรมระดับห้าดาว
อาคารสำนักงานเกรด A
โครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี
การเกิดขึ้นของโครงการ Central Embassy Phase 2 จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่ศูนย์การค้าเท่านั้น แต่มีแนวโน้มที่จะ สร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจของพื้นที่ โดยเฉพาะในมิติของ แรงดึงดูดทางการค้าปลีก (Retail Gravity) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐศาสตร์เมืองที่อธิบายว่าศูนย์การค้าขนาดใหญ่สามารถดึงดูดผู้บริโภค การลงทุน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้าสู่พื้นที่ได้
การขยายพื้นที่ ค้าปลีกระดับลักชัวรี (Luxury Retail) ของ Central Embassy จะช่วยเพิ่มพลวัตของแบรนด์ระดับโลก (Critical Mass) ในย่านเพลินจิต ซึ่งมีแนวโน้มก่อให้เกิดผลลัพธ์สำคัญหลายประการ ได้แก่
ดึงดูด นักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง (High-spending tourists)
เพิ่ม การเคลื่อนไหวของผู้คนในพื้นที่ (Foot Traffic)
เสริมความแข็งแกร่งของ ระบบนิเวศค้าปลีกระดับลักชัวรี (Luxury Retail Ecosystem)
ปรากฏการณ์ลักษณะนี้สอดคล้องกับรูปแบบการพัฒนาของย่านค้าปลีกระดับโลก เช่น ออร์ชาร์ดโรด (Orchard Road) ในสิงคโปร์ กินซ่า (Ginza) ในโตเกียว อเวนิว มงแตญ (Avenue Montaigne) ในปารีส กรณีศึกษาจากเมืองเหล่านี้พบว่า เมื่อ แบรนด์ลักชัวรีจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จะก่อให้เกิดการแข่งขันในการครอบครองทำเล ส่งผลให้ ค่าเช่าพื้นที่ค้าปลีก (Retail Rent) และ ราคาที่ดิน (Land Value) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในบริบทของกรุงเทพมหานคร ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ระหว่างประเทศหลายแห่งระบุว่า ค่าเช่าพื้นที่ค้าปลีกในแนวแกนเพลินจิต–ราชประสงค์ อยู่ในระดับสูงที่สุดของประเทศไทยอยู่แล้ว การเพิ่มพื้นที่ค้าปลีกลักชัวรีใน Central Embassy Phase 2 มีแนวโน้มที่จะ
เพิ่ม ความต้องการพื้นที่จากแบรนด์ระดับโลก (Global Brand Demand)
สนับสนุนการเปิดร้านรูปแบบ แฟลกชิปสโตร์ (Flagship Store Format)
ยกระดับ ภาพลักษณ์ของย่าน (Retail Positioning) ให้เป็นจุดหมายค้าปลีกระดับพรีเมียม
เมื่อ Central Embassy Phase 2 เปิดใช้งาน พื้นที่ดังกล่าวจึงมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่การเป็น ระเบียงค้าปลีกลักชัวรี (Luxury Retail Corridor) ที่มีความหนาแน่นสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในลักษณะนี้มักส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าที่ดิน (Land Value) มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Value) ผ่านกลไกของการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่ การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และการกระตุ้นความต้องการพื้นที่

กรุงเทพฯกำลังกลายเป็น Luxury Retail Hub ของภูมิภาค
ในภาพรวม การขยายตัวของโครงการค้าปลีกระดับลักชัวรีในแนวแกน เพลินจิต–ชิดลม–ราชประสงค์ (Ploenchit–Chidlom–Ratchaprasong) กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจเม ืองกรุงเทพฯ
พื้นที่ใจกลางเมืองบริเวณนี้กำลังพัฒนาไปสู่การเป็น ย่านการค้าปลีกลักชัวรี (Luxury Retail District) ที่มีองค์ประกอบของเมืองระดับโลกครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ โรงแรมระดับห้าดาว อาคารสำนักงานเกรด A และที่อยู่อาศัยระดับบน ซึ่งทั้งหมดเชื่อมโยงกันผ่านโครงสร้างพื้นฐานของเมืองและระบบรถไฟฟ้า
ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์เมือง การรวมตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจระดับพรีเมียมในพื้นที่เดียวกันเช่นนี้ มักเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เมืองพัฒนาไ ปสู่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจลักชัวรีของภูมิภาค (Luxury Retail Hub)
หากโครงการสำคัญในย่านนี้สามารถพัฒนาแล้วเสร็จตามแผนในช่วง ปี 2029–2030 แนวแกนเพลินจิต–ชิดลม–ราชประสงค์อาจก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน Luxury Retail Corridor ที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีบทบาทใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองของกรุงเทพมหานครในทศวรรษข้างหน้า

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://www.facebook.com/share/p/1DYQsVG1Hj/?mibextid=wwXIfr
https://www.facebook.com/share/p/1BKpMvBqrT/
https://www.matichon.co.th/economy/news_4938961
https://designbuild.nridigital.com/design_build_review_apr20/elevating_studio
https://paris-local.com/shopping-in-paris/luxury-flagship-stores-in-paris/







