
เจาะลึก Central Rangsit 750 ไร่: Mega project 110,000 ล้าน ที่กำลัง “เปลี่ยนโครงสร้างกรุงเทพฯ ตอนเหนือ
16 ชั่วโมงที่แล้ว
ใช้เวลาอ่าน 2 นาที
1
6
0

ทำไม “รังสิต” ถึงกลายเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดของ Central Pattana และมันกำลังจะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ตอนเหนือไปอย่างไร
จาก “เมืองชานกรุง” สู่จุดเปลี่ยนของโครงสร้างเมือง
หากกล่าวถึง “รังสิต” ภาพจำของคนจำนวนมากยังคงเป็นพื้นที่ชานเมืองที่เติบโตตามแนวถนนพหลโยธิน เต็มไปด้วยการจราจร ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ และมหาวิทยาลัยที่กระจายตัวอยู่ตามแนวเส้นทางหลัก
อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ และอาจไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงในระดับย่าน หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับ “โครงสร้างเมือง” ของกรุงเทพมหานครตอนเหนือ

การประกาศวิสัยทัศน์ “A Future-Led Ecosystem” พร้อมงบลงทุนกว่า 110,000 ล้านบาทในช่วงปี 2569–2573 (คาดจะได้เห็นเฟสแรกภายใน 5 ปี) ของ Central Pattana ไม่ได้เป็นเพียงแผนธุรกิจของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ แต่คือ “การวางหมากเชิงโครงสร้างเมือง” (Urban Strategic Positioning) ที่กำลังสะท้อนให้เห็นว่า ภาคเอกชนกำลังเข้ามามีบทบาทในการ “กำหนดอนาคตของเมือง” มากขึ้นกว่าที่เคย
และในบรรดาโปรเจกต์ทั้งหมด ไม่มีโครงการใด “ชัด” และ “แรง” เท่ากับ Central Rangsit บนที่ดิน 750 ไร่ ซึ่งไม่ได้ถูกวางให้เป็นแค่ศูนย์การค้า แต่เป็น “เมืองใหม่” ที่มีระบบนิเวศทางเศรษฐกิจครบวงจร

ผังเมือง 2568: จุดปลดล็อกที่ทำให้ Mega Project เกิดขึ้น
เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ทำให้โครงการระดับนี้ “เกิดขึ้นได้” ไม่ใช่แค่เรื่องของที่ดินหรือดีมานด์ของย่าน แต่คือการเปลี่ยนแปลงของ ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2568
ในอดีต พื้นที่รังสิต–ธรรมศาสตร์ส่วนใหญ่ถูกกำหนดให้เป็น:
พื้นที่สีเขียว (เกษตรกรรม)
พื้นที่สีเหลือง (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย)
ซึ่งแทบ “ปิดประตู” การพัฒนาเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่
แต่เมื่อมีการปรับผังเมืองใหม่ พื้นที่ตามแนวถนนพหลโยธินจำนวนมากถูกยกระดับเป็น:
พื้นที่สีแดง (พาณิชยกรรม)
พื้นที่สีส้ม (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นสูง)
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสีบนแผนที่ แต่มันคือ “การปลดล็อกศักยภาพที่ดิน” และทันทีที่สีเปลี่ยน:
รูปแบบโครงการที่พัฒนาได้เพิ่มขึ้น
ความหนาแน่น (FAR) สูงขึ้น
และมูลค่าที่ดินเริ่มขยับ
นี่คือเหตุผลเชิงโครงสร้างที่ทำให้ Central Pattana กล้าลงทุนในสเกลที่ไม่เคยมีมาก่อน
ทำเลที่ “โครงสร้างพื้นฐานมาชนกันพอดี”
อีกเหตุผลสำคัญที่รังสิตถูกเลือก ไม่ใช่เพราะมัน “ว่าง” แต่เพราะมันกำลังกลายเป็นจุดที่ “ทุกระบบมาบรรจบกัน” พื้นที่นี้เชื่อมต่อ:
ถนนพหลโยธิน (แกนหลักของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ)
ทางด่วนโทลล์เวย์ (เข้าเมืองโดยตรง)
มอเตอร์เวย์ M6 (บางปะอิน–โ คราช)
และ SRT Red Line ช่วงรังสิต–ธรรมศาสตร์
ในเชิงผังเมือง นี่คือจุดที่ระบบคมนาคมหลายรูปแบบมาบรรจบกัน พื้นที่แบบนี้มีคุณสมบัติสำคัญคือสามารถพัฒนาเป็น “ศูนย์กลางเมืองใหม่” ได้ง่ายกว่าพื้นที่ทั่วไป

รังสิต: เมืองที่เติบโตแต่ “ไม่มีศูนย์กลาง”
หากมองในเชิงผังเมือง พื้นที่รังสิต–ค ลองหลวง–ปทุมธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เติบโตเร็วที่สุดของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พื้นที่นี้มีทั้งประชากรจำนวนมาก มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ เช่น ธรรมศาสตร์และกรุงเทพ รวมถึงฐานเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นที่แข็งแรง
แต่สิ่งที่พื้นที่นี้ “ขาด” มาโดยตลอด คือการมีศูนย์กลางเมืองที่ชัดเจน
ที่ผ่านมา พื้นที่เติบโตในลักษณะ “เกาะตามแนวถนนพหลโยธิน” หรือที่เรียกว่า Ribbon Development ทำให้กิจกรรมต่าง ๆ กระจายตัวออกไปเป็นเส้นยาว เมืองจึงมีลักษณะกระจาย (urban sprawl) และต้องพึ่งพารถยนต์เป็นหลัก (auto-oriented) แม้จะมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ เช่น Future Park Rangsit แต่ก็ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางเมือง” ได ้อย่างแท้จริง
การเกิดขึ้นของ Central Rangsit จึงมีความหมายมากกว่าการเติมโครงการใหม่ แต่คือความพยายาม “สร้างศูนย์กลางขึ้นมาใหม่” ในพื้นที่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

จาก “ห้าง” สู่ “เมือง”: แนวคิด Urban Ecosystem
หากย้อนดูพัฒนาการของ Central Pattana จะพบว่าบทบาทของบริษัทได้เปลี่ยนไปอย่างมาก จากผู้พัฒนา “ศูนย์การค้า” สู่การเป็น “ผู้สร้างระบบนิเวศเมือง” (Urban Ecosystem Builder) โครงการในยุคใหม่ของ Central ไม่ได้ประกอบ ด้วยเพียงพื้นที่ค้าปลีก แต่รวมถึงสำนักงาน โรงแรม ที่อยู่อาศัย และพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้โครงการสามารถรองรับกิจกรรมของเมืองได้อย่างครบวงจร
ในกรณีของ Central Rangsit ขนาดพื้นที่ 750 ไร่ ซึ่งใหญ่กว่าศูนย์การค้าทั่วไปหลายเท่า จึงแทบจะไม่สามารถนิยามว่าเป็น “ห้าง” ได้อีกต่อไป แต่ควรถูกมองว่าเป็น “Mixed-use District” หรือแม้กระทั่ง “เมืองย่อย”
สิ่งที่น่าสนใจคือ โมเดลนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับโลก แต่กำลังถูกนำมาใช้ในบริบทของกรุงเทพฯ อย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชานเมืองที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง
ในมุมนี้ Central ไม่ได้กำลัง “สร้างห้าง” แต่กำลัง “สร้างเมืองผ่านโครงสร้างอสังหาริมทรัพย์”
เมื่อโครงการขนาดใหญ่ระดับนี้เกิดขึ้น สิ่งที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการเปลี่ยนแปลงของ “แรงดึงดูดทางเศรษฐกิจ” (Economic Gravity) กิจกรรมที่เคยกระจายตัวอยู่ในหลายจุด จะเริ่มไหลเข้าสู่ศูนย์กลางใหม่ ผู้คนจะเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางและการใช้ชีวิต ธุรกิจจะย้ายตามแหล่งคน และพื้นที่โดยรอบจะเริ่มพัฒนาอย่างรวดเร็ว

โคร งการนี้มีเป้าหมายในการยกระดับทั้ง “คุณภาพชีวิตของผู้คน” และ “นิยามของเมืองแห่งอนาคต” ผ่านการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนฐานความรู้จากกรณีศึกษาเมืองน่าอยู่ระดับโลก (Global Livable Cities) โดยนำมาสังเคราะห์เป็นกรอบแนวคิดการออกแบบเมืองที่เน้นความสมดุลระหว่างมิติทางกายภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม
แนวคิดหลักของโครงการถูกถ่ายทอดผ่านหลักการ Livable Urban Design ซึ่งประกอบด้วย 4 แกนสำคัญที่ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
ประการแรก คือ Nature-Integrated Living ที่มุ ่งสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติผ่านการออกแบบพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่และพื้นที่สาธารณะคุณภาพสูง ซึ่งไม่เพียงทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นพื้นที่ส่งเสริมสุขภาวะ (Well-being) และคุณภาพชีวิตในระยะยาว (Longevity) ของผู้ใช้งานเมือง
ประการที่สอง คือ Multi-Generational Living ที่ให้ความสำคัญกับความครอบคลุมของประชากรทุกช่วงวัย ผ่านการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมที่เป็น Universal Design รองรับการใช้ชีวิตของทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุอย่างเท่าเทียม ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่และบริการของเ มือง
ประการที่สาม คือ Sustainable Living ซึ่งสะท้อนผ่านระบบการจัดการเมืองที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านพลังงาน ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งลดผลกระทบระยะยาว และสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองของระบบเมือง (Urban Resilience)
ประการสุดท้าย คือ Walkable & Connected Living ที่มุ่งพัฒนาโครงสร้างเมืองให้เอื้อต่อการเดินเท้าและการเ ชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ ลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล และช่วยลดมลพิษในเมือง โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบโครงข่ายการสัญจรที่เชื่อมโยงทั้งในระดับพื้นที่และระดับโครงสร้างเมือง
ภายใต้กรอบแนวคิดดังกล่าว โครงการตั้งเป้าหมายในการพัฒนา “เมืองที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน” (Inclusive City) ที่สามารถรองรับกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการอยู่อาศัย การทำงาน และการพักผ่อนในพื้นที่เดียวกัน
ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ โครงการยังถูกออกแบบให้มี Super Regional Mall เป็นแกนกลางของกิจกรรม (Urban Core) ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ แหล่งจ้างงาน และพื้นที่รองรับการใช้ชีวิตของผู้คนในระดับภูมิภาค (Regional Scale) ส่งผลให้โครงการไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เชิงพาณิชย์ แต่เป็น “ระบบนิเวศเมือง” (Urban Ecosystem) ที่สามารถขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตไปพร้อมกัน
โครงการนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นความพยายามในการ “ออกแบบเมืองใหม่” ที่ผสานแนวคิดด้านความน่าอยู่ ความยั่งยืน และการเติบโตทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม

โครงสร้างพื้นฐาน: ตัวแปรชี้ชะตาความสำเร็จ และโอกาสของTOD
อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะมีศักยภาพสูง แต่ปัจจัยสำคัญที่ชี้ชะตาความสำเร็จคือ “การเชื่อมต่อกับระบบคมนาคม”
ทำเลของโครงการถือว่าได้เปรียบอย่างมาก เนื่องจากอยู่ติดถนนพหลโยธิน เชื่อมต่อทั้งทางด่วนโทลล์เวย์ มอเตอร์เวย์ M6 และใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดง หากโครงการสามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็มีโอกาสพัฒนาไปสู่รูปแบบของ Transit-Oriented Development (TOD) ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพารถยนต์ และเพิ่มความหนาแน่นของกิจกรรมในพื้นที่ แต่ในทางกลับกัน หากการเชื่อมต่อไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง โครงการขนาดใหญ่นี้ก็อาจกลายเป็นเพียง “Mega Mall” ที่สร้างอาณาจักรล้อมรั้ว และภาระการจราจรให้กับพื้นที่โดยรอบ
มูลค่าที่ดิน: การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก่อนโครงการสร้างเสร็จ
หนึ่งในผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดของ Mega Development คือการเพิ่มขึ้นของมูลค่าที่ดินโดยรอบ
ในเชิงทฤษฎีอสังหาริมทรัพย์ ศูนย์การค้าขนาดใหญ่หรือ Mixed-use Development สามารถสร้าง “Land Premium” ให้กับพื้นที่โดยรอบได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากทำให้พื้นที่นั้นมีความน่าสนใจมากขึ้น ทั้งในด้านการอยู่อาศัยและการลงทุน
สำหรับ Central Rangsit พื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์โดยตรง ได้แก่ ถนนพหลโยธินช่วงรังสิต–คลองหลวง รวมถึงพื้นที่เชื่อมต่อกับมหาวิทยาลัยและโครงสร้างพื้นฐานหลัก ในขณะที่พื้นที่รอบนอก เช่น ลำลูกกา ธัญบุรี หรือแม้แต่ปทุมธานีตอนใน ก็อาจได้รับผลกระทบเชิงบวกในระยะถัดไป
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเพิ่มขึ้นของมูลค่าที่ดินมักเกิดขึ้น “ก่อน” ที่โครงการจะสร้างเสร็จ ซึ่งเปิดโอกาสให้กับนักลงทุนที่สามารถมองเห็นศักยภาพล่วงหน้า
การเปลี่ยนพฤติกรรมของคนเมือง : เมื่อ “ชีวิต” ไม่ต้องเข้าเมืองอีกต่อไป
เมื่อเมืองมีศูนย์กลางใหม่เกิดขึ้น พฤติกรรมของผู้คนก็จะเปลี่ยนไปด้วย
จากเดิมที่คนในโซนรังสิตอาจต้องเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อทำงานหรือใช้ชีวิต โครงการขนาดใหญ่นี้อาจทำให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้ภายในพื้นที่ของตนเองมากขึ้น
ในระดับโลก เราเห็นแนวโน้มนี้ในเมืองใหญ่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Edge City ในสหรัฐอเมริกา หรือการพัฒนา New Town ในประเทศจีน ซึ่งล้วนมีเป้ าหมายเพื่อลดความแออัดของศูนย์กลางเมืองเดิม และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจออกไป ในบริบทของกรุงเทพฯ Central Rangsit อาจเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เมืองที่มีหลายศูนย์กลาง (polycentric city) อย่างเต็มรูปแบบ

ความเสี่ยงที่ต้องจับตา
แม้โครงการจะมีศักยภาพสูง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา
ประการแรก คือความเสี่ยงด้านอุปทาน (Over-supply) โดยเฉพาะในภาคค้าปลีก ซึ่ง กำลังเผชิญกับการแข่งขันจาก E-commerce และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
ประการที่สอง คือปัญหาการจราจร หากโครงการไม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจทำให้ถนนพหลโยธินเผชิญกับภาวะจราจรติดขัดอย่างรุนแรง
ประการสุดท้าย คือผลกระทบต่อโครงการเดิมในพื้นที่ ซึ่งอาจต้องปรับตัวหรือreposition เพื่อแข่งขันกับศูนย์กลางใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น
“แหล่งงาน” โจทย์สำคัญที่ต้องคำนึงถึง
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในมิติของการพัฒนาเมืองในระดับโครงสร้าง การสร้าง “ศูนย์กลางการเติบโตทางตอนเหนือ” (North Growth Pole) ไม่สามารถพึ่งพาเพียงการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่พาณิชยกรรมขนาดใหญ่ได้เพียงอย่างเดียว
แม้องค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นและสร้างกิจกรรมในพื้นที่ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะยกระดับพื้นที่ให้กลายเป็นศูนย์กลางเมืองอย่างแท้จริง
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว คือ “การสร้างแหล่งงาน” (economic base) ในลักษณะของศูนย์กลางเศรษฐกิจย่อย หรือ Sub-CBD ที่สามารถดึงดูดแรงงาน ธุรกิจ และการลงทุนเข้าสู่พื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสร้างกำลังซื้อภายในตัวเอง (self-sustained demand) หากปราศจากกลไกนี้ พื้นที่ก็มีแนวโน้มจะยังคงอยู่ในสถานะ “เมืองที่อยู่อาศัย” หรือ dormitory town ที่ผู้คนยังต้องพึ่งพาการเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางเมืองเดิม
แม้โครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมต่อระบบคมนาคม และการออกแบบพื้นที่สาธารณะคุณภาพสูงจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของเมือง แต่ในเชิงระบบแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเพียง “เงื่อนไขจำเป็น” ที่ยังต้องถูกเติมเต็มด้วย “กิจกรรมทางเศรษฐกิจ” (economic activities) เพื่อให้เกิดการใช้งานจริงในระยะยาว
การสร้างแหล่งงานใหม่ในระดับเมืองจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยนโยบายด้านการดึงดูดการลงทุน มาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ และการเปิดโอกาสเชิงกฎระเบียบจากภาครัฐ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเข้ามาตั้งฐานและสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ในพื้นที่ได้
การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเมืองภายใต้แรงขับเคลื่อนของภาคเอกชน
ในบริบทของการพัฒนา “North Growth Pole” ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ขนาดของโครงการหรือมูลค่าการลงทุน หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้าง “ฐานเศรษฐกิจ” ที่ทำให้พื้นที่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองในระยะยาว
การพัฒนาเมืองในระดับนี้ไม่สามารถขับเคลื่อนโดยภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งได้เพียงลำพัง ภาครัฐมีบทบาทในการกำหนดนโยบายและสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุน ขณะที่ภาคเอกชนมีศักยภาพในการขับเคลื่อนโครงการและดึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้าสู่พื้นที่ หากขาดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ โครงการขนาดใหญ่ก็อาจไม่สามารถยกระดับพื้นที่ให้กลายเป็น “ศูนย์กลางเมือง” ได้จริง
Central Rangsit จึงควรถูกมองในฐานะ “ตัวเร่งปฏิกิริยาเมือง” ที่กำลังจุดประกายการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่รังสิต แต่การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงการเพียงโครงการเดียว หากแต่เป็นผลจากการซ้อนทับของการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายที่ต้องทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บทบาทของภาคเอกชนในปัจจุบันได้ขยับจาก “ผู้พัฒนาโครงการ” ไปสู่ “ผู้ร่วมกำหนดทิศทางของเมือง” อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านนี้ จะไม่ได้ถูกวัดจากความยิ่งใหญ่ของโครงการ แต่จะถูกตัดสินจากความสามารถในการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ทำให้พื้นที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ท้ายที่สุด รังสิตกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนจาก “พื้นที่ชานเมือง” ไปสู่ “ศูนย์กลางใหม่” ของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ และคำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเมืองจะเติบโตไปอย่างไร แต่คือ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะสามารถสร้าง “เมืองจริง” ที่มีชีวิตทางเศรษฐกิจในตัวเองได้หรือไม่
ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://thestandard.co/central-pattana-rangsit-project/
https://hilight.kapook.com/view/252672
https://www.bangkokbiznews.com/business/1226682
https://www.facebook.com/share/p/1FKbhXVbFy/
https://www.prachachat.net/property/news-1956539
https://www.facebook.com/share/p/1GrwEqniZr/







