
สิงคโปร์เผยโฉมโครงการยักษ์ “Wetlands by the Bay”ขยาย Gardens by the Bay สองเท่า พร้อมพิพิธภัณฑ์ teamLab แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
6 วันที่แล้ว
ใช้เวลาอ่าน 3 นาที
0
2
0

สิงคโปร์ยังคงเดินหน้าพัฒนาเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดรัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศโครงการใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก นั่นคือ “Wetlands by the Bay” ซึ่งเป็นโครงการขยายพื้นที่ของ สวน Gardens by the Bay สวนสาธารณะระดับโลกที่ตั้งอยู่บริเวณ อ่าวมารีนา (Marina Bay) ใจกลางประเทศ
โครงการใหม่นี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งใน โครงการพัฒนาเมืองของสิงคโปร์ (Singapore urban development projects) ที่สำคัญที่สุดของทศวรรษ และมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็น แหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งใหม่ของสิงคโปร์ (Singapore tourist attraction)ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในอนาคต
สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่นไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ แต่เป็นการผสมผสาน ธรรมชาติ ศิลปะดิจิทัล เทคโนโลยี และพื้นที่สาธารณะของเมือง เข้าด้วยกันอย่างล้ำสมัย โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการเปิด teamLab Flagship Museum แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โครงการ Wetlands by the Bay Singapore มีกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2028 และคาดว่าจะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของภูมิภาคเอเชีย

Gardens by the Bay: แลนด์มาร์กระดับโลกของสิงคโปร์
เมื่อพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวของสิงคโปร์ หนึ่งในชื่อที่ปรากฏอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกคือ Gardens by the Bay
สวนสาธารณะขนาดกว่า 100 เฮกตาร์ แห่งนี้เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2012 และกลายเป็นหนึ่งใน แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของสิงคโปร์ (Singapore tourist attractions) ที่มีผู้มาเย ือนมากที่สุด โดยมีแลนด์มาร์กสำคัญของสวนแห่งนี้ ได้แก่
Supertree Grove โครงสร้างต้นไม้ยักษ์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง
Flower Dome เรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
Cloud Forest เรือนกระจกที่จำลองสภาพป่าฝนเขตร้อน
Gardens by the Bay ไม่ได้เป็นเพียงสวนสาธารณะธรรมดา แต่เป็นโครงการที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของสิงคโปร์ในการพัฒนาเมืองให้เป็น “City in a Garden”
แนวคิดดังกล่าวทำให้สิงคโปร์กลายเป็นตัวอย่างของ Singapore green city development ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก

Wetlands by the Bay: โครงการขยายสวนครั้งใหญ่
โครงการ Wetlands by the Bay Singapore ถือเป็นการขยายพื้นที่ของGardens by the Bay ครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่เปิดสวน พื้นที่โครงการมีขนาดประมาณ 5 เฮกตาร์ และตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณ Kingfisher Wetlands ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่ถูกพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ
แนวคิดหลักของโครงการคือการสร้างระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำของเมือง (urban wetland ecosystem) ภายในเมือง โดยเพิ่มพืชพันธุ์มากกว่า 50,000 ต้น รวมถึงพืชชายฝั่งและพืชป่าชายเลนกว่า 600 ชนิด
พื้นที่ชุ่มน้ำลักษณะนี้มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศเมือง เพราะช่วยสร้างที่อยู่ อาศัยให้กับสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น นกน้ำ นกกระเต็น สัตว์น้ำชายฝั่ง และสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ การพัฒนา Singapore wetlands park ใจกลางเมืองสะท้อนแนวคิดการวางผังเมืองที่เน้นการฟื้นฟูธรรมชาติและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
ทั้งนี้สามารถสรุปเป็นองค์ประกอบหลักในการพัฒนาได้ 6 องค์ประกอบ ดังนี้

พิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทั ลระดับโลก teamLab Museum Singapore
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของโครงการคือ พิพิธภัณฑ์ teamLab Museum Singapore ซึ่งพัฒนาโดยกลุ่มศิลปินดิจิทัลจากญี่ปุ่น teamLab ที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากการสร้างนิทรรศการศิลปะดิจิทัลแบบมีส่วนร่วม หรือ ศิลปะดิจิทัลแบบอิมเมอร์ซีฟ (immersive digital art) ผลงานของ teamLab ได้รับความนิยมอย่างมากและเคยจัดแสดงในเมืองสำคัญของโลกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น โตเกียว (Tokyo), โอซาก้า (Osaka), อาบูดาบี (Abu Dhabi), มาเก๊า (Macao) และ เซี่ยงไฮ้ (Shanghai)
สำหรับโครงการ Wetlands by the Bay สิงคโปร์จะสร้าง พิพิธภัณฑ์ทีมแล็บระดับแฟลกชิป (teamLab flagship museum)ขนาดประมาณ 12,000 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็น พิพิธภัณฑ์ teamLab แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (teamLab museum Southeast Asia) พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะนำเสนอประสบการณ์ศิลปะรูปแบบใหม่ที่ผสมผสาน เทคโนโลยีดิจิทัล (digital technology) ศิลปะแบบโต้ตอบกับผู้ชม (interactive art) และ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ (nature environment) เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์การรับชมศิลปะที่ทั้งตื่นตา มีส่วนร่วม และเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างไร้รอยต่อ

พื้นที่ชุ่มน้ำ Kingfisher Wetlands (ขยายใหม่)
พื้นที่ Kingfisher Wetlands เดิมจะได้รับการพัฒนาและขยายให้มีขนาดใหญ่ขึ้นประมาณ 3 เท่า พร้อมเพิ่มพืชพันธุ์ใหม่กว่า 50,000 ต้น ภายในพื้นที่โครงการ รวมถึงพืชป่าชายเลนและพืชชายฝั่งมากกว่า 600 ชนิด เพื่อสร้างระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น การพัฒนาดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในเมือง และช่วยสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยให้กับสัตว์ป่าและนกน้ำในระบบนิเวศของอ่าวมารีนา
ขณะเดียวกัน หนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดภายใน พิพิธภัณฑ์ teamLab สิงคโปร์ (teamLab Singapore museum) คือกิจกรรม Pedal Kayak Experience ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมสามารถพายเรือคายัคผ่านพื้นที่จัดแสดงศิลปะดิจิทัลภายในอาคาร พร้อมกับชมภูมิทัศน์ของพื้นที่ชุ่มน้ำจริงภายนอกอาคารไปพร้อมกัน
แนวคิดของกิจกรรมนี้ทำให้การชมงานศิลปะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเดินดูนิทรรศการในพื้นที่จัดแสดงเท่านั้น แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่ผสมผสานระหว่าง ศิลปะ (art) เทคโนโลยี (technology) และ ธรรมชาติ (nature) เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ จนเกิดเป็นรูปแบบใหม่ของ ประสบการณ์พิพิธภัณฑ์แบบเสมือนจริงและมีส่วนร่วม (immersive museum experience) ที่เปิดมิติใหม่ให้กับการเรียนรู้และการรับรู้ศิลปะร่วมสมัย

ทางเดินลอยฟ้าเหนือพื้นที่ชุ่มน้ำ (Cantilevered Canopy Boardwalk)
หนึ่งองค์ประกอบสำคัญของโครงการคือ ทางเดินลอยฟ้าเหนือพื้นที่ชุ่มน้ำ (Cantilevered Canopy Boardwalk) ซึ่งเป็นทางเดินยกระดับที่ออกแบบให้ยื่นออกเหนือพื้นที่ชุ่มน้ำของโครงการ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ในการสำรวจธรรมชาติและระบบนิเวศภายในสวน ผู้มาเยือนสามารถเดินชมภูมิทัศน์ของพื้นที่ชุ่มน้ำจากมุมมองที่แตกต่าง พร้อมสัมผัสบรรยากาศของธรรมชาติที่ผสานอยู่ภายในเมืองอย่างใกล้ชิด
ทางเดินแห่งนี้ยังมีบทบาทสำคัญในด้าน การเชื่อมโยงโครงสร้างการสัญจรของพื้นที่ (connectivity) โดยทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างพื้นที่สวนกับสถานี เอ็มอาร์ทีการ์เดนส์บายเดอะเบย์ (MRT Gardens by the Bay) ช่วยให้การเดินทางเข้าสู่สวนเป็นไปอย่างสะดวกและต่อเนื่องมากขึ้นสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวและประชาชน
นอกจากนี้ ทางเดินดังกล่าวยังถูกออกแบบให้เป็นจุดชมวิวสำคัญของพื้นที่ โดยผู้มาเยือนสามารถมองเห็นทัศนียภาพของ เส้นขอบฟ้าอ่าวมารีนา (Marina Bay skyline) พื้นที่ริมน้ำของเมืองสิงคโปร์ (Singapore waterfront) รวมถึงภูมิทัศน์ธรรมชาติของพื้นที่ชุ่มน้ำในโครงการ Wetlands by the Bay ซึ่งสร้างประสบการณ์การเดินชมสวนที่ผสมผสานทั้งเมือง น้ำ และธรรมชาติไว้ในมุมมองเดียว

พื้นที่กิจกรรมเมืองและชุมชนแห่งใหม่
โครงการ Wetlands by the Bay ยังรวมถึงการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสำหรับกิจกรรมของเมือง โดยมีการสร้างสนามหญ้าขนาดใหญ่แห่งใหม่ที่เรียกว่า Glade Lawn ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 3,500 ตารางเมตร
พื้นที่แห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นลานกิจกรรมกลางแจ้งที่มีความยืดหยุ่น สามารถรองรับกิจกรรมของเมืองได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมของชุมชน (community events) การแสดงดนตรีหรือคอนเสิร์ตกลางแจ้ง (concerts) เทศกาลและงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ (festivals) รวมถึงกิจกรรมนันทนาการกลางแจ้ง (outdoor activities)
ลักษณะของพื้นที่สนามหญ้าเปิดโ ล่งเช่นนี้มีบทบาทสำคัญต่อการสร้าง พื้นที่สาธารณะของเมือง (urban public space) ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งในแง่ของการพักผ่อน การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม และการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในเมือง ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของคุณภาพชีวิตในเมืองสมัยใหม่

พื้นที่ร้านอาหารริมอ่าว Waterfront Dining Experience
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของโครงการคือการพัฒนาพื้นที่ร้านอาหารริมอ่าว พื้นที่เดิมของ Satay by the Bay จะถูกปรับปรุงให้เป็นอาคารร้านอาหารสองชั้น พร้อมวิวของ อ่างเก็บน้ำมารีนา (Marina Reservoir) และภูมิทัศน์ของอ่าวมารีนาโดยรอบ
พื้นที่ร้านอาหารแห่งใหม่นี้จะรวมประสบการณ์การรับประทานอาหารที่หลากหลาย ทั้ง อาหารท้องถิ่นของสิงคโปร์ (local Singapore food) ร้านอาหารบรรยากาศสบายแบบ แคชวลไดนิ่ง (casual dining) รวมถึงร้านอาหารที่ออกแบบให้สามารถรับประทานอาหารพร้อมชมวิวริมน้ำ หรือ ประสบการณ์รับประทานอาหารริมอ่าว (waterfront dining experience)
แนวคิดดังกล่าวทำให้พื้นที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดรับประทานอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่พักผ่อนและชมทัศนียภาพของ Marina Bay ที่เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสบรรยากาศของเมืองและธรรมชาติไปพร้อมกัน

สะพานเชื่อม Bay South และ Bay East Garden
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาพื้นที่รอบ Gardens by the Bay คือการก่อสร้างสะพานคนเดินแห่งใหม่ที่มีความยาวประมาณ 550 เมตร เพื่อเชื่อมพื้นที่สวนสองฝั่งของอ่าว ไ ด้แก่ Bay South Garden และ Bay East Garden เข้าด้วยกันโดยตรง สะพานแห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าโครงสร้างสำหรับการสัญจร แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเดินชมภูมิทัศน์ริมอ่าว Marina Bay อย่างใกล้ชิด
แนวคิดการออกแบบของสะพานเน้นให้ผู้ใช้งานสามารถสัมผัสบรรยากาศของน้ำและภูมิทัศน์โดยรอบได้อย่างเต็มที่ โดยในบางช่วงของสะพานจะถูกออกแบบให้มีระดับความสูงใกล้กับผิวน้ำ ทำให้ผู้เดินรู้สึกเสมือนกำลัง “เดินอยู่บนผิวน้ำ” พร้อมเปิดมุมมองใหม่ของทัศนียภาพอ่าว Marina Bay และเส้นขอบฟ้าของเมืองสิงคโปร์ในมุมที่ไม่เคยมีมาก่อน
นอกจากบทบาทในด ้านประสบการณ์เชิงภูมิทัศน์แล้ว สะพานแห่งนี้ยังมีความสำคัญในเชิง การเชื่อมโยงโครงสร้างเมือง (urban connectivity) เพราะจะช่วยให้การเดินทางระหว่างพื้นที่สวนทั้งสองฝั่งเป็นไปอย่างสะดวกและต่อเนื่องมากขึ้น ผู้มาเยือนสามารถเดินหรือปั่นจักรยานข้ามอ่าวเพื่อเชื่อมต่อกิจกรรมระหว่าง Bay South Garden ซึ่งเป็นพื้นที่หลักของ Gardens by the Bay กับ Bay East Garden ที่กำลังพัฒนาให้เป็นพื้นที่สวนและกิจกรรมสาธารณะขนาดใหญ่ในอนาคต
เมื่อแล้วเสร็จ สะพานแห่งนี้จะไม่เพียงเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเดินทางเท่านั้น แต่ยังมีแนวโน้มที่จะกลายเป็น จุดชมวิวและแลนด์มาร์กใหม่ของ Marina Bay ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสความสัมพันธ์ระหว่างเมือง น้ำ และภูมิทัศน์ธรรมชาติขอ งสิงคโปร์ในมิติที่แตกต่างออกไป

Marina Bay Mega Development
เมื่อมองในภาพรวม โครงการ Wetlands by the Bay สิงคโปร์ ไม่ได้เป็นเพียงส่วนขยายของสวนสาธารณะเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการพัฒนาพื้นที่ อ่าวมารีนา (Marina Bay development) ซึ่งกำลังถูกยกระดับให้เป็นศูนย์กลางกิจกรรมของเมืองในอนาคต
ปัจจุบันพื้นที่ Marina Bay กำลังรวบรวมโครงการสำคัญหลายโครงการไว้ในบริเวณเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น อนุสรณ์สถานผู้ก่อตั้งประเ ทศ (Founders’ Memorial) การปรับปรุงพื้นที่ สวน Bay East Garden (Bay East Garden redevelopment) รวมถึงโครงการด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวอย่าง Therme Singapore wellness resort โครงการเหล่านี้เมื่อรวมกันจะค่อย ๆ เปลี่ยนพื้นที่ริมน้ำแห่งนี้ให้กลายเป็น ย่านวัฒนธรรมและกิจกรรมริมอ่าวระดับโลก (global waterfront cultural district)ของสิงคโปร์
Singapore City in Nature
การพัฒนา Wetlands by the Bay ยังสะท้อนวิสัยทัศน์สำคัญของรัฐบาลสิงคโปร์ที่ต้องการผลักดันประเทศสู่แนวคิด “เมืองในธรรมชาติ” (City in Nature) ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนาเมืองที่ให้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเมืองอย่างแท้จริง
แนวคิดนี้เน้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการออกแบบเมืองให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ตัวอย่างโครงการที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าว ได้แก่ Jewel Changi Airport ศูนย์กลางการเดินทางที่ผสานสวนป่าในอาคาร Mandai Nature Reserve พื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติขนาดใหญ่ของประเทศ รวมถึง Gardens by the Bay ที่กลายเป็นแลนด์มาร์กระดับโลก
ในบริบทนี้ Wetlands by the Bay จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาเมืองสีเขียวของสิงคโปร์ หรือ การพัฒนาเมืองสีเขียว ที่ผสมผสานธรรมชาติ เทคโนโลยี และกิจกรรมเมืองเข้าด้วยกัน
บทเรียนจากสิงคโปร์ ประเทศ เพื่อนบ้านในภูมิภาค
โครงการ Wetlands by the Bay สิงคโปร์ จึงไม่ได้เป็นเพียงการขยายสวนสาธารณะ แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์เมืองรูปแบบใหม่ที่หลอมรวม ธรรมชาติ ศิลปะ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยว เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
เมื่อโครงการเปิดเต็มรูปแบบในปี 2028 มีความเป็นไปได้สูงว่า Wetlands by the Bay จะกลายเป็นหนึ่งใน แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของสิงคโปร์ (Singapore tourist attractions) และตอกย้ำบทบาทของ Marina Bay ในฐานะศูนย์กลางกิจกรรมเมืองระดับโลก
สำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การพัฒนาของสิงคโปร์อาจสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางหนึ่งของการพัฒนาเมืองในศตวรรษที่ 21 เมืองที่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้วยขนาดของโครงสร้างพื้นฐานหรืออาคารสูงเท่านั้น แต่แข่งขันกันด้วย คุณภาพของพื้นที่สาธารณะ ระบบนิเวศเมือง และประสบการณ์ของผู้คนในเมือง
ในฐานะเพื่อนบ้านในภูมิภาค ความเคลื่อนไหวของสิงคโปร์จึงไม่เพียงเป็นข่าวการพัฒนาเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างของการวางยุทธศาสตร์เมืองระยะยาว ที่ใช้ภูมิทัศน์ ธรรมชาติ และวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตของเมืองอย่างจริงจัง
ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://www.visitsingapore.com/things-to-do/urban-wellness/green-spaces
https://thesmartlocal.com/read/wetlands-by-the-bay-gardens-by-the-bay
https://www.channelnewsasia.com/singapore/wetlands-bay-teamlab-flagship-museum-gardens
https://thehoneycombers.com/singapore/wetlands-by-the-bay-expansion-singapore
https://www.stomp.sg/trending-now/teamlab-museum-be-built-gardens-bay-part-expanded-urban-wetland
https://kindconnext.com/kindcult/city-in-a-garden/







