
วิเคราะห์นโยบายพรรคการเมืองปี 2569 ต่อปัญหา PM 2.5 ผ่านเลนส์ผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และธรรมาภิบาลเมือง
7 ชั่วโมงที่แล้ว
ใช้เวลาอ่าน 2 นาที
1
9
0

จากเวทีการดีเบตทางการเมืองในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ประเด็น “อากาศสะอาด” กลายเป็นหัวข้อหลักที่แทบทุกพรรคการเมืองหยิบยกขึ้นมาเป็นทั้ง ความหวัง และ จุดขายทางนโยบายของตนเอง
อย่างไรก็ตาม แม้ทุกพรรคจะกล่าวถึงปัญหาเดียวกัน แต่แนวทางในการแก้ไขกลับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในแง่มุมมอง วิธีคิด และเครื่องมือเชิงนโยบาย
บทความนี้ LAD จึงขอถอด “นโยบาย PM 2.5” ของพรรคการเมืองหลัก พร้อมวิเคราะห์ผ่านเลนส์ผังเมือง เพื่อชี้ให้เห็นว่า นโยบายเหล่านี้สะท้อนโจทย์โครงสร้างเมืองไทยอย่างไร และกำลังพาเราไปสู่จุดไหน

PM 2.5 จากปัญหาสิ่งแวดล้อม สู่ “วาระผังเมืองระดับชาติ”
ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 และคุณภาพอากาศ ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมหรือสาธารณสุขอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น วาระร่วมของสังคมไทย ที่ทุกพรรคการเมืองไม่อาจหลีกเลี่ยงในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569
ค่าฝุ่นที่พุ่งสูงเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร (เกิน 37.5 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ซึ่งเริ่มหนักตั้งแต่เมื่อ 14 มกราคม 2569 เป็นต้นมา) สะท้อนชัดว่า ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับ โครงสร้างเมือง ระบบขนส่ง พลังงาน เกษตร อุตสาหกรรม และการกำกับข้ามพรมแดนอย่างแยกไม่ออก
จากการรวบรวมนโยบายของ 4 พรรคการเมืองใหญ่ สามารถมองเห็น “ชุดความคิด” ในการจัดการฝุ่นที่แตกต่างกัน แต่ล้วนชี้ไปสู่คำถามเดียวกันว่า เมืองไทยจะจัดการอากาศสะอาดอย่างเป็นระบบได้อย่างไร

แนวนโยบาย 4 พรรคการเมือง: มองฝุ่นจากมุมต่าง แต่โครงสร้างเดียวกัน
พรรคเพื่อไทย
อากาศสะอาด = สิทธิมนุษยชน และต้องมีโครงสร้างถาวร
เพื่อไทยวางกรอบ PM 2.5 เน้นย้ำถึงประเด็น “สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน” และเสนอการแก้ปัญหาแบบ ครบวงจรตามช่วงเวลา
ระยะสั้น : ระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า การอพยพกลุ่มเสี่ยง แจกหน้ากาก และสั่งหยุดโรงเรียนเมื่อค่าฝุ่นวิกฤต
ระยะกลาง :
o เกษตรไม่เผา (ปล่อยน้ำเข้านา ไถกลบตอซัง ประสานโรงงานน้ำตาล)
o ปลูกต้นไม้ดักจับฝุ่น
o จูงใจใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดด้วยมาตรการภาษี
ระยะยาว :
o ผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด
o เพิ่มบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
o บังคับใช้กฎหมายกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
o เจรจาแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน และพัฒนาเทคโนโลยีเกษต รไม่เผา
จากนโยบายของพรรค เน้น กฎหมายแม่บท + การกระจายอำนาจ เพื่อให้เมืองและท้องถิ่นมีเครื่องมือจัดการคุณภาพอากาศของตนเอง

พรรคภูมิใจไทย
ลดฝุ่นผ่านการเปลี่ยนระบบพลังงานและการเดินทาง พร้อมลดค่าครองชีพ
ภูมิใจไทยมองว่า การลดแหล่งกำเนิดฝุ่นในชีวิตประจำวันจะยั่งยืนกว่าการแก้เฉพาะหน้า และผูกการแก้ฝุ่นเข้ากับเศรษฐกิจครั วเรือน
ขนส่งสาธารณะไฟฟ้า (EV)
o เปลี่ยนรถเมล์ทั้งหมดใน กทม.และปริมณฑล ภายใน 3 ปี
o ค่าโดยสาร 10–40 บาท ทุกสาย ตลอดวัน
พลังงานสะอาดระดับครัวเรือน
o ติดโซลาร์เซลล์หลังคาบ้านฟรี
o ลดค่าไฟเฉลี่ย ~450 บาท/เดือน
o ระบบเครดิตพลังงาน
เชื่อมพลังงานกับการเดินทาง
o สิทธิซื้อรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าราคาต่ำ
o ใช้เครดิตพลังงานชาร์จไฟ
จากนโยบายของพรรค ชี้ไปที่ เมืองพลังงานสะอาด + การเดินทางต้นทุนต่ำ ซึ่งมีผลต่อรูปแบบการใช้เมืองและความเท่าเทียมในการเข้าถึงระบบขนส่ง

พรรคประชาชน
แก้ที่ต้นตอ ปฏิรูประบบรัฐ และให้ผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบ
พรรคประชาชนเสนอการแก้ฝุ่นในฐานะ ปัญหาเชิงโครงสร้างรัฐ โดยเน้นกลไกบังคับใช้จริง
ศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ : รวมอำนาจสั่งการทุกกระทรวง
จัดการไฟป่าจากต้นตอและเกษตรไม่เผา :
o ใช้ฐานข้อมูลเทคโนโลยีและดาวเทียมคาดการณ์พื้นที่เสี่ยง
o ปลดล็อกท้องถิ่นพร้อมงบประมาณ
o แปรรูปเศษวัสดุเป็นรายได้
แก้ฝุ่นข้ามแดน : ยกระดับสู่เวทีโลก เป็นวาระความมั่นคงทางสุขภาพ เพื่อสร้างสภาพบังคับและมาตรฐานสากลในการปกป้องลมหายใจของประชาชน
คมนาคมสะอาด : เขตมลพิษต่ำ กำหนดอายุรถ ส่งเสริมตั๋วร่วม
ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ : เปลี่ยนมลพิษจากของฟรีเป็นต้นทุน บังคับผู้รับซื้อร่วมรับผิดชอบห่วงโซ่การผลิต แบกรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและสังคม พร้อมใช้มาตรการการเงินปรับพฤติกรรมการปล่อยฝุ่นจากต้นตอ
อุตสาหกรรม : ผลักดันกฎหมาย PRTR เปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษ เพื่อให ้เกิดการร่วมตรวจสอบและเฝ้าระวังจากสังคม
จากนโยบายของพรรค เน้นธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบ เพื่อควบคุมกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ

พรรคประชาธิปัตย์
ใช้ข้อมูลจริงและการค้าเป็นเครื่องมือจัดการฝุ่น
ประชาธิปัตย์เสนอแนวทางเชิงรุก ด้วยข้อมูลวิทยาศาสตร์ พร้อมมาตรการความรับผิดชอบข้ามพรมแดน และนโยบายการค้า
Super Sensor ตรวจจับสารก่อมะเร็งใน PM 2.5
ข้อมูลนำการป้องกัน เชื่อมการกำหนดมาตรการสาธารณสุข–สิ่งแวดล้อม
ตัดวงจรฝุ่นข้ามแดน : งดนำเข้าสินค้าเกษตรจากการเผา
มาตรฐานการค้าเพื่ออากาศสะอาด
จากนโยบายของพรรค ชี้ให้เห็นบทบาทของ ข้อมูลเมือง (urban data) และกลไกเศรษฐกิจในระบบนิเวศเมือง

จุดร่วมเชิงผังเมืองของนโยบายทั้ง 4 พรรค
เมื่อพิจารณานโยบาย PM 2.5 ของพรรคการเมืองหลักผ่านเลนส์ผังเมือง จะเห็นได้ชัดว่า แม้แต่ละพรรคจะใช้กรอบคิดและเครื่องมือต่างกัน แต่ทั้งหมดมี จุดร่วมเชิงโครงสร้าง ที่สะท้อนปัญหาเดียวกันของเมืองไทยอย่างน้อย 4 ประการ
1) อากาศสะอาดกำลังกลายเป็น “สิทธิเมือง”
นโยบายของทุกพรรค ล้วนยอมรับร่วมกันโดยปริยายว่า เมืองไม่อาจพัฒนาได้ หากประชาชนต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างถาวร แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน ต้นทุนสุขภาพ และความเป็นธรรมในการเข้าถึงอากาศที่ดี ได้ผลักให้อากาศสะอาดก้าวพ้นจากการเป็น “ประเด็นสิ่งแวดล้อม” ไปสู่การเป็น บริการสาธารณะขั้นพื้นฐานของเมือง
การยกระดับอากาศสะอาดให้เป็น “สิทธิเมือง” หมายความว่า คุณภาพอากาศไม่ควรถูกจัดการแบ บเฉพาะหน้าอีกต่อไป แต่ต้องถูก บูรณาการเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการวางผังเมืองทั้งในระดับผังเมืองรวม การกำหนดการใช้ที่ดิน และการกำหนดมาตรฐานอาคาร โดยเมืองควรมีมาตรฐานคุณภาพอากาศขั้นต่ำ เป็นกรอบบังคับใช้ร่วมกับกฎหมายควบคุมอาคารและการพัฒนาเมือง

2) ฝุ่นสะท้อนความล้มเหลวของโครงสร้างพื้นฐานเมืองในอดีต
ฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากแต่เป็นผลสะสมจากโครงสร้างเมืองที่ออกแ บบมาเพื่อคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นระบบคมนาคมที่พึ่งพารถยนต์เป็นหลัก การกระจายกิจกรรมเมืองที่ทำให้คนต้องเดินทางไกล การใช้พลังงานที่ไม่สะท้อนต้นทุนสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการวางพื้นที่เกษตรและอุตสาหกรรมที่ขาดการกำกับเชิงพื้นที่อย่างเหมาะสม
นโยบายด้านยานยนต์ไฟฟ้า เขตควบคุมมลพิษ ค่าโดยสารราคาถูก หรือการจำกัดอายุรถ ล้วนชี้ไปที่ข้อเท็จจริงเดียวกันว่า เมืองไทยถูกออกแบบมาเพื่อการเคลื่อนที่ของรถ มากกว่าการคุ้มครองอากาศที่ประชาชนหายใจ ทิศทางผังเมืองที่ควรถูกยกระดับ จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเทคโนโลยี แต่คือการปรับ “รูปแบบเมือง” ได้แก่
ผังเมืองที่ลดระยะเดินทาง และผสมผสานการใช้ประโยชน์ที่ดิน
การสร้างสมดุลระหว่างแหล่งงานกับที่อยู่อาศัย (job-housing balance)
การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งสาธารณะ (Transit-Oriented Development: TOD) ที่ “ลดการใช้รถ” ไม่ใช่แค่เพิ่มรถไฟฟ้า
เขตปลอดมลพิษ (Low Emission Zone) ที่มีฐานกฎหมายผังเมืองรองรับ ไม่ใช่มาตรการชั่วครา ว

3) เมืองและท้องถิ่นคือด่านหน้าของการจัดการอากาศ
แม้การกำหนดนโยบายจะอยู่ในระดับชาติ แต่ผลกระทบจากฝุ่นกลับเกิดขึ้นในระดับพื้นที่ข้อเสนอของหลายพรรคสะท้อนตรงกันว่า การบริหารจัดการฝุ่นแบบรวมศูนย์ไม่สามารถตอบสนองต่อสภาพจริงของแต่ละเมืองได้
การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบจึงต้องกระจายอำนาจสู่เมือง เขต และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีบทบาททั้งในด้านข้อมูล การบังคับใช้ และการตัดสินใจเชิงพื้น ที่เมืองควรมีอำนาจในการกำหนดมาตรการควบคุม อาทิ
ควบคุมรูปแบบการใช้ที่ดินและกิจกรรมที่ก่อมลพิษ
จัดการจราจรและกิจกรรมเสี่ยงในช่วงวิกฤตฝุ่น
ใช้ข้อมูลคุณภาพอากาศระดับพื้นที่ประกอบการตัดสินใจด้านผังเมืองและการพัฒนา
4) ข้อมูลเมือง (Urban Data) คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของกา รบริหารจัดการด้านอากาศ
ข้อเสนอเกี่ยวกับระบบตรวจวัดขั้นสูง (Super Sensor) การเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register: PRTR) และการจัดตั้งศูนย์บัญชาการด้านฝุ่น สะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งว่า เมืองที่ไม่มีข้อมูล ไม่อาจบริหารจัดการคุณภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลคุณภาพอากาศไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือรายงานสถานการณ์หรือการแจ้งเตือนประชาชน (monitoring & alert) เท่านั้น หากแต่ต้องถูกยกระดับเป็น ข้อมูลพื้นฐานของการตัดสินใจ ที่ใช้ในการจำลอง คาดการณ์ และกำกับการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ
ในเชิงผังเมือง ข้อมูลด้านอากาศควรถูกนำมาใช้ควบคู่กันในหลายมิติ ได้แก่
การกำหนดการใช้ที่ดินและเขตควบคุมกิจกรรม (zoning & land-use) เพื่อจำกัดหรือปรับรูปแบบกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อคุณภาพอากาศ
การประเมินผลกระทบของแผนและโครงการพัฒนา เพื่อให้คุณภาพอากาศเป็นเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินใจเชิงนโยบายและโครงการ
การออกแบบพื้นที่สาธารณะและโครงข่ายสีเขียวของเมือง (public space & green infrastructure) เพื่อบรรเทามลพิษและเสริมศักยภาพด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
เมื่อข้อมูลคุณภาพอากาศถูกผนวกเข้ากับเครื่องมือผังเมือง เมืองจะสามารถขยับจากการ “รับมือกับวิกฤตฝุ่น” ไปสู่การ บริหารจัดการความเสี่ยงล่วงหน้า และควบคุมปัญหาที่ต้นตอได้อย่างยั่งยืน

สุดท้าย ไม่ว่านโยบายใดจะถูกเลือกหลังการเลือกตั้งปี 2569 สิ่งที่ชัดเจนคือ PM 2.5 ได้ยกระดับจากปัญหาสิ่งแวดล้อม สู่โจทย์ผังเมืองและธรรมาภิบาลเมืองของประเทศ เมืองไทยจะมีโครงสร้างผังเมือง กฎหมาย และระบบบริหาร ที่ทำให้อากาศสะอาดเป็น “สภาพปกติ” ได้จริงหรือไม่
นี่คือโจทย์ใหญ่ของการพัฒนาเมืองไทยในทศวรรษต่อจากนี้
โจทย์ที่ประชาชนคงได้แต่หวังว่า จะไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาเฉพาะในฤดูการเมืองแต่จะถูกผลักดันอย่างจริงจัง จนการหายใจของคนไทยไม่ต้องขึ้นอยู่กับปฏิทินการเลือกตั้งอีกต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://www.prachachat.net/politics/news-1949814
https://thematter.co/wp-content/uploads/2026/01/0114_brief.png
https://www.greenpeace.org/thailand/climate-airpollution-thaiprtr/
https://www.bbc.com/thai/international-58657772
https://www.seub.or.th/bloging/news/2023-288/
https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2907643
https://www.tnnthailand.com/social/222873/
https://www.aljazeera.com/news/
https://www.facebook.com/share/p/1XeSmdgVrZ/
https://www.pptvhd36.com/news/การเมือง/266438#google_vignette
http://thailandtod.com/Whatistod.html
https://kunakair.com/low-emission-zones-and-air-pollution-control/
https://today.line.me/th/v3/article/qo1WzPm







