top of page
Clip path group
Clip path group

วิเคราะห์ "ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์" ถนนวิทยุ” 20 ไร่: โอกาสทองของนักลงทุน กับ แลนด์ดีลแห่งทศวรรษ ที่อาจพลิกโฉม CBD กรุงเทพฯ

13 นาทีที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 3 นาที

0

0

0


การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอสังหาฯ กรุงเทพกำลังเกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพกำลังเกิดขึ้น เมื่อ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ เตรียมย้ายไปยังโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Central Park) ภายในปี 2569

ส่งผลให้ ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถนนวิทยุ – ซอยต้นสน ขนาดกว่า 20 ไร่ ถูกปลดล็อกสู่ตลาดเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ


ที่ดินผืนนี้กำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในแปลงที่ดินหายากที่สุดของกรุงเทพฯ หรือ rare land parcel ในย่านศูนย์กลางธุรกิจของเมือง โดยมีการประเมินว่า ราคาที่ดินถนนวิทยุอาจสูงถึง 3.5 ล้านบาทต่อตารางวา ทำให้ดีลนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งใน "แลนด์ดีลแห่งทศวรรษของกรุงเทพฯ" และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างเมืองในอนาคต


บทความนี้ LAD จะพาวิเคราะห์ศักยภาพของที่ดินแปลงนี้ในหลายมิติ ทั้งด้านทำเล มูลค่าการลงทุน แนวโน้มการพัฒนา ผลกระทบเชิงผังเมือง ตลอดจนคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ซ้อนทับอยู่บนที่ดินผืนสำคัญแห่งนี้

 


ทำเลถนนวิทยุ: Super Prime CBD ที่หายากที่สุดในกรุงเทพฯ

หากพิจารณาในเชิงศักยภาพที่ดิน ทำเล ถนนวิทยุ–เพลินจิต ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ระดับ Super Prime CBD ที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย ทั้งในด้านตำแหน่งที่ตั้ง การเข้าถึง และความหายากของที่ดิน


ในมิติแรก พื้นที่นี้ตั้งอยู่บนแนวแกนเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพ เชื่อมต่อ เพลินจิต–ชิดลม–ราชประสงค์ และรายล้อมด้วยอาคารสำนักงานเกรด A โรงแรมระดับ 5–6 ดาว ตลอดจนโครงการค้าปลีกลักเซอรี่ที่ทำให้ย่านนี้กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีมูลค่าสูงที่สุดของประเทศ


ในมิติด้านการเข้าถึง ทำเลนี้ได้เปรียบอย่างมากจากการอยู่ใกล้ BTS เพลินจิตและ BTS ชิดลม รวมถึงเชื่อมโยงกับถนนสายหลักอย่าง พระราม 4 สุขุมวิท และสาทร ได้อย่างสะดวก จึงรองรับทั้งการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวและระบบขนส่งมวลชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ที่สำคัญที่สุดคือ ความหายากของที่ดินขนาดใหญ่ในย่านนี้ เพราะที่ดินขนาด 10–20 ไร่ในย่านวิทยุ–เพลินจิตแทบไม่เหลืออยู่ในตลาดแล้ว การปรากฏตัวของที่ดินขนาดกว่า 20 ไร่จึงนับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก และย่อมสร้างแรงกดดันด้านราคาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดนี้ ราคาประเมินในช่วง 2.8–3.5 ล้านบาทต่อตารางวา จึงไม่ใช่ตัวเลขที่เกินจริง หากแต่เป็นระดับราคาที่สอดคล้องกับศักยภาพของที่ดินและบริบทของตลาดอย่างชัดเจน



วิเคราะห์มูลค่าการลงทุน: ทำไมอาจแตะ “แสนล้านบาท”

เมื่อคำนวณจากขนาดที่ดินประมาณ 20 ไร่ หรือราว 8,000 ตารางวา หากประเมินราคาที่ดินเฉลี่ยที่ 3 ล้านบาทต่อตารางวามูลค่าที่ดินเบื้องต้นจะอยู่ที่ประมาณ 24,000 ล้านบาท


อย่างไรก็ตาม มูลค่าที่แท้จริงของดีลนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงราคาที่ดิน เพราะหากมีการพัฒนาโครงการใหม่บนพื้นที่ดังกล่าว ต้นทุนรวมของโครงการจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งจากค่าก่อสร้าง ค่าออกแบบ ค่าที่ปรึกษา ค่าใช้จ่ายด้านระบบอาคาร ตลอดจนต้นทุนทางการเงินและต้นทุนทางกฎหมายต่าง ๆ ทำให้ มูลค่าโครงการรวมอาจขยับไปสู่ระดับ 80,000–100,000 ล้านบาทได้ไม่ยาก


นั่นหมายความว่า ที่ดินผืนนี้ไม่ใช่เพียง “ที่ดินราคาแพง” แต่เป็น เมกะโปรเจกต์เชิงเมือง ที่มีขนาดการลงทุนสูงมาก และต้องการผู้พัฒนาที่มีทั้งศักยภาพทางการเงิน ประสบการณ์ และความสามารถในการบริหารความเสี่ยงในระดับสูง


 แนวโน้มการพัฒนา: Ultra Luxury Mixed-Use?

ด้วยต้นทุนที่ดินในระดับนี้ การพัฒนาโครงการจำเป็นต้องดึงศักยภาพที่ดินออกมาให้ได้สูงสุด

หรือในเชิงการประเมินโครงการ เรียกว่าการใช้ประโยชน์ที่ดินสูงสุด (Highest & Best Use)

รูปแบบการพัฒนาที่มีความเป็นไปได้สูง จึงได้แก่

1. โครงการ Mixed-use ระดับ Ultra Luxury

  • โรงแรม 6 ดาว / Branded Residences

  • Luxury Retail

  • Office Grade A+

    เพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้งานมีกำลังจ่ายสูง และสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์สูงสุด

2. อาคารแลนด์มาร์กระดับเมือง (Urban Landmark)

  • อาคารสูงประมาณ 200–300 เมตร

  • ออกแบบให้มีเอกลักษณ์โดดเด่น

  • มีศักยภาพในการเป็น “Skyline ใหม่ของกรุงเทพ”

3. โครงการลงทุนระดับโลก (Global Investment Project)

  • Joint Venture ต่างชาติ

  • กองทุนขนาดใหญ่ / Sovereign Fund


ด้วยต้นทุนที่ดินระดับ Super Prime เช่นนี้ การพัฒนาในระดับรองลงมาแทบไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้ โครงการที่เกิดขึ้นบนที่ดินผืนนี้จึงมีแนวโน้มสูงมากที่จะเป็น Ultra Luxury Mixed-Use เท่านั้น


ทำไม “ดีเวลลอปเปอร์ทั่วไป” อาจเข้าไม่ถึง

แม้ที่ดินจะมีศักยภาพสูงมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้พัฒนาทุกรายจะสามารถเข้าถึงโครงการลักษณะนี้ได้ เพราะในเชิงเศรษฐศาสตร์เมือง ที่ดินประเภทนี้มี “กำแพงการเข้าสู่ตลาด” สูงมากโดยธรรมชาติ


ปัจจัยแรกคือ ความต้องการเงินลงทุนมหาศาล เพราะเพียงมูลค่าที่ดินก็อยู่ในระดับหลายหมื่นล้านบาทแล้ว และเมื่อรวมต้นทุนการพัฒนา โครงการอาจขยายไปแตะระดับแสนล้านบาทได้ ทำให้ผู้เล่นต้องมีความสามารถในการระดมทุนในระดับสูงมาก


ปัจจัยที่สองคือ ความเสี่ยงทางตลาด เนื่องจากโครงการจำเป็นต้องแข่งขันในเซกเมนต์ Ultra Luxury ซึ่งมีฐานความต้องการค่อนข้างจำกัด ต้องอาศัยการวางตำแหน่งตลาดอย่างแม่นยำ และมีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจรวมมากกว่าสินทรัพย์ในกลุ่มตลาดกลาง


ปัจจัยที่สามคือ ลักษณะการลงทุนระยะยาว ผู้พัฒนาต้องมีความสามารถในการรับภาระระยะคืนทุนที่ยาว และต้องมีพอร์ตการลงทุนขนาดใหญ่พอจะกระจายความเสี่ยงได้


ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ ผู้เล่นที่มีความเป็นไปได้สูงจึงมักจำกัดอยู่ในกลุ่ม บริษัทขนาดใหญ่ กองทุนระหว่างประเทศ หรือการร่วมทุนข้ามชาติ มากกว่าจะเป็นดีเวลลอปเปอร์ทั่วไป

 

ผลกระทบเชิงผังเมือง: การก่อตัวของ “Luxury Urban Cluster” ที่ชัดเจนขึ้น

การพัฒนาที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์จะไม่ส่งผลเพียงในระดับ “โครงการเดียว” แต่มีแนวโน้มกระทบต่อโครงสร้างเมืองของกรุงเทพฯ ในวงกว้าง โดยเฉพาะบนแนวแกน เพลินจิต–ชิดลม–ราชประสงค์–วิทยุ ซึ่งกำลังพัฒนาไปสู่การเป็นกลุ่มย่านลักเซอรี่ที่เข้มข้นที่สุดของเมือง


เมื่อโครงการระดับ Ultra Luxury ถูกเติมเข้ามาในพื้นที่นี้ การรวมตัวของโรงแรมหรู ศูนย์การค้าระดับโลก อาคารสำนักงานเกรด A และที่อยู่อาศัยระดับบน จะยิ่งมีความต่อเนื่องและหนาแน่นมากขึ้น จนก่อรูปเป็น Luxury Urban Cluster อย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงจุดเดี่ยว แต่เป็น “ระบบของย่าน” ที่เชื่อมโยงกันทั้งในเชิงเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ และมูลค่าทรัพย์สิน


ในขณะเดียวกัน การเข้ามาของโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ย่อมส่งผลต่อมูลค่าที่ดินโดยรอบ ผ่านกระบวนการยกระดับภาพรวมของย่าน ทำให้ราคาที่ดินในพื้นที่ใกล้เคียงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และอาจเกิดแรงกระเพื่อมไปยังย่านข้างเคียงอย่างสุขุมวิทตอนต้น สาทร หรือแม้แต่พระราม 4 ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นกัน


อีกด้านหนึ่ง รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินของพื้นที่จะเปลี่ยนจากลักษณะความหนาแน่นต่ำ เช่น บ้านพักหรือสถานทูต ไปสู่การพัฒนาแบบความหนาแน่นสูง ในรูปแบบมิกซ์ยูส ซึ่งไม่เพียงเพิ่มพื้นที่อาคาร แต่ยังเพิ่ม “ความเข้มข้นของกิจกรรมเมือง” โดยเฉพาะกิจกรรมช่วงกลางคืน เช่น ร้านอาหาร พื้นที่ไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมเชิงพาณิชย์ที่ต่อเนื่องตลอดวัน


กล่าวได้ว่า ที่ดินแปลงนี้กำลังทำหน้าที่เป็น ตัวเร่งสำคัญของการปรับโครงสร้างเมือง ที่อาจผลักให้ใจกลางกรุงเทพขยับจากการเป็นเพียง CBD ของประเทศ ไปสู่การเป็นย่านลักเซอรี่ระดับนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ



“ที่ดินทูต” สู่ “สินทรัพย์เมือง”: การเปลี่ยนบทบาทของที่ดินเชิงสัญลักษณ์

อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้าน เพราะในอีกมิติหนึ่ง การขายที่ดินสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ไม่ได้เป็นเพียงธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังสะท้อน “ปัญหาเชิงโครงสร้างของผังเมืองกรุงเทพฯ” อย่างชัดเจน ประเด็นสำคัญคือ เมืองกำลังถูกขับเคลื่อนโดย กลไกตลาด มากกว่า เจตนารมณ์ของการวางผังเมือง


ในเชิงผังเมือง พื้นที่ของสถานทูตมีสถานะที่แตกต่างจากที่ดินทั่วไปมาโดยตลอด ได้แก่

  • ความปลอดภัย

  • ความเป็นส่วนตัว

  • ลักษณะความหนาแน่นต่ำ

ซึ่งทำให้พื้นที่เหล่านี้ทำหน้าที่เสมือน “พื้นที่กันชนของเมือง” (urban buffer) ที่ช่วยรักษาสมดุลของย่าน ทั้งในเชิงกายภาพและเชิงสิ่งแวดล้อม


การปลดล็อกที่ดินลักษณะนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเจ้าของ แต่คือการเปลี่ยนบทบาทของพื้นที่ จาก “พื้นที่ปิดเฉพาะ” ไปสู่ “พื้นที่เศรษฐกิจของเมือง” อย่างเต็มรูปแบบ และที่สำคัญ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่กรณีเฉพาะ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในย่านใจกลางกรุงเทพ ดังที่เคยเกิดกับที่ดินของสถานทูตอื่นในอดีต



เมื่อ “ความสูงของอาคาร” กลายเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคง

เบื้องหลังการย้ายออกของสถานทูตหลายแห่งในย่านถนนวิทยุ–สาทร ไม่ได้มีเพียงเหตุผลทางเศรษฐกิจ แต่ยังเกี่ยวข้องกับ “ข้อจำกัดด้านความปลอดภัย” ที่เกิดจากโครงสร้างผังเมืองโดยตรง


เมื่อกฎระเบียบเปิดให้พื้นที่โดยรอบสามารถพัฒนาเป็นอาคารสูงได้ สิ่งที่ตามมาคือ การลดลงของความปลอดภัยเชิงพื้นที่ เนื่องจากอาคารสถานทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูตอาจถูกมองเห็นจากภายนอกได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานความมั่นคงของสถานที่ทางการทูตในระดับสากล


ในหลายประเทศ พื้นที่สถานทูตมักถูกกำหนดให้เป็น “เขตเฉพาะ” ที่มีการควบคุมทั้งความสูงอาคาร ความหนาแน่น และการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยรอบอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ขณะที่ในกรุงเทพ แม้จะเคยมีแนวคิดในการกำหนดย่านสถานทูต แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถควบคุมการพัฒนาโดยรอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้โครงสร้างของย่านค่อยๆ เปลี่ยนไปตามแรงขับของราคาที่ดินและการลงทุน

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ “สถานทูตย้ายออก” แต่คือ เมืองกำลังสูญเสีย “พื้นที่พิเศษ” ที่เคยถูกออกแบบมาเพื่อเหตุผลบางอย่าง และกำลังแทนที่มันด้วย พื้นที่ที่ตอบสนอง “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” เป็นหลัก

อ้างอิงภาพจาก เฟสบุ๊ค รองศาสตราจารย์ ดร. พีรศรี โพวาทอง
อ้างอิงภาพจาก เฟสบุ๊ค รองศาสตราจารย์ ดร. พีรศรี โพวาทอง

มิติประวัติศาสตร์: จากพื้นที่กบฏ สู่สถานทูต และความเสี่ยงของการสูญเสีย “หมุดหมายเมือง”

นอกเหนือจากศักยภาพด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ยังมีคุณค่าในอีกมิติหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ มิติทางประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของพื้นที่แห่งนี้ตลอดเวลากว่าศตวรรษ


พื้นที่ดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เดิมเป็นพื้นที่ทุ่งนา ก่อนจะถูกพัฒนาและเปลี่ยนมือผ่านบุคคลสำคัญหลายกลุ่มในสังคมไทย กระทั่งในปี ค.ศ. 1949 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้เข้าซื้อที่ดินและอาคารเพื่อใช้เป็นสถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทย สิ่งที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีความพิเศษยิ่งขึ้น คือการเป็น “ฉากหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย” โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับ พระองค์เจ้าบวรเดช และเหตุการณ์ กบฏบวรเดช พ.ศ. 2476 ซึ่งทำให้ที่ดินผืนนี้มีความหมายมากกว่ามูลค่าเชิงพาณิชย์


พื้นที่เดียวกันนี้ยังเคยถูกใช้งานในบทบาทที่หลากหลาย ทั้งในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วงสงคราม และช่วงหลังสงคราม ก่อนจะกลายเป็นสถานทูตอย่างเป็นทางการ สะท้อนว่า ที่ดินผืนนี้เป็นหนึ่งใน “ชั้นของความทรงจำเมือง” ที่สะสมทับซ้อนผ่านกาลเวลา


ในเชิงสถาปัตยกรรม อาคารทำเนียบเอกอัครราชทูตยังมีลักษณะเด่นแบบ โคโลเนียล และเคยได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ยิ่งตอกย้ำว่าพื้นที่แห่งนี้มีคุณค่าเชิงมรดกที่ไม่อาจประเมินด้วยราคาที่ดินเพียงอย่างเดียว


พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม https://www.matichon.co.th/local/arts-culture/news_5641466
พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม https://www.matichon.co.th/local/arts-culture/news_5641466

เมื่อ “ที่ดินมูลค่าสูง” ซ้อนทับ “มรดกทางวัฒนธรรม”

การประกาศขายสถานทูตเนเธอร์แลนด์จึงนำไปสู่คำถามสำคัญในเชิงผังเมืองว่า

เมืองควรให้คุณค่ากับ “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” หรือ “คุณค่าทางประวัติศาสตร์” มากกว่ากัน?

ปัจจุบัน องค์กรด้านมรดกวัฒนธรรม เช่น สยามสมาคมฯ ได้จัดให้พื้นที่แห่งนี้อยู่ในกลุ่ม “Heritage Alert” หรือมรดกที่น่าห่วงใย สะท้อนความกังวลว่าการพัฒนาในอนาคตอาจนำไปสู่การสูญเสียอัตลักษณ์ที่ไม่สามารถทดแทนได้


เนื่องจากที่ดินผืนนี้ไม่ได้เป็นเพียงอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป หากแต่เป็นทั้งหมุดหมายทางการทูตที่สะท้อนความสัมพันธ์ไทย–เนเธอร์แลนด์ยาวนานกว่า 400 ปี เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่หาได้ยากในใจกลางเมือง และเป็น “ชั้นของความทรงจำเมือง” ที่สะสมผ่านกาลเวลา

 

ผังเมือง vs ความยั่งยืน: โจทย์ที่ซับซ้อนกว่ามูลค่าโครงการ

แม้ศักยภาพทางเศรษฐกิจของที่ดินจะสูงมาก แต่การพัฒนาในลักษณะนี้ก็มาพร้อมกับคำถามสำคัญในเชิงผังเมืองและความยั่งยืน


ประเด็นแรกคือ แรงกดดันด้านความหนาแน่น เพราะการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ย่อมเพิ่มภาระต่อการจราจร ระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานของย่าน


ประเด็นที่สองคือ ความเสี่ยงต่อการสูญเสียอัตลักษณ์และความทรงจำเมือง เพราะเมื่อพื้นที่ประวัติศาสตร์ถูกแทนที่ด้วยโครงการใหม่ เมืองอาจสูญเสีย “ความต่อเนื่องของความหมาย” ที่สะสมอยู่ในพื้นที่ไปอย่างเงียบ ๆ


ประเด็นที่สามคือ ความเป็นเมืองสำหรับทุกคน เนื่องจากโครงการระดับ Ultra Luxury มีแนวโน้มตอบสนองผู้ใช้งานเฉพาะกลุ่ม และอาจจำกัดการเข้าถึงของคนส่วนใหญ่ต่อทรัพยากรเมือง


ประเด็นสุดท้ายคือ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศย่อย เพราะพื้นที่สีเขียวเดิมของสถานทูตทำหน้าที่คล้ายพื้นที่กันชนของเมือง ช่วยลดความร้อนและสร้างสมดุลให้ย่าน การสูญเสียพื้นที่ลักษณะนี้อาจส่งผลต่อ microclimate และปัญหาเกาะความร้อนในเมืองในระยะยาว


ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การพัฒนาที่ดินแปลงนี้ไม่ใช่เพียงโจทย์เรื่อง “มูลค่าโครงการ” แต่เป็นโจทย์ของการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจเมือง คุณภาพชีวิต และความยั่งยืนของกรุงเทพฯ ในระยะยาว

 

อ้างอิงภาพจาก เฟสบุ๊ค รองศาสตราจารย์ ดร. พีรศรี โพวาทอง
อ้างอิงภาพจาก เฟสบุ๊ค รองศาสตราจารย์ ดร. พีรศรี โพวาทอง

มากกว่าการขายที่ดิน คือ “จุดเปลี่ยนของ CBD กรุงเทพฯ”

เมื่อมองในภาพรวม การปล่อยที่ดินของสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์บนถนนวิทยุจึงไม่ใช่เพียงธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ แต่คือ สัญญาณของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเมือง

พื้นที่ทางการทูตที่เคยมีลักษณะปิด ความหนาแน่นต่ำ และแยกตัวจากกิจกรรมเศรษฐกิจ กำลังถูกเปลี่ยนบทบาทไปสู่การเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของเมือง ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดได้


พร้อมกันนั้น ทำเลบนแกนถนนวิทยุ–เพลินจิตก็มีแนวโน้มจะเร่งให้เกิดการก่อตัวของย่านลักเซอรี่ระดับนานาชาติ ผ่านการเชื่อมโยงกับโครงการมิกซ์ยูส โรงแรม และอาคารสำนักงานระดับบนที่กระจุกตัวอยู่แล้วในพื้นที่ ส่งผลให้ย่านนี้ค่อย ๆ ขยับจาก “CBD ของประเทศ” ไปสู่ “CBD ระดับโลก” อย่างเป็นรูปธรรม


ดังนั้น การพัฒนาที่จะเกิดขึ้นบนที่ดินผืนนี้ จึงไม่ใช่เพียง “การสร้างโครงการใหม่” แต่คือกระบวนการ ปรับโครงสร้างเมืองชั้นในของกรุงเทพฯ ที่ต้องเผชิญกับโจทย์สำคัญที่สุดของยุคสมัย นั่นคือ การทำให้ มูลค่าทางเศรษฐกิจของที่ดินระดับ Super Prime สามารถอยู่ร่วมกับ คุณค่าทางประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ของเมือง และคุณภาพชีวิตของผู้คน ได้อย่างสมดุล


คำถามสำคัญไม่ใช่ “ใครจะพัฒนา” แต่คือ “เราจะพัฒนาอย่างไร”

ในวันนี้ คำถามที่สำคัญกว่าคือ ไม่ใช่ใครจะเป็นผู้พัฒนาโครงการนี้ แต่คือ กรุงเทพฯ จะเลือกพัฒนาอย่างไร โดยไม่ทำให้คุณค่าที่มีอยู่เดิมเลือนหายไป


เพราะในท้ายที่สุด ความท้าทายของเมืองไม่ได้อยู่ที่การสร้างมูลค่าให้สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การทำให้ “มูลค่าของที่ดิน” และ “คุณค่าของเมือง” สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล


และนี่คือบททดสอบสำคัญของการพัฒนาเมืองกรุงเทพฯ ในยุคที่การเติบโตทางเศรษฐกิจและการรักษาคุณค่าของเมือง ไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป


 


ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :

https://www.prachachat.net/property/news-1981093

https://webportal.bangkok.go.th/public/user_files_editor/354/DISTRICT_CPD/2556/1007.pdf

https://www.matichon.co.th/local/arts-culture/news_5641466

https://www.facebook.com/share/p/1Dkpd9svF6/

https://www.facebook.com/share/p/18Ny3Weud5/

https://lh3.googleusercontent.com/gps-cs-s/AHVAweo9hWF7EErevQ8wddJshfSabSxk-LaXjNl4vefHNh_JuEMkovlgVIEOlx942ReTxdzp80Iz_z5UMpD8kCiWCIbk5llmxxbD2OtiWne5q0gG5kbgkhofjsh4wfy5S1Za15SUcNBNuA=s1360-w1360-h1020

https://lh3.googleusercontent.com/gps-cs-s/AHVAweofs970oTIV5gVSoJMStH2C-DpT3mPG7xM_jfXHREVthKIHFwnm7AmkFALzaQJ7XJirEuDLayQoFUdjuYlDmx87nyopatORTAksz64jgIVj4172l9Fku60U8esE3hXSt8aiSEXFjQ=s1360-w1360-h1020



 

13 นาทีที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 3 นาที

0

0

0

โพสต์ที่คล้ายกัน

ความคิดเห็น

แชร์ความคิดเห็นของคุณเชิญแสดงความคิดเห็น คุณคือคนแรกที่แสดงความคิดเห็นที่นี่
bottom of page