น้ำท่วมกรุงเทพฯ ยังน่าห่วง! เปิดพื้นที่เฝ้าระวังรับฝนระลอกใหม่ พร้อม 9 ศัพท์น้ำท่วมที่ควรรู้

แม้สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่พื้นที่ฝั่งตะวันออกยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ผู้ว่าฯ ชัชชาติระบุว่าภาพรวมยังอยู่ในภาวะ “น้ำปริ่ม” ขณะที่ กทม. เร่งพร่องน้ำจากคลองและแก้มลิง เพื่อเตรียมรับฝนระลอกใหม่
ข่าวน้ำท่วมช่วงนี้มีทั้งเรื่องฝนที่จะตก น้ำที่ยังสะสมอยู่ และการเร่งระบายออก คำที่พบในข่าวจึงอธิบายคนละส่วนของสถานการณ์ ตั้งแต่ “ฝนสะสม” “น้ำท่วมขัง” ไปจนถึง “พร่องน้ำ” และ “แก้มลิง”
วันนี้ LAD ชวนอัปเดตพื้นที่ที่ข่าวระบุให้เฝ้าระวัง พร้อมทำความเข้าใจศัพท์พื้นฐาน 9 คำ เพื่ออ่านข้อมูลได้ตรงความหมาย และติดตามสถานการณ์ใกล้บ้านได้ชัดขึ้น

กรุงเทพฯ ยัง “น้ำปริ่ม” ฝั่งตะวันออกต้องติดตามต่อ
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า แม้หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่สถานการณ์โดยรวมยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกที่มีน้ำสะสมและน้ำเติมจากลาดกระบัง รวมถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา
ในขณะที่คลองประเวศบุรีรมย์ยังระบายได้ช้า เพราะมีน้ำเข้ามาจากฝั่งตะวันออกมาก ส่วนบางกะปิและลาดพร้าวยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำในระบบคลอง ผู้ว่าฯ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงยังไม่นำสิ่งของที่ยกขึ้นสูงกลับลงมา จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
มาตรการเตรียมรับฝนของ กทม. ได้แก่ เร่งพร่องน้ำจากคลองและแก้มลิง ตรวจสอบและซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำที่ใช้งานหนัก และย้ายเครื่องสูบน้ำจากพื้นที่ที่สถานการณ์ดีขึ้นไปช่วยพื้นที่ที่ยังมีปัญหา
พื้นที่เฝ้าระวังและพื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบ
ข่าววันที่ 7 ตุลาคมกล่าวถึงพื้นที่สำคัญดังนี้
ลาดกระบังและกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ยังเกี่ยวข้องกับน้ำสะสมและน้ำที่ไหลเติมเข้าสู่ระบบ
แนวคลองประเวศบุรีรมย์ การระบายยังทำได้ช้า เนื่องจากมีน้ำเติมจากฝั่งตะวันออกมาก
บางกะปิและลาดพร้าว ยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำในระบบคลองที่สูง
หนองจอก เป็นพื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบ กทม. ระดมอาหาร สิ่งของจำเป็น การดูแลด้านการแพทย์ และเครื่องสูบน้ำเข้าให้ความช่วยเหลือ
ข่าวยังระบุว่า ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี และสมุทรปราการ มีน้ำอยู่หลายพื้นที่
รายชื่อข้างต้นเป็นพื้นที่ที่กล่าวถึงในข่าว ไม่ได้หมายความว่าทั้งเขตจะท่วม และข่าวฉบับนี้ไม่ได้แจกแจงถนนหรือชุมชนเสี่ยงครบทุกจุด ประชาชนจึงควรติดตามประกาศเฉพาะพื้นที่จากสำนักงานเขตประกอบด้วย
ฝนระลอกใหม่: กรุงเทพฯ เฝ้าระวังวันไหน?
กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 2 (248/2569) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม เวลา 17.00 น. โดยระบุว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องเฝ้าระวังฝนหนักถึงหนักมากในช่วงวันที่ 10–12 ตุลาคม ประชาชนควรระวังน้ำท่วมขังจากฝนหนักและฝนสะสม โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำ และติดตามประกาศฉบับต่อไป
ด้าน กทม. เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำช่วงวันที่ 10–13 ตุลาคม ด้วยการเร่งพร่องน้ำในคลองและแก้มลิง รวมถึงตรวจสอบเครื่องสูบน้ำ เพื่อรองรับฝนระลอกใหม่ ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ย้ำขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงยังไม่ยกของลงจากที่สูง และหากพบน้ำเอ่อจากท่อหรือสถานการณ์ผิดปกติ ให้แจ้ง กทม. เพื่อช่วยติดตามข้อมูลในระดับชุมชน

9 ศัพท์น้ำท่วม อ่านให้เข้าใจสถานการณ์ใกล้บ้าน
จากสถานการณ์ข้างต้น สิ่งที่กรุงเทพฯ ต้องรับมือมีทั้งน้ำที่ยังค้างอยู่และฝนระลอกใหม่ที่กำลังจะมา คำว่า “ฝนสะสม” “น้ำท่วมขัง” หรือ “พร่องน้ำ” ที่ปรากฏในข่าว จึงเกี่ยวข้องกันตั้งแต่น้ำเข้าสู่เมือง ไปจนถึงการระบายและเตรียมพื้นที่รองรับน้ำเพิ่มเติม
LAD รวบรวม 9 คำศัพท์เกี่ยวกับน้ำท่วม โดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายและติดตามสถานการณ์ใกล้บ้านได้ง่ายขึ้น เมื่อเข้าใจคำเหล่านี้ เราจะอ่านข่าวได้ชัดขึ้นว่า พื้นที่ใดต้องเฝ้าระวัง พื้นที่ใดเกิดน้ำท่วมแล้ว และมาตรการที่หน่วยงานกำลังดำเนินการช่วยรับมือกับน้ำอย่างไร
1. ปริมาณฝนและปริมาณฝนสะสม
กรมอุตุนิยมวิทยาอธิบาย “ปริมาณฝน” ว่าเป็นฝนที่ตกสะสมในช่วงเวลาที่กำหนด วัดเป็นความสูง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร ส่วนคำว่า “ปริมาณฝนสะสม” ที่พบในข่าวนั้น เป็นการระบุเน้นว่าตัวเลขนั้นเป็นปริมาณรวมตลอดช่วงเวลาที่รายงาน เช่น 1 ชั่วโมง 24 ชั่วโมง หรือ 48 ชั่วโมง
การอ่านตัวเลขจึงควรดูให้ครบว่า เท่าไร ในช่วงเวลาใด และวัดที่ไหน หากข่าวรายงานฝนสะสมหนึ่งชั่วโมง ก็ไม่ควรนำไปเทียบกับตัวเลข 24 ชั่วโมงโดยไม่ระบุความต่างของช่วงเวลา
กรมอุตุนิยมวิทยาแยกเกณฑ์ฝนหนักและฝนหนักมากตามช่วงเวลาวัด ได้แก่
ฝนเล็กน้อย (Slight rain): ปริมาณฝน 0.1–10.0 มม. ภายใน 24 ชั่วโมง
ฝนปานกลาง (Moderate rain): ปริมาณฝน 10.1–35.0 มม. ภายใน 24 ชั่วโมง
ฝนหนัก (Heavy rain): ปริมาณฝน 35.1–90.0 มม. ภายใน 24 ชั่วโมง
ฝนหนักมาก (Very heavy rain): ปริมาณฝนตั้งแต่ 90.1 มม. ขึ้นไป ภายใน 24 ชั่วโมง
ตัวเลขปริมาณฝนจึงต้องอ่านคู่กับช่วงเวลาเสมอ และไม่ควรเรียกค่าที่รายงานจากจุดวัดหนึ่งว่าเป็นค่าเฉลี่ยของทั้งเมือง หากข่าวไม่ได้ระบุเช่นนั้น
2. น้ำฝนไหลบ่า
น้ำฝนไหลบ่าบนผิวดิน (Surface runoff) คือ น้ำฝนส่วนที่ไม่ได้ซึมลงดินและไหลไปตามพื้นผิวสู่พื้นที่ต่ำหรือทางน้ำ โดยพื้นผิวที่น้ำซึมผ่านได้ยาก เช่น ถนนลาดยาง ลานจอดรถ และหลังคาอาคาร ทำให้เกิดน้ำไหลบ่าเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับคำอธิบายของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา หรือ U.S. EPA โดย EPA อธิบายว่าพื้นผิวเหล่านี้ทำให้น้ำฝนซึมลงดินไม่ได้และกลายเป็นน้ำไหลบ่า ซึ่งอาจพาขยะ สารเคมี หรือดินตะกอนลงสู่แหล่งน้ำ
คำนี้ช่วยให้แยก “ฝนที่ตกลงมา” ออกจาก “น้ำที่ไหลต่อไปหลังฝนตก” ได้ การอ่านข่าวเรื่องน้ำในคลองจึงอาจเกี่ยวข้องกับน้ำที่เดินทางมาจากพื้นที่อื่น ไม่ได้มีเพียงฝนที่ตกตรงบริเวณคลองเท่านั้น
3. น้ำท่วมขัง
น้ำท่วมขัง คือ ภาวะที่น้ำสะสมอยู่ในพื้นที่และระบายออกไม่ทัน ในเขตเมืองอาจเกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องจนระบบระบายน้ำรองรับไม่เพียงพอ สิ่งกีดขวางทางระบายน้ำ หรืออิทธิพลของน้ำทะเลหนุนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง
4. น้ำล้นตลิ่ง
กรมอุตุนิยมวิทยาอธิบายว่า เกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้น้ำไหลลงสู่ลำน้ำหรือแม่น้ำในปริมาณมากจนระบายไปยังพื้นที่ปลายน้ำหรือออกสู่ปากแม่น้ำไม่ทัน น้ำจึงเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่สองฝั่งลำน้ำ อาจสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน ถนน และสะพาน รวมถึงทำให้เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด
5. น้ำทะเลหนุน
น้ำทะเลหนุน คือ ภาวะที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจนส่งผลต่อการระบายน้ำในแม่น้ำและคลองที่เชื่อมต่อกับทะเล ทำให้น้ำระบายออกได้ช้าลง และอาจเกิดน้ำเอ่อย้อนเข้าสู่ระบบระบายน้ำได้ ตามคำอธิบายของ NOAA หน่วยงานด้านมหาสมุทรและบรรยากาศของสหรัฐอเมริกา
มูลนิธิชัยพัฒนาอธิบายการรับมือในระบบแก้มลิงชายทะเลว่า เมื่อระดับน้ำทะเลสูงกว่าน้ำในคลอง จะปิดประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำย้อนกลับ เมื่อระดับทะเลลดต่ำกว่าน้ำในคลองจึงเปิดระบายออก พร้อมใช้เครื่องสูบน้ำช่วย ดังนั้น น้ำทะเลหนุนจึงเป็นปัจจัยที่อาจทำให้การระบายน้ำติดขัด แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะเกิดน้ำท่วมทันที
6. พร่องน้ำ
พร่องน้ำ เป็นการดำเนินการเพื่อลดน้ำที่มีอยู่ในคลอง บึง หรือแหล่งเก็บน้ำ เพื่อเตรียมรองรับน้ำใหม่ ในข่าววันที่ 7 ตุลาคม กทม. ใช้คำนี้กับมาตรการพร่องน้ำจากคลองและพื้นที่แก้มลิงก่อนฝนระลอกใหม่จะมาถึง
ดังนั้นเมื่อข่าวระบุว่า กทม. “เร่งพร่องน้ำ” จึงหมายถึงการเตรียมระบบก่อนฝนใหม่มาถึง ไม่ใช่เพียงการสูบน้ำออกจากถนนที่ท่วมแล้ว คำนี้ควรอ่านแยกจาก “น้ำลด” เพราะน้ำลดเป็นคำบอกสถานการณ์ที่สังเกตหรือรายงาน ส่วนพร่องน้ำเป็นการดำเนินการเพื่อลดน้ำในแหล่งรับน้ำ
7. แก้มลิง
แก้มลิงเป็นแนวคิดจัดการน้ำตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 โดยนำน้ำมาพักไว้ในพื้นที่รองรับ ก่อนระบายออกตามความเหมาะสม มูลนิธิชัยพัฒนาอธิบายว่า สามารถใช้คลอง หนองบึงธรรมชาติ หรือพื้นที่ว่างเป็นพื้นที่พักน้ำได้ โดยต้องพิจารณาทั้งแหล่งน้ำที่จะรับเข้ามาและทางระบายออกให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ โดยการทำงานของแก้มลิงจึงต้องเชื่อมต่อกันทั้งระบบ ได้แก่
นำน้ำเข้า: มีเส้นทางให้น้ำจากพื้นที่ที่ต้องการระบายไหลเข้าสู่พื้นที่พักน้ำได้สะดวก
พักน้ำ: ใช้พื้นที่รองรับน้ำไว้ก่อน ระหว่างที่ยังระบายออกไม่ได้เต็มที่
ระบายน้ำออก: มีทางระบายออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบรับน้ำจากพื้นที่ตอนบนได้ต่อไป
สำหรับแก้มลิงชายทะเล จะเปิดประตูระบายน้ำเมื่อระดับทะเลต่ำกว่าน้ำในคลอง เพื่อให้น้ำไหลออกตามธรรมชาติ และใช้เครื่องสูบน้ำช่วย เมื่อทะเลสูงกว่าน้ำในคลองจะปิดประตูเพื่อป้องกันน้ำย้อนกลับ ทฤษฏี
ดังนั้น การอ่านข่าวเรื่องแก้มลิงควรดูทั้ง พื้นที่พักน้ำ ทางนำน้ำเข้า และทางระบายออก เพราะทั้งสามส่วนต้องทำงานร่วมกันจึงจะช่วยบรรเทาน้ำท่วมได้
8. ฟลัดเวย์หรือทางน้ำหลาก
ฟลัดเวย์หรือทางน้ำหลาก (Floodway) คือ แนวทางน้ำหรือพื้นที่ที่รองรับการไหลผ่านของน้ำหลาก อาจประกอบด้วยลำน้ำและพื้นที่ข้างเคียง จึงต้องพิจารณาการใช้พื้นที่และสิ่งกีดขวางที่อาจกระทบการไหลของน้ำ ในระบบกำกับพื้นที่น้ำท่วมของสหรัฐอเมริกา FEMA ใช้คำว่า Regulatory floodway หมายถึงลำน้ำและพื้นที่ข้างเคียงที่ต้องสงวนไว้ให้น้ำท่วมตามเกณฑ์อ้างอิงไหลผ่าน โดยไม่ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นเกินค่าที่กำหนด
9. พื้นที่ลุ่มต่ำ
พื้นที่ลุ่มต่ำ คือ พื้นที่ที่มีระดับต่ำกว่าบริเวณโดยรอบ จึงเป็นจุดที่น้ำอาจไหลมารวมและเกิดน้ำท่วมขังได้ โดยประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาระบุให้เฝ้าระวังน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำเมื่อมีฝนตกหนักหรือฝนสะสม
การมีชื่อพื้นที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังจึงเป็นเหตุให้ติดตามสถานการณ์ แต่ยังไม่ใช่ข้อมูลความลึกหรือขอบเขตน้ำท่วมของทุกจุด หากต้องการทราบว่าพื้นที่ใดอาจท่วมลึกเท่าไร ต้องใช้ข้อมูลเพิ่มเติม
น้ำลดแล้ว แต่ความรับผิดชอบยังไม่จบ
น้ำที่เริ่มลดลงในบางพื้นที่เป็นสัญญาณที่ดี แต่หลายชุมชนยังต้องรับมือกับน้ำท่วมและเตรียมรับฝนระลอกใหม่ ประชาชนควรติดตามข่าวให้ครบทั้งวัน เวลา และพื้นที่ พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยพื้นที่เสี่ยงยังควรเก็บสิ่งของไว้บนที่สูง
ขณะเดียวกัน ความเสียหายครั้งนี้ต้องนำไปสู่คำถามว่า ระบบรับมือภัยพิบัติ “พัง” ตรงไหน ตั้งแต่การระบายน้ำ การแจ้งเตือน ไปจนถึงการช่วยเหลือ ทุกขั้นตอนต้องได้รับการตรวจสอบและแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะประชาชนผู้จ่ายภาษีควรได้รับระบบป้องกันและการดูแลที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ต้องแบกรับความเสียหาย หาเงินซ่อมบ้าน และเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยตัวเองทุกครั้งที่ฝนหนัก
บทเรียนนี้ยังควรถูกนำไปพิจารณาร่วมกับ แผนผังน้ำในร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) LAD ชวนทุกคนตรวจดูผังและร่วมตั้งคำถามว่า ทางน้ำและพื้นที่รับน้ำเชื่อมต่อกันอย่างไร สอดคล้องกับปัญหาที่ชุมชนเผชิญหรือไม่ และการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เสนอรองรับการจัดการน้ำได้เพียงใด พร้อมนำข้อมูลและประสบการณ์จากพื้นที่มาประกอบข้อเสนอ
ผู้มีส่วนได้เสียในเขตผังเมืองรวมสามารถยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามขั้นตอนที่ กทม. กำหนด ภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 ตรวจดูร่างผังและรายละเอียดการยื่นคำร้องได้ที่ bmaplanning.bangkok.go.th และ plan4bangkok.com

น้ำลดต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูและแก้ไขระบบ ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความรับผิดชอบต่อประชาชน
LAD ขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยและผู้ปฏิบัติงานทุกคน ขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว และทุกครอบครัวกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :





ความคิดเห็น