น้ำท่วมกรุงเทพ 2569 ชี้โจทย์ร่างผังเมืองรวม เมื่อพื้นที่รับน้ำกรุงเทพฯ ตะวันออกกำลังเปลี่ยนสี

ฝนตกหนักน้ำท่วมขังมีนบุรี–ลาดกระบัง สะท้อนวิกฤตน้ำท่วม กทม. ที่ยังไม่จบ ขณะที่ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ฉบับใหม่เสนอปลดล็อกพื้นที่สีเขียวลาย ใครมีบ้านหรือที่ดินฝั่งตะวันออกควรรู้ก่อน 9 พฤศจิกายน 2569
เช้า 25 กันยายน 2569 มีนบุรีเป็นจุดวัดที่มีฝนสะสมสูงสุด 101.5 มิลลิเมตร ขณะที่ถนนในเขตมีนบุรีและลาดกระบังยังมีน้ำท่วมขังรอระบาย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯ เสนอปรับพื้นที่สีเขียวลายบางส่วนทางฝั่งตะวันออกให้พัฒนาได้มากขึ้น คำถามคือ ระบบจัดการน้ำจะพร้อมเมื่อพื้นที่เหล่านั้นเปลี่ยนไปหรือไม่

ฝนที่ตกหนักในกรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 24–25 กันยายน 2569 ทำให้เกิดน้ำท่วมขังบนถนนสายหลักหลายแห่ง ตามรายงานสถานการณ์ของศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ณ เวลา 07.00 น. วันที่ 25 กันยายน พบจุดน้ำท่วมขังบนถนนสายหลัก 14 จุด โดยระบายจนกลับสู่ภาวะปกติแล้ว 10 จุด ส่วนอีก 4 จุดยังรอการระบาย อยู่บนถนนสุวินทวงศ์ในเขตมีนบุรี และถนนหลวงแพ่ง ถนนเจ้าคุณทหาร และถนนลาดกระบังในเขตลาดกระบัง
ปริมาณฝนสะสมสูงสุดในรายงานดังกล่าววัดได้ที่เขตมีนบุรี 101.5 มิลลิเมตร รองลงมาคือคลองสามวาและลาดกระบัง ฝนครั้งนี้จึงทำให้ปัญหาการจัดการน้ำทางฝั่งตะวันออกกลับมาอยู่ในความสนใจ ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครกำลังเปิดให้ประชาชนตรวจสอบ ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ซึ่งมีข้อเสนอปรับพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมบางส่วนในฝั่งตะวันออกให้พัฒนาได้มากขึ้น

หนึ่งวันก่อนรายงานน้ำท่วม ในงานเสวนา “กรุงเทพจตุรทิศ : จตุรมหานคร Beyond the City” ที่จัดโดยพร็อพทูมอร์โรว์ คุณสิทธิพล กุสุมอรัญญา รองผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร อธิบายทิศทางร่างผังเมืองฉบับใหม่ ทั้งการปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินตามแนวรถไฟฟ้า การขยายมาตรการ FAR Bonus และการจัดทำผังน้ำประกอบการวางแผนพัฒนาเมือง
แน่นอนว่า น้ำท่วมขังครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากร่างผังที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ และจุดที่ฝนตกหนักก็ไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่เสนอให้เปลี่ยนสีผัง แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามที่ควรตอบก่อนผังประกาศใช้: หากพื้นที่ลุ่มต่ำบางส่วนรองรับบ้าน ถนน และอาคารเพิ่มขึ้น เมืองจะจัดการน้ำฝนที่ไหลบ่าเพิ่มขึ้นอย่างไร

พื้นที่สีเขียวลาย: ปลดล็อกที่ดิน แล้วรับน้ำอย่างไร?
พื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม หรือที่มักเรียกว่า “พื้นที่สีเขียวลาย” ถูกกำหนดข้อจำกัดด้านการพัฒนาไว้เพื่อรักษาลักษณะพื้นที่ชนบทและบทบาทด้านน้ำ ข้อมูลที่นำเสนอในงานเสวนาระบุว่า ข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลต่อเจ้าของที่ดินบางส่วนที่ต้องการสร้างที่อยู่อาศัยหรือพัฒนาทรัพย์สินของตน กทม. จึงเสนอปรับพื้นที่บางบริเวณให้พัฒนาที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น
กทม. ยังระบุถึงแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบายน้ำ ทั้งการขุดคลองสายใหม่ การสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ และการประสานงานกับจังหวัดปทุมธานี เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ อย่างไรก็ตาม พื้นที่สีเขียวลายแต่ละแห่งมีลักษณะทางน้ำไม่เหมือนกัน การประเมินผลของการปรับผังจึงต้องลงไปถึงระดับพื้นที่ ไม่อาจใช้เพียงข้อสรุปว่าทั้งฝั่งตะวันออก “รับน้ำได้” หรือ “รับน้ำไม่ได้”

การรับฟังความเดือดร้อนของเจ้าของที่ดินเป็นเรื่องจำเป็น แต่หากที่โล่งถูกเปลี่ยนเป็นหลังคา ถนน และลานคอนกรีตมากขึ้น น้ำฝนอาจซึมลงดินได้น้อยลงและไหลเข้าสู่คลองหรือท่อระบายน้ำเร็วขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำที่ต้องพึ่งการสูบระบายน้ำ การเปิดสิทธิพัฒนาจึงควรมาพร้อมข้อมูลว่าโครงการใหม่จะกักเก็บหรือชะลอน้ำภายในพื้นที่ได้เพียงใด
ก่อนเปลี่ยนสีผัง มีคำถามอย่างน้อยสามข้อที่ควรตอบให้ชัด:
พื้นที่ที่เสนอให้ปรับสีอยู่ตรงไหน และแต่ละบริเวณมีบทบาทในการรับหรือชะลอน้ำอย่างไร
โครงสร้างพื้นฐานที่วางแผนไว้จะพร้อมเมื่อใด มีงบประมาณและกำหนดดำเนินงานแล้วหรือยัง และรองรับการพัฒนาที่เพิ่มขึ้นได้เพียงใด
ผลกระทบจะตกกับใคร หากน้ำจากพื้นที่พัฒนาใหม่ไหลไปยังคลอง ชุมชนข้างเคียง หรือพื้นที่ปลายน้ำ

ผังน้ำจะกำกับการพัฒนาได้จริงหรือไม่?
ร่างผังเมืองรวมฉบับนี้มีแผนผังหลายด้านที่ต้องอ่านประกอบกัน นอกจากผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ยังมีผังอื่นไ ได้แก่
ผังน้ำ : รวบรวมแนวทางขุดและขยายคลอง แก้มลิง เขื่อน และประตูระบายน้ำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง
ผังแสดงที่โล่ง : กำหนดระยะถอยร่นอาคารริมแม่น้ำและคลองสาธารณะ 3 หรือ 6 เมตรตามขนาดลำน้ำ
ผังทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : แสดงพื้นที่ที่มีคุณค่าทางเกษตรและประมง เช่น พื้นที่ประมงน้ำจืดในเขตหนองจอก คลองสามวา และลาดกระบัง รวมถึงพื้นที่ประมงน้ำกร่อยในเขตบางขุนเทียน การพิจารณาที่ดินแปลงหนึ่งจึงไม่ควรหยุดที่คำถามว่า “เปลี่ยนเป็นสีอะไร” แต่ต้องดูทางน้ำ ที่โล่ง และทรัพยากรโดยรอบด้วย
การมีผังน้ำช่วยให้มองเห็นโครงข่ายระบายน้ำที่เมืองวางแผนไว้ แต่ โครงการที่ปรากฏบนแผนที่ไม่ได้หมายความว่าสร้างเสร็จแล้ว คลองและอุโมงค์แต่ละโครงการอาจต้องผ่านขั้นตอนงบประมาณ การจัดหาที่ดิน และการก่อสร้าง ขณะที่สิทธิในการพัฒนาตามผังจะเริ่มใช้เมื่อข้อกำหนดมีผลบังคับ ช่องว่างระหว่างเวลาที่พื้นที่พัฒนาได้กับเวลาที่ระบบระบายน้ำพร้อม จึงเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบ
กทม. ควรแสดงสถานะและกำหนดแล้วเสร็จของโครงการในผังน้ำให้ประชาชนเห็นควบคู่กับพื้นที่ที่เสนอให้ปรับสี รวมถึงชี้แจงว่าโครงการใหม่ต้องหน่วงหรือกักเก็บน้ำฝนภายในแปลงอย่างไร และมีเงื่อนไขใดป้องกันไม่ให้ภาระการระบายน้ำถูกส่งต่อไปยังชุมชนอื่น
โจทย์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่พื้นที่สีเขียวลาย
ร่างผังยังเสนอเพิ่มศักยภาพการพัฒนาบางบริเวณใกล้ระบบรถไฟฟ้า และขยายกรณีที่ใช้มาตรการ FAR Bonus การเพิ่มจำนวนอาคารและกิจกรรมเมืองควรมาพร้อมการประเมินภาระต่อทางเท้า การเดินทาง สาธารณูปโภค และระบบระบายน้ำในพื้นที่เดียวกัน
ก่อนเปลี่ยนสีผัง ต้องเห็นผลต่อน้ำทั้งระบบ
ฝนหนักวันที่ 25 กันยายนสะท้อนปัญหาที่กรุงเทพฯ ต้องจัดการในปัจจุบัน ส่วนร่างผังเมืองรวมคือการตัดสินใจว่าเมืองจะเติบโตอย่างไรในอนาคต การนำสองเรื่องมาคิดร่วมกันจึงมีเหตุผล แต่ต้องไม่สรุปว่าน้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากข้อเสนอปรับผังที่ยังไม่บังคับใช้
กรุงเทพมหานครเปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียตรวจสอบแผนที่ แผนผัง และข้อกำหนด พร้อมยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดของร่างผังเมืองรวมได้ถึง 9 พฤศจิกายน 2569 ผ่านระบบของสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง : https://bmaplanning.bangkok.go.th/
นอกจากตรวจว่าที่ดินของตนจะเปลี่ยนสีหรือไม่ LAD ชวนเปิดผังน้ำ ผังแสดงที่โล่ง และผังทรัพยากรธรรมชาติประกอบกัน เพื่อดูว่าพื้นที่รอบบ้านเชื่อมกับระบบน้ำอย่างไร และโครงสร้างพื้นฐานที่เสนอจะพร้อมรองรับการพัฒนาเมื่อใด
กรุงเทพฯ เปิดพื้นที่ให้เติบโตได้ แต่ก่อนให้สิทธิสร้างเพิ่ม เมืองต้องแสดงให้เห็นว่าน้ำที่เพิ่มขึ้นจะถูกจัดการอย่างไร และใครจะรับผิดชอบหากระบบตามไม่ทัน
ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :





ความคิดเห็น