
กอทูเลสะเทือนชายแดนไทย? ผังเมืองภาคตะวันตกในยุคความไม่แน่นอนของแม่ฮ่องสอน–ตาก–กาญจนบุรี
ม.ค. 13
ใช้เวลาอ่าน 2 นาที
2
27
0

ต้อนรับต้นปี 2569 ด้วยภูมิทัศน์การเมืองโลกที่ร้อนระอุในหลายซีกโลก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามยืดเยื้อ และแรงสั่นสะเทือนจากการเมืองภายในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยเองที่กำลังอยู่ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งที่เข้มข้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีเหตุการณ์หนึ่งที่ดูเหมือนอยู่ไกลจากสายตาคนเมือง แต่มีนัยสำคัญต่อไทยโดยตรง นั่นคือการประกาศเอกราชของ “สาธารณรัฐกอทูเล” (Republic of Kawthoolei) เมื่อวันท ี่ 7 มกราคม 2569 โดยกลุ่มผู้นำชาวกะเหรี่ยงของเมียนมา พื้นที่ซึ่งทอดยาวแนบชิดพรมแดนไทยตลอดแนวตะวันตก
แม้การประกาศดังกล่าวอาจยังเป็นเพียงถ้อยแถลงทางการเมืองที่ไม่มีการรับรองในเวทีนานาชาติ แต่ในเชิงภูมิศาสตร์และผังเมือง เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะ “พื้นที่อ้างอิง” ของกอทูเลเชื่อมต่อชายแดนไทยอย่างน้อย 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ตาก และกาญจนบุรี ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่เคยรับแรงกระแทกจากความขัดแย้งข้ามแดนมาแล้วซ้ำๆ
บทความนี้ LAD จึงชวนมอง “กอทูเล” ไม่ใช่แค่คำถามว่าโลกจะมีประเทศใหม่เพิ่มขึ้นหรือไม่ หากแต่เป็นการตั้งคำถามต่อ สัญญาณเตือนเชิงพื้นที่ ที่กำลังก่อตัว และอาจส่งแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งมิติความมั่นคง เมืองชายแดนของไทย และโครงสร้างการพัฒนาในระยะยาว จนนำไปสู่โจทย์สำคัญว่า ผังเมืองชายแดนของไทยพร้อมถูกทบทวนและอัปเดตอย่างรอบด้านแล้วหรือยัง

ผังเมืองชายแดน: โจทย์ที่ต้องคิดใหม่หลังข่าวกอทูเล
เมื่อพิจารณาจากภูมิศาสตร์ชายแดนตะวันตกของประเทศไทยควบคู่กับประสบการณ์ที่สั่งสมมาในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เหตุการณ์อย่างการประกาศเอกราชของสาธารณรัฐกอทูเลได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การวางผังเมืองในพื้นที่ชายแดนไม่อาจจำกัดกรอบอยู่เพียงมิติของการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าข้ามแดนได้อีกต่อไป
ที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง ผังเมืองรวมชุมชนชายแดน มักถูกผูกโยงกับเป้าหมายด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะการส่งเสริมการค้า การลงทุน และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone: SEZ) ซึ่งผังเมืองทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกำหนดแนวทางการใช้ที่ดิน โครงข่ายคมนาคม และระบบสาธารณูปโภค ให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติการผังเมือง เพื่อมุ่งสู่การใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จริงของจังหวัดชายแดนตะวันตกกลับชี้ให้เห็นว่า เมืองชายแดนต้องทำหน้าที่มากกว่าการเป็นเพียง “พื้นที่รองรับการค้า” หากแต่เป็นพื้นที่แนวหน้าในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การเคลื่อนย้ายของผู้คน ความเปราะบางด้านความมั่นคง และผลกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ผังเมืองในรูปแบบเดิมยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วน
ชายแดนไทย–เมียนมาด้านตะวันตก: โครงสร้างพื้นที่และความเสี่ยงที่ต้องอ่านให้ขาด
1) โครงสร้างภูมิประเทศ: พื้นที่ที่รัฐควบคุมได้ยาก
ชายแดนไทย–เมียนมาด้านตะวันตกมีลักษณะเด่นเป็นแนว ภูเขาสลับซับซ้อน ป่าไม้ และลุ่มน้ำขนาดใหญ่ โดยเฉพาะลุ่มน้ำสาละวิน ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งเส้นแบ่งทางธร รมชาติและเส้นทางการสัญจรของผู้คนมาอย่างยาวนาน ลักษณะภูมิประเทศเช่นนี้ทำให้ การควบคุมพื้นที่จากรัฐศูนย์กลางเป็นไปได้จำกัด ทั้งในเชิงการบริหาร การรักษาความปลอดภัย และการบังคับใช้กฎหมาย
2) พรมแดนบนแผนที่ vs พรมแดนของการใช้ชีวิต
พรมแดนทางการเมืองที่กำหนดด้วยเส้นแผนที่ ไม่สอดคล้องกับพรมแดนการใช้ชีวิตจริงของผู้คน โดยพื้นที่ฝั่งตรงข้ามจังหวัด แม่ฮ่องสอน–ตา ก–กาญจนบุรี เป็นถิ่นอาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน การค้าขาย การเดินทาง และเครือญาติข้ามแดนจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ข้อยกเว้น
3) การเมืองข้ามแดน: แรงสั่นสะเทือนที่เลี่ยงไม่ได้
ด้วยโครงสร้างพื้นที่และความเชื่อมโยงของผู้คนดังกล่าว ความเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ ในฝั่งเมียนมา ย่อมส่งแรงสะเทือนข้ามแดนมาถึงไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะในรูปแบบของการอพยพ การเคลื่อนย้ายแรงงาน หรือแรงกดดันต ่อระบบบริการพื้นฐานในเมืองชายแดนของไทย
ความขัดแย้ง = การไหลของผู้คน : ภูมิศาสตร์มนุษยธรรม
ประสบการณ์หลายทศวรรษของประเทศไทยสะท้อนรูปแบบที่ค่อนข้างชัดเจนว่า
เมื่อฝั่งเมียนมาเกิดความรุนแรง → ผู้คนไหลเข้าไทย → ไทยต้องรับภาระด้านมนุษยธรรม
กลไกดังกล่าวทำให้หน่วยงานตามแนวชายแดน ไม่ว่าจะเป็นกองทัพภาคที่ 3 หน่วยงานฝ่ายปกครอง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คุ้นชินกับการจัดการสถานการณ์ในสามมิติหลัก ได้แก่
การจัดตั้งที่พักพิงชั่วคราว
การจัดหาอาหารและน้ำดื่ม
การดูแลด้านการแพทย์และสาธารณสุข
โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งการข้ามพรมแดนทำได้ง่ายขึ้น ภาระด้านมนุษยธรรมมักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในบริบทของสถานการณ์กอทูเลย์ หากพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งกับสหภาพเมียนมา รูปแบบการไหลของผู้คนลักษณะเดิมอาจเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ในระดับความรุนแรงและความซับซ้อนที่ ยากต่อการคาดการณ์ และอาจเกินขีดความสามารถของกลไกการจัดการแบบเดิม
ความไม่แน่นอนของอำนาจรัฐ: ความเสี่ยงเชิงพื้นที่ชายแดน
ในเชิงภูมิศาสตร์การเมือง การประกาศรัฐใหม่ หากยังเป็นเพียง การแสดงเชิงสัญลักษณ์โดยปราศจากการควบคุมพื้นที่อย่างแท้จริง ย่อมเพิ่มระดับความไม่แน่นอนของอำนาจอธิปไตยในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่
การเคลื่อนย้ายประชากรอย่างฉับพลันทั้งผู้ลี้ภัย แรงงาน และประชากรแฝง ซึ่งเมืองชายแดนของไทยอาจต้องรองรับโดยไม่ทันตั้งตัว
แรงกดดันต่อทรัพยากรและบริการสาธารณะโดยเฉพาะระบบสาธารณสุข ที่อยู่อาศัย และโครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐาน
การขยายตัวของกิจกรรมผิดกฎหมายข้ามพรมแดนตั้งแต่การลักลอบค้าแรงงาน การค้าของผิดกฎหมาย ไปจนถึงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
ความเปราะบางด้านความมั่นคงเชิงพื้นที่เมื่ออำนาจรัฐไม่ชัดเจน พื้นที่ชายแดนอาจกลายเป็น “ช่องว่างของการกำกับดูแล”
ความเสี่ยงเหล่านี้จึงสะท้อนว่า ผังเมืองชายแดนไทย จึงไม่อาจทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือกำหนดการใช้ที่ด ินเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ หากแต่ต้องถูกออกแบบให้รองรับสถานการณ์ไม่แน่นอน มีความยืดหยุ่น และเชื่อมโยงมิติความมั่นคง สังคม และมนุษยธรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

3 จังหวัดแนวชายแดนตะวันตก: พื้นที่รับแรงกระแทกจากความไม่มั่นคงข้ามพรมแดน
แม่ฮ่องสอน : ชายแดนภูเขาและเส้นทางธรรมชาติ
แม่ฮ่องสอนมีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน พรมแดนยาวและยากต่อการควบคุม เส้นเขตแดนจำนวนมากเป็นเส้นทางธรรมชาติที่ เอื้อต่อการเคลื่อนย้ายข้ามแดนโดยไม่เป็นทางการ การอพยพของผู้คนจึงเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งหรือเมื่อฝั่งตรงข้ามเกิดความรุนแรงในทางปฏิบัติ ฝั่งไทยมักต้องรับบทเป็น “พื้นที่พักพิงฉุกเฉิน” โดยปริยาย ทั้งด้านมนุษยธรรม สาธารณสุข และความมั่นคง แม้จะไม่ได้ถูกออกแบบให้รองรับบทบาทดังกล่าวอย่างเป็นระบบ
ตาก : ประตูการเคลื่อนย้ายและโลจิสติกส์ชายแดน
ตาก โดยเฉพาะแนว อุ้มผาง–แม่สอด เป็นจุ ดตัดสำคัญของการเคลื่อนย้ายผู้คน แรงงาน และสินค้า ทั้งในระบบและนอกระบบ ความตึงเครียดชายแดนในอดีตทำให้ตากกลายเป็นพื้นที่รองรับผู้หนีภัยจำนวนมากตัวอย่างชัดเจนคือช่วงปลายปี 2564 ระหว่างสถานการณ์โควิด-19 ที่มีชาวกะเหรี่ยงข้ามแดนเข้ามาหลายพันคนในระยะเวลาอันสั้น สะท้อนบทบาทของตากในฐานะ “คอขวดเชิงพื้นที่” ที่ความไม่มั่นคงฝั่งตรงข้ามสามารถส่งผลกระทบถึงไทยได้โดยตรงและรวดเร็ว
กาญจนบุรี : ชายแดนเศรษฐกิจควบคู่ความมั่นคง
กาญจนบุรีมีลักษณะเฉพาะในฐานะทั้งพื้นที่ท่องเที่ยว เศรษฐกิจชายแดน และพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง การเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจฝั่งตรงข้ามอาจกระทบต่อทิศทางการพัฒนาโดยรวมพร้อมกันนั้น พื้นที่ยังเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เช่น ปัญหายาเสพติด อาวุธ และการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นประเด็นเรื้อรังของแนวชายแดนตะวันตก และยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อระบบกำกับดูแลเชิงพื้นที่อ่อนแอ
ทั้งสามจังหวัดจึงสามารถมองได้ว่าเป็น“พื้นที่รับแรงกระแทกจากความไม่มั่นคงข้ามพรมแดน” มาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นการอพยพผู้หนีภัย ความขัดแย้งทางทหาร ยาเสพติด อาวุธ หรือการค้ามนุษย์ ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และอย ู่นอกเหนือการคาดการณ์เชิงเศรษฐกิจหรือการพัฒนาเมืองตามปกติ
ที่ผ่านมา มาตรการของรัฐมักเน้นการ สกัดกั้นและควบคุมตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ และทำให้ไทยต้องรับภาระซ้ำซากทั้งด้านงบประมาณและทรัพยากรมนุษย์
โจทย์ผังเมือง: จาก “ด่านชายแดน” สู่ “โครงสร้างรองรับบทบาทชายแดน”
หากพิจารณาในเชิงผังเมืองและการวางโครงสร้างพื้นที่ การจัดการสถานการณ์ชายแดนอย่างยั่งยืนควรถูกมองในระยะยาว มากกว่าการเน้นเฉพาะด่านหรือกลไกความมั่นคงเฉพาะหน้า โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่
เมืองชายแดนถูกใช้เป็น “พื้นที่กันชน” ทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ขาดแผนรองรับบทบาทดังกล่าวอย่างเป็นระบบ
ผังเมืองจำนวนมาก ไม่เผื่อพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับภาวะฉุกเฉินด้านมนุษยธรรม สาธารณสุข และการอพยพ
ความมั่นคงเชิงพื้นที่เชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจเมือง หากผังเมืองไม่สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย และกลไกกำกับดูแลที่เข้มแข็ง เมืองชายแดนย่อมมีแนวโน้มกลายเป็น “พื้นที่สีเทา” ได้ง่าย
กรณีศึกษา : โอกาสที่มาพร้อมความเปราะบาง
การเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ชายแดนไม่ได้ให้ผลลัพธ์ด้านลบเสมอไป หากแต่ขึ้นอยู่กับว่า รัฐและผังเมืองเตรียมความพร้อมไว้มากน้อยเพียงใด โดยในหลายประเทศ เมืองชายแดนกลับกลายเป็นพื้นที่ที่รองรับ “โอกาสรูปแบบใหม่” ควบคู่ไปกับความเสี่ยง
ในบางกรณี เมืองชายแดนสามารถทำหน้าที่เป็น ประตูทางเศรษฐกิจและสังคม ในช่วงที่ประเทศเพื่อนบ้านเผชิญความไม่มั่นคง ไม่ว่าจะเป็น
การขยายการค้าและโลจิสติกส์ข้ามแดน
การรองรับบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่หลั่ง ไหลเข้ามา
การเพิ่มขึ้นของแรงงานข้ามชาติ
หรือการพัฒนาเมืองในบทบาท “บ้านหลังที่สอง” ของประชากรจากประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาในบริบทเช่นนี้ไม่เคยมีแต่ด้านบวก
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Zaatari Refugee Camp ในประเทศจอร์แดน ซึ่งเริ่มต้นจากค่ายผู้ลี้ภัยจากสงครามซีเรีย ก่อนจะขยายตัวจนมีลักษณะใกล้เคียง “เมืองขนาดย่อม” ทั้งในด้านเศรษฐกิจไม่เป็นทางการ ระบบบริการ และโครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐาน แม้จะช่วยบรรเทาวิกฤตมนุษยธรรม แต่ก็สร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรเมือง การบริหารจัดการ และความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในบริบทเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด่านพรมแดนระหว่างอินโดนีเซีย–ติมอร์เลสเต้ เช่น Motaain Border Post ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพและการเชื่อมต่อหลังความขัดแย้ง ทว่าการลงทุนด้านกายภาพที่ยิ่งใหญ่กลับไม่ได้รับป ระกันว่าพื้นที่ชายแดนจะเกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างทั่วถึง หากขาดการวางแผนเชิงพื้นที่ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้คน
ในทางกลับกัน ประสบการณ์ของไทยเองก็มีตัวอย่างที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ เช่น ด่านสะเดา ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงด่านผ่านแดน แต่เชื่อมโยงโครงข่ายเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวต่อเนื่องไปยังหาดใหญ่ เมืองศูนย์กลางระดับภูมิภาค ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นบทบาทของผังเมืองที่มองไกลกว่าด่านศุลกากร แต่รวมถึงโคร งสร้างเมือง ระบบคมนาคม และบริการรองรับประชากรที่หลากหลาย

จับตาผังเมืองรวมแม่สอด–ตาก: เมืองศูนย์กลางชายแดนที่โตบนความไม่แน่นอน
ในบรรดาเมืองชายแดนตะวันตก “แม่สอด” มีความคึกคักและบทบาทสูงที่สุด ด้วยภูมิศาสตร์ที่อยู่บนจุดเชื่อมสำคัญของ ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก–ตะวันตก (East–West Economic Corridor) ทำให้แม่สอดมีศักยภาพเชื่อมเมียนมา/ทะเลอันดามัน ไปยังลาว เวียดนาม และทะเลจีนใต้ผ่านการสัญจรทางบก เมืองนี้จึงเป็น “ศูนย์รวม” การเคลื่อนย้ายคน สินค้า และทุนในระดับภูมิภาค มากกว่าการเป็นเพียง “ด่านผ่านแดน”
แต่ในอีกด้าน แม่สอดเติบโตควบคู่กับความไม่แน่นอนจากฝั่งตรงข้าม โดยเฉพาะความขัดแย้งในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง ส่งผลให้เกิดการอพยพข้ามแม่น้ำเมยมาอย่างต่อเนื่อง แม่สอดจึงเป็นทั้งพื้นที่พักพิง ผู้รับแรงงานข้ามชาติ และศูนย์กลางกระจายแรงงานไปยังพื้นที่เศรษฐกิจอื่นของไทย
การขยายตัวของเมืองสะท้อนผ่านการยก ระดับฐานะองค์กรปกครองท้องถิ่นและการจัดทำผังเมืองรวม อย่างไรก็ตาม หากผังเมืองมองแม่สอดผ่านเลนส์ “เศรษฐกิจ–การค้า” เป็นหลัก เมืองจะยังขาดเครื่องมือรองรับความเสี่ยงที่เกิดซ้ำจริง เช่น การอพยพฉุกเฉิน การจัดการแรงงานเปราะบาง ปัญหาค้ามนุษย์ ยาเสพติด และเศรษฐกิจนอกระบบ
ดังนั้น แม่สอดในฐานะเมืองศูนย์กลางชายแดนของจังหวัดตาก ควรถูกมองเป็น เมืองหน้าด่านเชิงยุทธศาสตร์ ที่ผังเมืองต้องรองรับทั้งการพัฒนา ความมั่นคง และเหตุฉุกเฉินควบคู่กัน

จากข่าวชายแดน สู่โจทย์ผังเมืองเชิงยุทธศาสตร์
ตัวอย่างเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า เมืองชายแดนในยุคความไม่แน่นอนทางการเมือง ต้องถูกมองในฐานะพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าพื้นที่เศรษฐกิจเพียงมิติเดียว การวางผังเมืองจึงจำเป็นต้องบูรณาการประเด็นความมั่นคง สังคม มนุษยธรรม และคุณภาพชีวิต เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเปลี่ยน “แรงกดดันจากภายนอก” ให้กลายเป็นโอกาสเชิงโครงสร้างของประเทศในระยะยาว
ผังเมืองรวมชุมชนชายแดนในระยะต่อไปควรถูกพิจารณายกระดับจาก “ผังเพื่อการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจเป็นหลัก” ไปสู่ ผังเพื่อการบริหารความเสี่ยงและเหตุฉุกเฉิน
ข่าวการเมืองจากฝั่งชายแดนอย่าง “กอทูเล” อาจยังไม่ใช่ประเทศใหม่ในทางกฎหมาย แต่ได้กลายเป็นสัญญาณเตือนเชิงพื้นที่ ว่าผังเมืองชายแดนของไทยจำเป็นต้องได้รับการอัปเดตให้เท่าทันภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป มิฉะนั้น เมืองชายแดนจะยังคงทำหน้าที่รับภาระซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่มีเครื่องมือเชิงโครงสร้างมารองรับอย่างยั่งยืน

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
http://gisweb.diw.go.th/diwzonning/diwzoning62/images/content/5download/SEZ.pdf
https://transbordernews.in.th/home/?p=38113
https://www.pptvhd36.com/news/ต่างประเทศ/265451
https://www.bbc.com/thai/articles/cq6vy2n378qo
https://www.facebook.com/share/p/17umPmK5HQ/?mibextid=wwXIfr
https://thematter.co/brief/255129/255129
https://travel.trueid.net/detail/a26kJj7OmM1N
https://www.matichon.co.th/columnists/news_5544726
https://www.reddit.com/r/MapPorn/comments/1q7oj6d/map_of_republic_of_kawthoolei_a_recently_declared/
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/nakhara/article/view/252312/171701
https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2701496
https://myanmar-now.org/en/news/new-report-shows-junta-is-losing-its-hold-over-southeastern-myanmar/
https://www.bbc.com/thai/articles/ckm64pxee87o
https://www.thairath.co.th/newspaper/1938380







