
Resilient City 2026: เมืองที่ “อยู่รอด–ปรับตัว–ฟื้นตัว” ท่ามกลางความไม่แน่นอน กับ 4 กรณีศึกษาระดับโลก และบทเรียนการวางผังเมืองร่วมสมัย
2 วันที่แล้ว
ใช้เวลาอ่าน 3 นาที
0
14
0

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การวางผังเมืองจำนวนมากตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า “อนาคตคาดการณ์ได้” จึงออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับค่าเฉลี่ยของฝน อุณหภูมิ เศรษฐกิจ และประชากร แต่โลกยุคปัจจุบันชี้ชัดว่าเมืองกำลังเผชิญ “ความไม่แน่นอนเชิงระบบ” (systemic uncertainty) จากทั้งภัยพิบัติที่ถี่และรุนแรงขึ้น และเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายมิติ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติรุนแรง ความผันผวนทางเศรษฐกิจ โรคระบาด ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้แนวคิด Urban Resilience กลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการอยู่รอด มากกว่าคำสวยหรูเชิงนโยบาย
ความหมายใหม่ของ Resilient City ในบริบทปี 2026
ในอดีต แนวคิดเรื่อง Resilience มักถูกทำความเข้าใจผ่านกรอบคิดเชิงวิศวกรรม โดยเน้นที่ความแข็งแรงของโครงสร้าง ความสามารถในการต้านทานภัยพิบัติ หรือความมั่นคงของระบบสาธารณูปโภคเป็นหลัก
เมืองที่ “ยืดหยุ่น” จึงหมายถึงเมืองที่สามารถรับแรงกระแทกแล้วกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ภายในบริบทปี 2026 ความหมายของ Resilient City ได้ขยายออกไปอย่างมีนัยสำคัญ จากการเน้นเพียงความแข็งแรงของโครงสร้าง ไปสู่การมองเมืองในฐานะระบบซ้อนทับของมิติสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการ
งานวิจัยด้านระบบสังคม–นิเวศ (social-ecological systems) และระบบสังคม–เทคนิค (socio-technical systems) จำนวนมาก ได้เสนอว่า ความยืดหยุ่นของเมืองสามารถทำความเข้าใจผ่าน “กระบวนการเปลี่ยนผ่าน” ที่มีลำดับระยะสำคัญ ได้แก่ การฟื้นคืนสภาพ (recovery) การปรับตัว (adaptation) และการเปลี่ยนสภาพเชิงโครงสร้าง (transformation)

1. การฟื้นคืนสภาพ (Recovery)
การฟื้นคืนสภาพคือระยะของการตอบสนองต่อเหตุการณ์วิกฤต โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อทำให้ระบบกลับเข้าสู่สภาวะที่สามารถดำเนินการได้อีกครั้ง หลังจากได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ วิกฤตเศรษฐกิจ หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ตัวอย่างของการฟื้นคืนสภาพ ได้แก่
การให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน
การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย
ก ารฟื้นฟูบริการพื้นฐานของเมือง
Recovery ในความหมายร่วมสมัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียง “การกลับสู่สภาพเดิม” หากแต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนบทเรียน และนำไปสู่การปรับปรุงเชิงโครงสร้าง เพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคต
2. การปรับตัว (Adaptation)
การปรับตัวเป็นกระบวนการที่เมืองปรับเปลี่ยนวิธีดำเนินการ นโยบาย หรือรูปแบบการใช้พื้นที่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วหรือคาดว่าจะเกิดขึ้น การปรับตัวมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับโครงสร้างขนาดใหญ่เท่านั้น แต่สามารถเกิดได้ในหลายระดับ ได้แก่ ระดับบุคคลแ ละครัวเรือน ระดับชุมชนท้องถิ่น และระดับเมืองหรือประเทศ ตัวอย่างเช่น
การออกแบบอาคารให้ทนต่อคลื่นความร้อน
การปรับผังเมืองเพื่อเพิ่มพื้นที่หน่วงน้ำ
การปรับรูปแบบเศรษฐกิจเมืองให้มีความหลากหลายมากขึ้น
Adaptation จึงสะท้อนความสามารถของเมืองในการ “เรียนรู้และปรับตัว” โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทั้งหมดของระบบ
3. การเปลี่ยนสภาพเชิงโครงสร้าง (Transformation)
เมื่อแรงกดดันสะสมถึงระดับหนึ่ง การปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปอาจไม่เพียงพอ เมืองอาจต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยน (threshold) ที่นำไปสู่การปรับโครงสร้างเชิงลึกของระบบ
การเปลี่ยนสภาพ (Transformation) หมายถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน สถาบัน หรือกรอบคิดหลักของเมือง เพื่อสร้างระบบใหม่ที่สามารถรองรับความท้าทายในระยะยาวได้ดีกว่าเดิม การเปลี่ยนสภาพอาจรวมถึง
การเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจจากพึ่งพาภาคเดียวสู่ระบบหลากหลาย
การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานสู่ระบบกระจายศูนย์
การปรับระบบบริหารเมืองให้มีความยืดหยุ่นและมีส่วนร่วมมากขึ้น
Transformation จึงไม่ใช่เพียงการ “ซ่อมแซม” หรือ “ปรับปรุง” แต่เป็นการออกแบบระบบใหม่บนฐานของความเข้าใจความเปราะบางเดิม
จาก Recovery สู่ Transformation: เมืองในฐานะระบบพลวัต
เมื่อพิจารณาทั้งสามระยะร่วมกัน จะเห็นได้ชัดว่า Resilient City ไม่ได้หมายถึงเพียงความสามารถในการ “กลับไปสู่สภาวะเดิม” หลังเกิดวิกฤตเท่านั้น หากแต่หมายถึงศักยภาพของเมืองในการเคลื่อนผ่านกระบวนการฟื้นตัว (recovery) การปรับตัว (adaptation) และการเปลี่ยนสภาพเชิงโครงสร้าง (transformation) อย่างต่อเนื่องและเป็นพลวัต
เมืองที่ยืดหยุ่นในปี 2026 จึงไม่ใช่เมืองที่ต้านทานแรงกระแทกได้ดีที่สุด แต่คือเมืองที่สามารถเรียนรู้จากแรงกระแทกนั้น ปรับโครงสร้างบางส่วนเมื่อจำเป็น และใช้วิกฤตเป็นแรงขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในระยะยาว การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสจึงไม่ใช่คำขวัญ หากเป็นกระบวนการเชิงระบบที่ต้องออกแบบและบริหารจัดการอย่างตั้งใจ
ในมุมมองนี้ ความยืดหยุ่นไม่ได้เป็นเพียงคุณสมบัติของโครงสร้างทางกายภาพ แต่เป็นคุณสมบัติของระบบเมืองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ สังคม กลไกการบริหารจัดการ ตลอดจนวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน การนำแนวคิดความยืดหยุ่นเข้าสู่กระบวนการวางแผนและออกแบบเมืองในทุกระดับ จึงเป็นการสร้างศักยภาพระยะยาวให้เมืองสามารถป้องกัน รับมือ และฟื้นตัวจากความเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

มิติที่ 1: ความยืดหยุ่นด้านสภาพแวดล้อม (Environmental Resilience)
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นแรงกดดันสำคัญ ที่ผลักให้แนวคิด Resilient City กลายเป็นวาระเร่งด่วน เมืองในปี 2026 ต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนที่ยาวนานขึ้น ฝนตกหนักแบบฉับพลัน น้ำท่วมซ้ำซาก และภัยแล้งในบางภูมิภาค ความผันผวนดังกล่าวสะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบจาก “ค่าเฉลี่ยในอดีต” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
เมืองที่มีความยืดหยุ่นด้านภูมิอากาศจึงไม่ได้พยายาม “เอาชนะธรรมชาติ” หากเลือกที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเข้าใจ ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่
การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานตามแนวคิด Nature-based Solutions
การใช้พื้นที่สีเขียวและโครงสร้างสีฟ้า–สีเขียว (blue-green infrastructure) เป็นระบบจัดการน้ำและความร้อน
การเปิดพื้นที่ให้น้ำไหลและกักเก็บ แทนการเร่งระบายออกอย่างเดียว
การออกแบบอาคารและพื้นที่สาธารณะให้ลดการสะสมความร้อน
ในบริบทนี้ พื้นที่สาธารณะไม่ได้มีบทบาทเพียงด้านสันทนาการ แต่กลายเป็นเครื่องมือด้านความอยู่รอดของเมือง ทำหน้าที่ทั้งรองรับกิจกรรมประจำวันและลดความเสี่ยงใน ยามวิกฤต
มิติที่ 2: ความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Resilience)
โครงสร้างพื้นฐานคือเส้นเลือดหลักของเมือง อย่างไรก็ตาม หลายระบบถูกออกแบบภายใต้เงื่อนไขในอดีต ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงใหม่ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น
Resilient City 2026 จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถปรับตัวและทำงานต่อเนื่องได้ เช่น
ระบบแบบ Modular และมีความซ้ำซ้อน (redundancy) เพ ื่อลดความเสี่ยงการล้มเหลวทั้งระบบ
ระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ (decentralized energy)
โครงข่ายคมนาคมที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทาง
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รองรับการทำงาน การเรียนรู้ และการให้บริการในภาวะฉุกเฉิน
ความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานจึงไม่ได้วัดจากความแข็งแรงเพียงอย่างเดียว แต่จากความสามารถในการดำเนินการต่อเนื่อง แม้บางองค์ประกอบของระบบจะหยุดทำงานชั่วคราว
มิติที่ 3: ความยืดหยุ่นทางสังคม (Social Resilience)
บทเรียนจากวิกฤตระดับโลกที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า เมืองที่มีโครงสร้างทางกายภาพแข็งแรง แต่มีโครงสร้างสังคมที่เปราะบาง ยังคงเผชิญความล้มเหลวได้ง่าย
ดังนั้น ความยืดหยุ่นทางสังคมจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของ Resilient City 2026 โดยให้ความสำคัญกับ
ความเท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรและบริการพื้นฐาน
ระบบสวัสดิการที่รองรับกลุ่มเปราะบาง
พื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการสร้างความไว้วางใจและเครือข่ายทางสังคม
การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการตัดสินใจ
เมืองที่ยืดหยุ่นทางสังคมคือเมืองที่ประชาชนไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในยามวิกฤต และมีทุนทางสังคมเพียงพอที่จะสนับสนุนการฟื้นตัวร่วมกัน
มิติที่ 4: ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ (Economic Resilience)
ในโลกที่ความผันผวนทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นรวดเร็วและคาดการณ์ได้ยาก เมืองไม่สามารถพึ่งพาอุตสาหกรรมหรือรายได้เพียงแหล่งเดียวได้อีกต่อไป
เมืองที่ยืดหยุ่นจึงต้องมีเศรษฐกิจที่หลากหลายและปรับตัวได้ ผ่านแนวทาง เช่น
การสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
การออกแบบพื้นที่เมืองให้รองรับกิจกรรมเศรษฐกิจหลายรูปแบบ
การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี
การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมในระดับเมือง
Resilient City 2026 จึงมองเศรษฐกิจมากกว่าตัวเลข GDP หากมองถึงความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชน และความสามารถของเมืองในการรักษาเสถียรภาพในยามวิกฤต
มิติที่ 5: ความยืดหยุ่นด้านการบริหารจัดการ (Instutional Resilience)
ท้ายที่สุด เมืองที่ยืดหยุ่นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากระบบการบริหารยังคงแข็งตัวและรวมศูนย์จนขาดความยืดหยุ่นของการบริหารจัดการ ในปี 2026 ต้อง
เปิดรับและใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์
ตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานข้อมูลและการประเมินความเสี่ยง
ทำงานบูรณาการข้ามหน่วยงานและข้ามระดับการปกครอง
เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนและเอกชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางเมือง
การบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นคือการบริหารที่เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ยอมรับความไม่แน่นอนเป็นส่วนหนึ่งของความจริง และพร้อมปรับกลยุทธ์เมื่อบริบทเปลี่ยนไป
เมื่อพิจารณาทั้งห้ามิติร่วมกัน จะเห็นได้ว่า Resilient City 2026 มิได้เป็นเพียงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นกรอบคิดแบบองค์รวมของการพัฒนาเมือง ที่เชื่อมโยงกายภาพ สังคม เศรษฐกิจ และการบริหารเข้าด้วยกันในฐานะ “ระบบพลวัต” เมืองที่ยืดหยุ่นจึงไม่ใช่เมืองที่สมบูรณ์แบบแต่คือเมืองที่สา มารถปรับตัว เรียนรู้ และเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีทิศทาง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกยุคใหม่
4 กรณีศึกษา เมืองยืดหยุ่น (Resilient City) ในเวทีโลก
LAD ขอขยายความเข้าใจ โดยอธิบายให้ทุกท่านเห็นภาพผ่าน 4 เมืองกรณีศึกษาระดับโลกที่มักถูกยกเป็นตัวอย่าง “resilience ที่เกิดขึ้นจริง” (พร้อมรูปประกอบและแหล่งอ้างอิง)
1) Rotterdam : “อยู่กับน้ำ” ผ่านโครงสร้างพื้นฐานแบบปรับตัว (Adaptive Water City)
ปัญหาหลัก เมืองเดลต้าเสี่ยงทั้งน้ำทะเลหนุน ฝนหนัก และน้ำท่วมฉับพลัน
แนวทางหลัก (Design + Governance) Rotterdam วางยุทธศาสตร์ความยืดหยุ่นโดยมอง “น้ำ” เป็นส่วนหนึ่งของเมือง และลงทุนในชุดเครื่องมือ เช่น พื้นที่หน่วงน้ำชั่วคราวและพื้นที่สาธารณะที่รองรับน้ำได้ (multi-functional public space) ซึ่งเป็นแก่นของ climate adaptation ในเมืองเดลต้า
ตัวอย่างโครงการ : Water Square Benthemplein พื้นที่สาธารณะทำหน้าที่เป็นลานกิจกรรมในเวลาปกติ แต่แปลงเป็น “บ่อรับน้ำ” เมื่อฝนหนัก ช่วยลดภาระระบบระบายน้ำและลดความเสี่ยงน้ำท่วมเฉียบพลัน
เปลี่ยนจาก “กันน้ำ” → “บริหารความเสี่ยงด้วยพื้นที่”
ทำให้ resilience เกิดเป็น “รูปธรรมเชิงพื้นที่” ไม่ใช่แค่นโยบาย

2) Copenhagen : Cloudburst Management—เมืองที่ออกแบบให้ “ท่วมได้อย่างตั้งใจ” (Designing for Controlled Flooding)
ปัญหาหลัก เหตุฝนสุดขั้ว (cloudburst) ทำให้ระบบท่อ/ถนนรับไม่ไหว เกิดความเสียหายเมืองวงกว้าง
แนวทางหลัก Copenhagen จัดทำ Cloudburst Management Plan เพื่อยกระดับการป้องกันน้ำท่วมจากฝนหนัก โดยตั้งเป้าลดความเสียหายจากเหตุการณ์ฝนรุนแรงระดับที่เกิดได้ราว “ครั้งใน 100 ปี” และพัฒนาโครงข่ายการจัดการน้ำบ นผิวถนน–พื้นที่เปิดโล่งควบคู่ระบบท่อ
ตัวอย่างโครงการ : ถนน/พื้นที่สาธารณะรับน้ำแบบ Cloudburstแนวคิดคือทำให้ถนน–สวน–พื้นที่เมือง “รองรับน้ำชั่วคราว” แล้วปล่อย/ระบายตามเส้นทางที่ออกแบบไว้ ลดการท่วมจุดวิกฤต และยังคงคุณภาพพื้นที่เมืองในเวลาปกติ (liveability + safety)
จาก fail-safe → safe-to-fail (ยอมให้บางส่วนท่วมได้ เพื่อไม่ให้ทั้งระบบล่ม)
โยง resilience เข้ากับ “ความน่าอยู่” ไม่ใช่แค่โครงสร้าง

3) Medellín : Green Corridors—ลดความร้อนเมืองด้วยโครงสร้างสีเขียว (Heat + Equity Resilience)
ปัญหาหลัก Urban heat island และความเหลื่อมล้ำด้านสิ่งแวดล้อม (บางย่านร้อนกว่า เปราะบางกว่า)
แนวทางหลักโครงการ Green Corridors ปรับแนวถนนและลำน้ำหลายสายให้เป็นโครงข่ายพืชพรรณ ลดความร้อนสะสม เพิ่มร่มเงา และยกระดับคุณภาพพื้นที่สาธารณะ
ตัวอย่างโครงการ : แนว Green Corridor รายงานสาธารณะระบุว่ามีผลช่วยลดผลกระทบ heat island ในระดับเมืองได้
Resilience ไม่ใช่แค่ “รับภัยพิบัติ” แต่รวม สุขภาวะ–ความเป็นธรรม–คุณภาพชีวิต
Nature-based solutions เป็นทั้ง climate tool และ social tool

4) Singapore: ABC Waters & Bishan–Ang Mo Kio Park—Blue-Green Infrastructure ที่เป็นทั้งสวนและระบบจัดการน้ำ
ปัญหาหลักเมืองหนาแน่น ต้องจัดการน้ำฝน/น้ำท่วมให้ได้ โดยไม่สูญเสียคุณภาพพื้นที่สาธารณะ
แนวทางหลักสิงคโปร์พัฒนาโครงการภายใต้ ABC Waters Programme และปรับคลองคอนกรีตให้เป็นลำน้ำธรรมชาติในสวน (naturalised river) ช่วยเพิ่มพื้นที่หน่วงน้ำ ลดความเสี่ยงน้ำหลาก และทำให้ประชาชน “เข้าถึงน้ำ” เป็นส่วนหนึ่งของเมือง
ตัวอย่างโครงการ : Bishan–Ang Mo Kio Parkพื้นที่สวนทำหน้าที่ทั้ง recreation และ flood managementในชุดเดียว
ทำให้ “โครงสร้างพื้นฐาน” กลายเป็น “พื้นที่สาธารณะ”
ยกระดับ resilience ผ่าน multi-functional landscape

Resilient City ไม่ใช่ปลายทาง แต่คือกระบวนการต่อเนื่อง
สิ่งสำคัญที่สุดของ Resilient City 2026 คือการยอมรับว่า ความยืดหยุ่นไม่ใช่สถานะถาวร เมืองไม่เคย “เสร็จสมบูรณ์” แต่ต้องเรียนรู้ ปรับตัว และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เมืองที่ยืดหยุ่นจึงไม่ใช่เมืองที่สมบูรณ์แบบ แต่คือเมืองที่
ยอมรับความเปราะบาง
เตรียมพร้อมต่อความไม่แน่นอน
ให้ความสำคัญกับมนุษย์และธรรมชาติ
และกล้าเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเดิมเมื่อไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป
บทบ าทของการออกแบบและนักออกแบบใน Resilient City 2026
ในบริบทของ Resilient City นักออกแบบไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “แก้ปัญหาเชิงกายภาพ” แต่เป็น
ผู้ออกแบบระบบ (system designer)
ผู้แปลนโยบายสู่พื้นที่จริง
ผู้เชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี และมนุษย์
ผู้สร้างพื้นที่สำหรับการเรียนรู้และการปรับตัวขอ งเมือง
การออกแบบในปี 2026 จึงเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ ที่ทำให้เมืองสามารถ มองเห็นอนาคตหลายแบบ และเตรียมรับมือได้อย่างรอบด้าน
เมืองแห่งปี 2026 ต้อง “อยู่ได้” ก่อน “เติบโต”
Resilient City 2026 ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมหรือการออกแบบเมือง แต่เป็น กรอบคิดใหม่ของการพัฒนาเมืองทั้งระบบ ที่ตั้งคำถามสำคัญว่า
เมืองของเราจะอยู่รอดได้อย่างมีคุณภาพหรือไม่เมื่อโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป?
ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมืองที่มีความยืดหยุ่นไม่ใช่เมืองที่ใหญ่ที่สุด รวยที่สุด หรือทันสมัยที่สุด แต่คือเมืองที่ดูแลผู้คนได้ในวันที่ยากลำบากที่สุด และนั่นคือหัวใจของ Resilient City ในปี 2026 อย่างแท้จริง
ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://resilientcityexpo.com/miami
https://documents1.worldbank.org/
https://www.urbanisten.nl/work/
https://theurbanis.com/urban-resilience/
https://citycracker.co/city-environment/what-is-urban-resilience/
https://journals.sagepub.com/doi/10.1177/0956247814550780#bibr15-0956247814550780
https://www.notmyproblem.earth/p/this-city-is-beating-the-heat-using
https://www.nparks.gov.sg/visit/parks/park-detail/bishan-ang-mo-kio-park
https://www.4cities.eu/the-infinite-game-of-urban-resilience/







