top of page
Clip path group

Frasers Property ของ "เจริญ สิริวัฒนภักดี" ทุ่ม 2.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ชิง Bayshore เปิดโมเดลสร้าง "เมืองใหม่" ที่ไทยควรศึกษา

  • รูปภาพนักเขียน: PREECHAYA NAVARAJ
    PREECHAYA NAVARAJ
  • 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

Frasers Property ของเจริญ สิริวัฒนภักดี ยื่นประมูลที่ดินมิกซ์ยูส Bayshore Waterfront มูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เจาะแนวคิด TOD การวางผังเมืองของ URA และบทเรียนที่ไทยเรียนรู้ได้จากการพัฒนาเมืองใหม่ของสิงคโปร์

หลายครั้งข่าวการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มักเริ่มต้นจากคำว่า "เอกชนซื้อที่ดิน" หรือ "เปิดตัวโครงการใหม่" แต่สำหรับสิงคโปร์ กระบวนการกลับเริ่มต้นจาก "การวางผังเมือง" ก่อน แล้วจึงเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาแข่งขันพัฒนาโครงการภายใต้วิสัยทัศน์ที่รัฐกำหนดไว้


กรณีที่ Frasers Property กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้การควบคุมของ เจริญ สิริวัฒนภักดี นำกลุ่มพันธมิตรยื่นข้อเสนอสูงสุด 2.13 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อชิงสิทธิพัฒนาโครงการ Mixed-use ในย่าน Bayshore Waterfront จึงอาจดูเหมือนเป็นเพียงข่าวการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์


แต่หากมองลึกลงไป ข่าวนี้สะท้อนแนวคิดการพัฒนาเมืองของสิงคโปร์ที่แตกต่างจากหลายประเทศ เพราะภาครัฐไม่ได้เพียงเปิดขายที่ดิน หากแต่กำหนดบทบาทของพื้นที่ ระบบขนส่ง และโครงสร้างของเมืองไว้ล่วงหน้า ก่อนเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาแข่งขันกันสร้าง "เมือง" ตามภาพอนาคตที่วางไว้



ประมูลที่ดิน แต่เดิมพันคือ "ศูนย์กลางเมืองใหม่"

กลุ่มผู้ร่วมทุนที่นำโดย Frasers Property ประกอบด้วยผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายสำคัญของเอเชีย ได้แก่

  • Frasers Property ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของสิงคโปร์ ภายใต้การควบคุมของ เจริญ สิริวัฒนภักดี

  • Sunway MCL บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Sunway Group ของมหาเศรษฐีมาเลเซีย Jeffrey Cheah

  • Sekisui House ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำจากญี่ปุ่น

  • Lum Chang Building Contractors บริษัทก่อสร้างของสิงคโปร์

ข้อเสนอของกลุ่มมีมูลค่า 2.13 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 1,323 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตารางฟุตของอัตราส่วนพื้นที่อาคาร (psf ppr) สูงกว่าผู้ยื่นประมูลอันดับสองราว 5.8%


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่ามูลค่าการประมูล คือที่ดินแปลงนี้ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงโครงการอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นโครงการมิกซ์ยูสเพียงแห่งเดียวของ Bayshore ที่รัฐบาลวางให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และการเดินทางของทั้งย่าน


ทำไม Bayshore จึงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์

Bayshore เป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลสิงคโปร์กำหนดไว้ใน Master Plan เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองฝั่งตะวันออก โดยมีเป้าหมายพัฒนาเป็นชุมชนเมืองริมชายฝั่งแห่งใหม่ที่สามารถรองรับที่อยู่อาศัยประมาณ 10,000 ยูนิต แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยภาครัฐประมาณ 7,000 ยูนิต และที่อยู่อาศัยเอกชนประมาณ 3,000 ยูนิต พร้อมโรงเรียน สวนสาธารณะ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต


ที่ดินที่ Frasers Property ยื่นประมูลมีขนาดประมาณ 618,500 ตารางฟุต (ประมาณ 57,460 ตารางเมตร) เป็นสิทธิการเช่า 99 ปีและถือเป็นหนึ่งในแปลงที่ดินขนาดใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลเปิดประมูลภายใต้โครงการ Government Land Sales (GLS)


ศักยภาพของ Bayshore ไม่ได้มาจากทำเลริมทะเลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ภาครัฐวางโครงสร้างพื้นฐานและบทบาทของพื้นที่ไว้ล่วงหน้า ทำให้การลงทุนของภาคเอกชนสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างเมืองได้อย่างเป็นระบบ


URA กับบทบาทการกำหนดกรอบการพัฒนาเมือง

หัวใจสำคัญของข่าวนี้อยู่ที่แนวทางการทำงานของ Urban Redevelopment Authority (URA)

ก่อนเปิดประมูล รัฐบาลไม่ได้เพียงกำหนดขอบเขตที่ดิน แต่ได้วางภาพรวมของพื้นที่ไว้แล้ว ทั้งการใช้ประโยชน์ที่ดิน ความหนาแน่นของการพัฒนา ระบบขนส่ง พื้นที่พาณิชยกรรม และพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ทุกโครงการเดินไปในทิศทางเดียวกัน


กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภาครัฐเป็นผู้กำหนด "วิสัยทัศน์ของเมือง" ส่วนภาคเอกชนเป็นผู้แข่งขันกันนำเสนอแนวทางพัฒนาภายใต้กรอบ ดังกล่าว

แนวคิดนี้ทำให้การพัฒนาเมืองไม่เกิดขึ้นแบบโครงการรายแปลงที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นการสร้างเมืองทั้งย่านที่มีเป้าหมายร่วมกันตั้งแต่ต้น



TOD หัวใจของการพัฒนา Bayshore

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Bayshore มีความสำคัญ คือการถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Transit-Oriented Development (TOD)

โครงการจะเชื่อมต่อโดยตรงกับ

  • สถานี Bedok South MRT

  • สถานีขนส่งแบบบูรณาการ (Integrated Bus Interchange)

  • พื้นที่ค้าปลีก

  • พื้นที่สาธารณะ

  • พื้นที่อยู่อาศัย

ทั้งหมดถูกวางไว้ในพื้นที่เดียว เพื่อให้การเดินทาง การอยู่อาศัย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ แผนพัฒนายังรองรับที่อยู่อาศัยได้สูงสุด 1,280 ยูนิต พร้อมพื้นที่เชิงพาณิชย์ประมาณ 242,000 ตารางฟุต ทำให้โครงการนี้มีบทบาทมากกว่าการเป็นคอนโดมิเนียม แต่เป็นศูนย์กลางกิจกรรมของเมืองใหม่ในอนาคต



มากกว่าการลงทุน แต่คือการร่วมสร้างเมือง

Soon Su Lin ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Frasers Property Singapore กล่าวว่า หากได้รับสิทธิพัฒนา โครงการนี้จะเป็นโอกาสในการสร้างชุมชนที่เชื่อมโยงระบบขนส่งอย่างสมบูรณ์ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และรองรับการเติบโตของเมืองในระยะยาว


ขณะที่ Marcus Chu ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ERA Singapore มองว่า โครงการนี้จะมีสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของที่อยู่อาศัยเอกชนทั้งหมดใน Bayshore และยังมีโอกาสพัฒนาศูนย์การค้าแห่งแรกของพื้นที่ ซึ่งจะกลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนใหม่


จึงกล่าวได้ว่า ผู้ชนะการประมูลไม่ได้เป็นเพียงผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ แต่จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดรูปแบบการใช้ที่ดิน การเดินทาง พื้นที่สาธารณะ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเมืองใหม่ทั้งย่าน



บทเรียนที่ประเทศไทยอาจเรียนรู้

กรณี Bayshore แสดงให้เห็นว่า มูลค่าของที่ดินไม่ได้เกิดจากตำแหน่งที่ตั้งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการกำหนดบทบาทของพื้นที่ผ่านการวางผังเมือง

รัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้เพียงเปิดขายที่ดิน แต่สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเมืองก่อน แล้วจึงเปิดให้ภาคเอกชนแข่งขันลงทุนภายใต้กติกาเดียวกัน ส่งผลให้ระบบขนส่ง การใช้ประโยชน์ที่ดิน พื้นที่สาธารณะ และการลงทุนของภาคเอกชนสามารถทำงานสอดประสานกัน


สำหรับประเทศไทย แม้จะมีผังเมืองรวมเป็นเครื่องมือกำกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน แต่การพัฒนาเมืองในหลายพื้นที่ยังขับเคลื่อนผ่านโครงการรายแปลงเป็นหลัก การเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาที่ดิน ระบบขนส่ง และพื้นที่สาธารณะจึงมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ กรณีของ Bayshore จึงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจว่า การวางผังเมืองสามารถทำหน้าที่เป็น "กรอบการลงทุน" ที่ช่วยให้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมืองเดินไปในทิศทางเดียวกัน


ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่น่าสนใจของ Bayshore อาจไม่ใช่มูลค่าการประมูลกว่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หากแต่เป็นกระบวนการที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีคุณค่า ตั้งแต่การวางผังเมือง การลงทุนในระบบขนส่ง ไปจนถึงการกำหนดบทบาทของพื้นที่ก่อนเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมพัฒนา


สำหรับ Frasers Property การแข่งขันครั้งนี้อาจหมายถึงโอกาสในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ แต่สำหรับรัฐบาลสิงคโปร์ นี่คือการคัดเลือกพันธมิตรที่จะร่วมขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของเมืองในระยะยาว ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สามารถเป็นเครื่องมือของการพัฒนาเมืองได้ เมื่อรัฐมีเป้าหมายที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น


ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ 


 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page