top of page
Clip path group
Clip path group

“EEC เปิดเวทีเริ่มต้นแผน 5 ปี 2571–2575: จัดผังที่ดิน–โครงสร้างพื้นฐานครบวงจร ดันเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตยั่งยืน”

3 นาทีที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 1 นาที

0

0

0

 

ชี้แจงกรอบพัฒนา–รับฟังความเห็นรอบต้นน้ำ ก่อนเดินหน้าจัดทำร่างแผ


เมื่อการพัฒนาไม่ได้เริ่มจาก “แผนที่เสร็จแล้ว” แต่เริ่มจาก “การเปิดกระบวนการร่วมกัน”

(วันที่ 1 เมษายน 2569) ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) หรือ EECO เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงโครงการจัดทำแผนภาพรวมเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประกอบด้วย แผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในภาพรวม แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค และแผนการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร พ.ศ. 2571–2575 ณ ศูนย์ประชุมบางแสนเฮอริเทจ จังหวัดชลบุรี

 

ในการนี้ นายอดิเรก อุ่นโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยผู้บริหาร และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกว่า 300 คน เพื่อรับฟังกรอบแนวทางเบื้องต้นและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อทิศทางการพัฒนาในระยะถัดไป


การประชุมชี้แจงแผนทั้ง 4 แผนดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับนโยบายของประเทศและบริบทการเปลี่ยนแปลงในระดับสากล รวมถึงรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน

 


เวที “เปิดโครงการ” ไม่ใช่ “สรุปแผน”


จุดเริ่มต้นของกระบวนการวางแผนเชิงระบบ

ภายในการประชุม ได้มีการนำเสนอความเป็นมาและความก้าวหน้าของแผนพัฒนาพื้นที่อีอีซีในแต่ละด้าน รวมถึง (ร่าง) กรอบแนวทางการจัดทำแผนและเป้าหมายการพัฒนาเบื้องต้น โดย EECO ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแลกเปลี่ยนมุมมองในด้านต่าง ๆ อย่างเปิดกว้าง

 

ทั้งนี้ ข้อมูลความคิดเห็นที่ได้รับจะนำไปใช้ประกอบการปรับปรุงและจัดทำแผนพัฒนาให้มีความเหมาะสม ครอบคลุม และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่อีอีซีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ รวมถึงสร้างการยอมรับและแรงสนับสนุนจากประชาชน เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 


ภาพรวมผลลัพธ์ของ EEC ที่ผ่านมา: ความก้าวหน้าและช่องว่าง


จากการดำเนินงานของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในช่วงที่ผ่านมา สามารถสรุปผลลัพธ์และประเด็นท้าทายออกเป็น 4 มิติหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ การใช้ที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และสังคม

1. เศรษฐกิจภาพรวม: การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมใหม่

ในด้านเศรษฐกิจ EEC มีบทบาทสำคัญในการดึงดูดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมดิจิทัล ส่งผลให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ยังพบความท้าทายสำคัญ เช่น การกระจุกตัวของการลงทุนในบางพื้นที่ และการเชื่อมโยงระหว่างการลงทุนขนาดใหญ่กับเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ยังไม่ทั่วถึง


2. การใช้ที่ดิน: การพัฒนาเชิงพื้นที่ที่เริ่มเห็นทิศทางชัดขึ้น

การพัฒนาในเชิงพื้นที่มีความคืบหน้า โดยมีการกำหนดและขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงการพัฒนาเมืองและโครงสร้างเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น เขตอุตสาหกรรมและพื้นที่ท่องเที่ยว

แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการกระจายตัวของการใช้ประโยชน์ที่ดิน และความต่อเนื่องของการพัฒนาในบางพื้นที่


3. โครงสร้างพื้นฐาน: การลงทุนขนาดใหญ่เพื่อรองรับการเติบโต

EEC ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในรูปแบบ PPP จำนวนหลายโครงการ เช่น ระบบรางและสนามบิน ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การดำเนินโครงการให้ทันตามแผน และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด


4. สังคม: การพัฒนาคนควบคู่กับเศรษฐกิจ

ในมิติด้านสังคม มีความพยายามในการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม ผ่านโมเดลการศึกษาและการพัฒนากำลังคนแบบ Demand-driven รวมถึงโครงการส่งเสริมบุคลากร เช่น EEC Model และ EEC Select

อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายในเรื่องการพัฒนาทักษะแรงงานให้ทันกับความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม

 

ช่องว่างและความท้าทาย: ประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไข

แม้จะมีความก้าวหน้าในหลายด้าน แต่ยังมี “ช่องว่างสำคัญ” ที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่

  • การกระจายการลงทุนที่ยังไม่ทั่วถึง

  • การมีส่วนร่วมและความเข้าใจของชุมชน

  • การเชื่อมโยง SME เข้ากับการลงทุนใหม่

  • ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

  • ความต้องการพลังงานสะอาดและน้ำ

  • การพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการ

นอกจากนี้ ยังมี “ความท้าทายเชิงระบบ” เช่น

  • กระบวนการและระยะเวลาในการดำเนินงาน

  • เป้าหมายด้านความยั่งยืน เช่น Net Zero

  • การสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อม

 


มุมมองต่อแผน EEC: ก้าวสำคัญของการพัฒนาแบบบูรณาการ

จากกรอบแผนทั้ง 4 ด้านที่ถูกนำเสนอในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการขับเคลื่อนการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในลักษณะ “บูรณาการ” มากยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของการใช้ประโยชน์ที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบบริการภาครัฐ

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ การกำหนดแผนในลักษณะภาพรวม (comprehensive planning) ซึ่งช่วยให้การพัฒนาไม่กระจัดกระจาย และสามารถเชื่อมโยงการเติบโตทางเศรษฐกิจเข้ากับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ในทิศทางเดียวกัน

  

การเปิดรับความคิดเห็น: กลไกสำคัญของความเป็นไปได้ของแผน

อีกหนึ่งประเด็นที่มีความสำคัญ คือ การเปิดให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

กระบวนการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการทำให้แผนพัฒนา “สอดคล้องกับบริบทพื้นที่จริง” และเพิ่มโอกาสในการนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

 

ความชัดเจนของทิศทาง: จุดแข็งที่ช่วยลดความไม่แน่นอน

การกำหนดเป้าหมายที่ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน อุตสาหกรรมเป้าหมาย และคุณภาพชีวิต สะท้อนถึงความพยายามในการสร้างสมดุลของการพัฒนา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในบริบทของพื้นที่ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

 

ความชัดเจนในระดับนโยบายเช่นนี้ ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมถึงสนับสนุนการตัดสินใจด้านการลงทุนในอนาคต

 


จาก “กรอบแนวคิด” สู่ “ร่างแผน”การพัฒนาที่ต่อเนื่องและยั่งยืน

ในภาพรวม การประชุมครั้งนี้ควรถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการจัดทำแผน มากกว่าจะเป็นข้อสรุปสุดท้ายของโครงการ เนื้อหาที่นำเสนอในเวทีนี้จึงเป็นกรอบเบื้องต้นสำหรับการรับฟังความคิดเห็นและรวบรวมข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพัฒนาเป็นร่างแผนที่มีความชัดเจนมากขึ้นในระยะถัดไป ดังนั้น ความสำคัญของเวทีนี้จึงอยู่ที่การ “เปิดกระบวนการ” และสร้างความเข้าใจร่วมกัน มากกว่าการประกาศผลลัพธ์ของแผนที่แล้วเสร็จ

 

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแผนดังกล่าวจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับการออกแบบเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของการดำเนินงาน การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตกับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าการพัฒนาที่วางไว้จะสามารถเกิดขึ้นได้จริงอย่างยั่งยืนเพียงใด

 

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :

https://www.eeco.or.th/press_release/eeco-plan-thai-020426/?fbclid=IwY2xjawQ7f0FleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFxbEJTVmk3Rk1hWWMxT2M0c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHvtSR88JIxO56tjJbZ3qC2_5D_gNV1OJ9EM4SnhLkR_yg14Bj5fPsZB0T_XM_aem_YZrMTQG6IDaW16OY-5TSTA

https://www.thaipr.net/en/finance_en/3661930#google_vignette

 

3 นาทีที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 1 นาที

0

0

0

โพสต์ที่คล้ายกัน

ความคิดเห็น

แชร์ความคิดเห็นของคุณเชิญแสดงความคิดเห็น คุณคือคนแรกที่แสดงความคิดเห็นที่นี่
bottom of page