top of page
Clip path group
Clip path group

5 คำถามชวนคิด ต่อสะพานคนเดินข้ามเจ้าพระยา: แลนด์มาร์คใหม่ เพื่อใคร และเพื่ออะไร

4 วันที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 2 นาที

3

13

0


เมื่อความสวยงามอาจไม่เพียงพอ หากไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง

 

ในช่วง 2–3 วันที่ผ่านมา รับศักราชใหม่ ข่าวในวงการพัฒนาเมืองของกรุงเทพมหานครกลับมาคึกคักอีกครั้ง จากการเผยโฉมแนวคิด โครงการก่อสร้างสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเชื่อมสองย่านสำคัญอย่าง ทรงวาด และ คลองสาน ให้เกิดความต่อเนื่องในเชิงพื้นที่ เศรษฐกิจ และกิจกรรมเมือง

 

ตามข้อมูลเบื้องต้น โครงการดังกล่าวตั้งอยู่ในช่วงระหว่างสะพานพระปกเกล้าและสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช บริเวณ ท่าวัดทองธรรมชาติ (ถนนเชียงใหม่ ใกล้ล้ง 1919 เดิม) เชื่อมต่อกับ ท่าสวัสดี (ถนนทรงวาด) โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการออกแบบรายละเอียดและการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569



กรุงเทพมหานครได้เผยแพร่รูปแบบจำลองของสะพานคนเดินดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาที่ดำเนินการโดยสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร หลังจากช่วงต้นปี 2568 มีการว่าจ้างหน่วยงานที่ปรึกษาจากศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยงบประมาณประมาณ 25 ล้านบาท เพื่อดำเนินการสำรวจ ออกแบบด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม รวมถึงจัดทำรายงาน EIA สำหรับสะพานคนเดินระยะทางประมาณ 300 เมตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มทางเลือกในการข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสำหรับผู้ใช้เท้า และเสริมการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่โดยรอบให้มีความสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น


พื้นที่ศึกษาของโครงการครอบคลุมรัศมีประมาณ 500 เมตรรอบตำแหน่งสะพาน ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ของสองฝั่งแม่น้ำ ได้แก่ เขตคลองสาน และเขตสัมพันธวงศ์ โดยมีชุมชนในพื้นที่ศึกษาไม่น้อยกว่า 13 ชุมชน กระบวนการจัดทำรายงาน EIA คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 12 เดือน และหากผ่านการพิจารณาแล้ว การก่อสร้างสะพานจะใช้เวลาประมาณ 24 เดือน


ในเชิงบริบท โครงการนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการขยายตัวของกรุงเทพฯ ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งทำให้กิจกรรมเมืองและประชากรกระจุกตัวหนาแน่นมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ช่องทางข้ามแม่น้ำที่มีอยู่เดิมส่วนใหญ่ยังคงรองรับยานยนต์เป็นหลัก ขณะที่การเดินทางด้วยเรือข้ามฟากมีข้อจำกัดด้านเวลาและความต่อเนื่อง ส่งผลให้การสัญจรของผู้คนระหว่างสองฝั่งแม่น้ำในชีวิตประจำวันยังขาดความสะดวกและความปลอดภัย



โครงการสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาจึงถูกนำเสนอในฐานะโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้เท้า และมีศักยภาพในการกลายเป็นแลนด์มาร์คใหม่ของเมือง ในมุมหนึ่ง นี่คือสัญญาณเชิงบวกของการส่งเสริมการเดิน (walkability) และการคืนพื้นที่สาธารณะให้กับผู้คน


อย่างไรก็ตาม ความเอกเกริกและรูปแบบที่โดดเด่นของโครงการย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำมาซึ่งคำถามเชิงยุทธศาสตร์ด้านผังเมืองว่า นอกเหนือจากการสร้างภาพจำหรือสัญลักษณ์ใหม่ให้กับเมืองแล้ว สะพานคนเดินแห่งนี้จะทำหน้าที่ในฐานะ โครงสร้างพื้นฐานเมือง อย่างไร เพื่อรองรับการสัญจรและการเชื่อมต่อของย่านอย่างแท้จริง หรือกล่าวอย่างตรงไปตรงมาคือ โครงการนี้มีความจำเป็นในระดับใด และควรถูกประเมินอย่างไรให้รอบด้าน


 

อย่างไรก็ตาม ความ “เอกเกริก และหวือหวา” ของโครงการ ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระตุ้นคำถามเชิงยุทธศาสตร์ด้านผังเมือง ว่าสะพานคนเดินแห่งนี้ นอกจากจะสร้างแลนมาร์ก หรือสัญลักษณ์เชิงภาพจำของเมืองแล้ว จะสร้างบทบาทอย่างไรฐานะโครงสร้างพื้นฐานเมือง เพื่อรองรับการสัญจรและเชื่อมต่อของย่าน หรือพูดง่ายๆคือ มันมีความจำเป็นขนาดไหน และเราควรประเมินโครงการลักษณะนี้อย่างไรให้รอบด้าน

 

บทเรียนจาก Garden Bridge ลอนดอน: เมื่อความงามไม่อาจแทนความจำเป็น

เมื่อเห็นภาพแนวคิดของสะพานเจ้าพระยา หลายคนอดนึกถึงกรณีศึกษาสำคัญที่เจ็บปวดอย่าง Garden Bridge เมืองลอนดอน ไม่ได้ โครงการสะพานสวนข้ามแม่น้ำเทมส์ที่เคยสร้างความตื่นเต้นไปทั่วโลก แต่สุดท้าย ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และถูกยกเลิกก่อนการก่อสร้างจริง

สะพานแห่งนี้ออกแบบโดย Thomas Heatherwick ด้วยแนวคิด “สวนลอยฟ้าข้ามแม่น้ำ” ที่ผสานโครงสร้างพื้นฐานกับภูมิสถาปัตยกรรมอย่างงดงาม ทว่าโครงการต้องยุติลงจากเหตุผลสำคัญหลายประการ ได้แก่

  • ค่าใช้จ่ายบานปลาย: งบประมาณพุ่งสูงถึงราว 254 ล้านปอนด์ (ประมาณ 7,900 ล้านบาท) จากทั้งงบรัฐและเงินบริจาค

  • ความไม่จำเป็นเชิงโครงข่าย: มีสะพานคนเดินและสะพานใช้งานจริงอยู่ใกล้เคียงแล้ว เช่น Golden Jubilee Bridge และ Blackfriars Bridge

  • ผลกระทบสิ่งแวดล้อม: การตัดต้นไม้เก่าแก่กว่า 20–30 ต้นบริเวณเชิงสะพาน ก่อให้เกิดแรงต่อต้านจากสาธารณะ

  • บริบทการเมืองและความชอบธรรม: โครงการเผชิญข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสและลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณ

กรณี Garden Bridge ชี้ชัดว่า ความงามและภาพจำอย่างเดียว ไม่อาจทดแทนคำถามพื้นฐานเรื่อง “ความจำเป็น” และ “ความคุ้มค่า”ได้ หากโครงการไม่สามารถตอบโจทย์เชิงโครงสร้างของเมืองอย่างแท้จริง


โครงการ Garden Bridge, London
โครงการ Garden Bridge, London

5 คำถามเชิงผังเมืองต่อสะพานเจ้าพระยา

จากบทเรียนดังกล่าว LAD ขอตั้งคำถามเชิงวิชาการต่อโครงการสะพานคนเดินข้ามเจ้าพระยาใน 5 ประเด็นหลัก โดยมิได้ตัดสินโครงการในแง่ลบ หากแต่เป็นการเสนอกรอบคิดเพื่อการประเมินอย่างรอบด้านต่อโครงการในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะของเมือง

 

1) ความจำเป็นเชิงโครงข่าย: สะพานนี้เชื่อม “ใคร” และ “อะไร”

ในเชิงผังเมือง สะพานคือโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) เพื่อการเชื่อมต่อการสัญจร ไม่ใช่เพียงวัตถุทางสถาปัตยกรรม หากแต่ต้องทำหน้าที่เชื่อมย่านสองฝั่งอย่างมี วัตถุประสงค์เชิงโครงสร้างที่ชัดเจน อาทิ การเชื่อมย่านเศรษฐกิจหลักของเมือง การเชื่อมแหล่งงานกับพื้นที่อยู่อาศัย แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ หรือการเติมเต็มช่องว่างของโครงข่ายการเดินทางที่ขาดหาย


อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ ย่านถนนเชียงใหม่ (ฝั่งคลองสาน) ซึ่งเป็นย่านตึกแถวการค้าเก่าในเขตคลองสาน ฝั่งธนบุรี แม้จะเป็นชุมชนดั้งเดิมริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์และวิถีชีวิต แต่มีความจำเป็นเชิงการใช้งานมากน้อยเพียงใดที่จะต้องเชื่อมต่อกับ ย่านทรงวาด ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ริมแม่น้ำในเขตสัมพันธวงศ์ ที่กำลังฟื้นฟู (rehabilitation) ผ่านการผสมผสานระหว่างโกดังเก่า การค้าดั้งเดิม ธุรกิจสร้างสรรค์ คาเฟ่ โฮสเทล แกลเลอรี และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

 

แม้ทั้งสองย่านจะมีเสน่ห์ของ “เมืองเก่า” และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมกัน แต่ยังไม่ชัดเจนว่า เหตุผลใดที่หนักแน่นเพียงพอ จะทำให้การเชื่อมต่อของสองย่านนี้ก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงโครงสร้างในระดับย่านและระดับเมืองในลักษณะของการฝังเข็มเมือง (urban acupuncture) ได้จริง เมื่อเทียบกับย่านริมน้ำอื่นๆ ที่อาจจะมีนำ้หนักที่มากกว่าในการตอบวัตถุประสงค์ลักของโครงการ


การลงทุนขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมย่าน ควรถูกอธิบายด้วยข้อมูลการสัญจรจริง (trip demand) ความต่อเนื่องของโครงข่ายทางเดินเท้า การเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น มากกว่าการสื่อสารผ่านภาพลักษณ์หรือความสวยงามของโครงการเพียงอย่างเดียว


2) เชื่อมแล้วไปไหนต่อ: การบูรณาการกับระบบขนส่งสาธารณะ

คำถามสำคัญถัดมาคือ เมื่อข้ามสะพานแล้ว ผู้คนสามารถเดินทางต่อไปไหนได้อย่างเป็นระบบ และสะพานแห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายการเดินทางหลายรูปแบบ (multimodal network) อย่างแท้จริงหรือไม่

การเชื่อมต่อกับ

  • จุดขึ้น–ลงเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา

  • ป้ายรถเมล์และเส้นทางรถสาธารณะ

  • ระบบรถไฟฟ้าในระยะเดินถึง

  • และโครงข่ายทางเท้าในระดับย่าน

เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและไร้รอยต่อหรือไม่ หรือสะพานจะทำหน้าที่เพียงเชื่อม “ฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง” โดยที่ผู้ใช้งานยังต้องเผชิญกับทางเท้าที่ไม่ต่อเนื่อง ทางเดินแคบ การข้ามถนนที่ไม่ปลอดภัย หรือการเข้าถึงระบบขนส่งที่ต้องอ้อมไกลและใช้เวลาสูง

 

หากสะพานไม่สอดรับกับการเดินทางในชีวิตประจำวัน แต่ตอบโจทย์เฉพาะการเดินเชิงกิจกรรม การท่องเที่ยว หรือการถ่ายภาพ โครงสร้างดังกล่าวอาจกลายเป็นเพียง “ทางเชื่อมเชิงสัญลักษณ์” มากกว่าเครื่องมือที่ช่วยยกระดับระบบการเดินทางของเมืองอย่างแท้จริง

 

3) การสร้างใหม่ vs การใช้โครงสร้างเดิม

โครงการระดับโลกจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จ เช่น High Line ในนิวยอร์ก ล้วนตั้งอยู่บนหลักการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์เดิม (adaptive reuse) หรือการนำโครงสร้างเดิมที่ถูกทิ้งร้างกลับมาใช้ใหม่ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างและการปล่อยคาร์บอนจากการสร้างใหม่ทั้งหมด แต่ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่โดยรอบ พร้อมทั้งรักษาและถ่ายทอดคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์ของเมืองไว้ในกระบวนการพัฒนา

 

โครงการ High Line, New York
โครงการ High Line, New York

ในบริบทของแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานครเองก็มีตัวอย่างใกล้เคียงอย่าง สวนลอยฟ้าเจ้าพระยา ซึ่งพัฒนาบนโครงสร้างรางรถไฟเดิมที่ถูกทิ้งร้าง และตั้งอยู่ห่างจากพื้นที่โครงการสะพานคนเดินดังกล่าวเพียงประมาณ 1 กิโลเมตร โครงการดังกล่าวได้รับการยอมรับในฐานะการ “พลิกฟื้น” โครงสร้างเดิมให้กลับมามีบทบาทต่อเมืองอีกครั้ง ทำให้หมดสิ้นข้อกังขาในประเด็นความจำเป็นในการสร้างใหม่ และงบประมาณการลงทุนขนาดใหญ่


สวนลอยฟ้าเจ้าพระยา, กรุงเทพมหานคร-ธนบุรี
สวนลอยฟ้าเจ้าพระยา, กรุงเทพมหานคร-ธนบุรี

4) กระบวนการมีส่วนร่วม: ใครคือผู้ได้รับประโยชน์จริงจากโครงการ

โครงการสาธารณะร่วมสมัยไม่อาจขาด กระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (participatory process) โดยเฉพาะโครงการที่มีขนาดใหญ่และส่งผลกระทบในวงกว้างต่อย่านและเมือง คำถามสำคัญคือ ชุมชนในพื้นที่ทรงวาด–คลองสานมีบทบาทในระดับใด ตั้งแต่การกำหนดโจทย์และทิศทางของโครงการ (problem framing) กระบวนการออกแบบ ไปจนถึงการบริหารจัดการและการใช้งานหลังโครงการแล้วเสร็จ

 

สะพานแห่งนี้เป็นความต้องการที่แท้จริงของชุมชน เพื่อการเดิน การค้าขาย และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่หรือไม่ หรือเป็นเพียงการตอบสนองต่อภาพจำของเมือง นโยบายการลงทุนจากส่วนกลาง หรือแรงขับจากภาคทุนบางกลุ่ม หากโครงการขาดความเป็นเจ้าของร่วมของชุมชน หรือมิได้ตั้งอยู่บนความต้องการจริงของผู้ใช้งานในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังอาจสร้างผลกระทบเชิงลบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในพื้นที่ โครงการที่สวยงามในเชิงกายภาพก็อาจกลายเป็นภาระในระยะยาว มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์ร่วมของเมืองและสังคม

 

5) การออกแบบในบริบทเขตร้อน

ประเด็นสุดท้ายคือคำถามด้านการออกแบบที่สอดคล้องกับบริบทภูมิอากาศของพื้นที่ กรุงเทพมหานครเป็นเมืองเขตร้อน (tropical climate) ที่ต้องเผชิญกับอุณหภูมิสูง ฝนตกหนัก และแสงแดดจัดตลอดทั้งปี การออกแบบสะพานเพื่อการใช้งานจริงจึงควรให้ความสำคัญกับร่มเงา การระบายอากาศ การป้องกันแดดและฝน รวมถึงความสบายเชิงอุณหภูมิของผู้ใช้งาน มากกว่าการยึดรูปแบบหรือแรงบันดาลใจจากประเทศเขตอบอุ่นที่มีสภาพอากาศแตกต่างอย่างสิ้นเชิง


สะพานที่ “สวยแต่ร้อน” หรือ “สวยแต่เปียกฝน” แม้จะสร้างภาพจำทางสถาปัตยกรรมได้ในระยะสั้น แต่ย่อมไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน และไม่อาจทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ผู้คนเลือกใช้จริงได้ในระยะยาว


ขณะเดียวกัน ข้อมูลโครงการยังสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายเชิงพื้นที่ของการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งนับเป็นหนึ่งในบริเวณที่มีความซับซ้อนสูง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และรูปแบบการใช้ที่ดิน ถนนสายหลักที่มีปริมาณจราจรหนาแน่น อาคารพาณิชย์ดั้งเดิมที่เรียงรายริมแม่น้ำ รวมถึงข้อจำกัดด้านกรรมสิทธิ์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การเข้าถึงพื้นที่และการจัดวางโครงสร้างสะพานมีความท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


นอกจากนี้ การออกแบบยังต้องคำนึงถึงการสัญจรทางน้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการกีดขวางเรือโดยสาร เรือสินค้า และเรือท่องเที่ยว ส่งผลให้แนวทางด้านวิศวกรรมจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการตั้งเสากลางแม่น้ำ ซึ่งยิ่งเพิ่มความซับซ้อนทั้งในเชิงเทคนิค งบประมาณ และกระบวนการดำเนินงาน เงื่อนไขเหล่านี้จึงนำไปสู่คำถามสำคัญเกี่ยวกับ ความเป็นไปได้ในการรับมือกับข้อจำกัดเชิงพื้นที่และภูมิอากาศ ซึ่งไม่ใช่เพียงรายละเอียดปลายทางของการออกแบบ หากแต่เป็นโจทย์ตั้งต้นที่โครงการสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาจำเป็นต้องตอบให้ชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่ม


สะพานที่ดี ต้องดีต่อเมืองในระยะยาว

ประเด็นทั้งหมดที่ LAD นำเสนอ มิได้มีเป้าหมายเพื่อคัดค้านหรือวิพากษ์โครงการ หากแต่เป็นการตั้งคำถามในฐานะผู้ทำงานด้านการพัฒนาเมือง เพื่อชวนให้สังคมพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติผังเมือง เศรษฐศาสตร์เมือง สิ่งแวดล้อม และสังคม ควบคู่ไปกับมิติการออกแบบเชิงสถาปัตยกรรม


โครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณสาธารณะย่อมไม่ควรถูกประเมินจากความสวยงามหรือความโดดเด่นทางรูปทรงเพียงอย่างเดียว หากแต่ควรตั้งอยู่บนความจำเป็นเชิงโครงสร้าง การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน และผลกระทบที่มีต่อเมืองและผู้คนในระยะยาว


เมื่อรายละเอียดของโครงการได้รับการเปิดเผยอย่างครบถ้วนมากขึ้น ทั้งในด้านการออกแบบ กระบวนการมีส่วนร่วม และผลการประเมินผลกระทบ สังคมอาจคลายข้อสงสัยและเห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


เพราะท้ายที่สุดแล้ว สะพานที่ดีไม่ใช่เพียงสะพานที่สวยงามที่สุดในภาพเรนเดอร์ แต่คือสะพานที่ผู้คนอยากใช้ เดินได้จริง เชื่อมโยงชีวิตประจำวันของเมือง และสร้างความหมายให้กับกรุงเทพมหานครในระยะยาวอย่างแท้จริง

  

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :

https://www.facebook.com/share/p/17U5Jo4REx/

https://weburbanist.com/2017/04/27/end-of-elevated-parks-uk-garden-bridge-us-pier-55-projects-in-doubt/

https://www.timeout.com/bangkok/th/attractions/chao-phraya-skypark

https://www.timeout.com/newyork/attractions/the-high-line-new-york-ny

https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/5a/High_Line_Park%2C_Section_1a.jpg

https://www.laidbacktrip.com/posts/high-line-new-york

https://prop2morrow.com/863329/

https://www.facebook.com/share/p/1BcrughGMh/

4 วันที่แล้ว

ใช้เวลาอ่าน 2 นาที

3

13

0

โพสต์ที่คล้ายกัน

ความคิดเห็น

แชร์ความคิดเห็นของคุณเชิญแสดงความคิดเห็น คุณคือคนแรกที่แสดงความคิดเห็นที่นี่
bottom of page