
ดิสนีย์แลนด์ประเทศไทย: เมกะโปรเจกต์ 100,000 ล้าน กับโอกาส ความเสี่ยง และโจทย์ผังเมืองที่ต้องคิดให้ขาด
3 ชั่วโมงที่แล้ว
2 min read
0
0
0

ดิสนีย์แลนด์แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Disneyland Thailand กับบททดสอบศักยภาพผังเมืองไทยในฐานะ Mega Urban Project
การเดินหน้าโครงการ Disneyland Thailand เมกะโปรเจกต์ระดับโลกมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยว หากแต่คือจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่กำลังทดสอบศักยภาพของประเทศไทยในฐานะ Man-Made Destination ระดับภูมิภาค
โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ “สวนสนุกจะใหญ่แค่ไหน” แต่อยู่ที่ว่า เมืองจะรองรับโครงการระดับโลกนี้อย่างไร ผ่านมิติของ ผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม และธรรมาภิบาลเมือง ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้
บทความนี้ LAD จะพาทุกท่านมองโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ให้ไกลกว่าภาพของสวนสนุก โดยวิเคราะห์โครงการนี้ในฐานะ Mega Urban Project ที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างการใช้ที่ดิน ระบบคมนาคม เศรษฐกิจเมือง และบทบาทการท่องเที่ยวของประเทศในระยะยาว

ดิสนีย์แลนด์: จากสวนสนุกสู่โครงสร้างเมือง
ในเชิงผังเมือง โครงการดิสนีย์แลนด์ไม่เคยเป็นเพียงพื้นที่นันทนาการ หากแต่ทำหน้าที่เสมือน "Urban Growth Pole" หรือศูนย์ดึงดูดการพัฒนาเมือง
จากกรณีศึกษา The Walt Disney Company ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และจีน แสดงให้เห็นว่า ดิสนีย์แลนด์มักมาพร้อมกับการขยายตัวของเมืองใหม่ (new town) โรงแรม ศูนย์ประชุม ระบบขนส่งมวลชน และได้สร้างแรงกระเพื่อมทางกิจกรร มเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
กลไกสำคัญคือ นักท่องเที่ยวไม่ได้มาเพียง “หนึ่งวันแล้วจากไป” แต่ พักค้าง ใช้จ่าย และหมุนเวียนอยู่ในระบบเมือง ตั้งแต่ที่พัก การเดินทาง ร้านอาหาร การค้าปลีก ไปจนถึงกิจกรรมท่องเที่ยวอื่น ๆ รอบพื้นที่โครงการ
นี่คือเหตุผลที่ดิสนีย์แลนด์แตกต่างจากสวนสนุกทั่วไป และเป็นคำอธิบายว่าทำไมหลายประเทศ ยอมลงทุนมหาศาลเพื่อดึงโครงการระดับโลกนี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเมือง

บทเรียนจาก Tokyo Disneyland: เมืองโตเพราะ “ระบบ” ไม่ใช่แค่แบรนด์
กรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดคือ Tokyo Disneyland ซึ่งไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะสวนสนุกเพียงอย่างเดียวแต่เพราะการถูกวางอยู่ใน ระบบเมืองที่แข็งแรง โดยมีผู้พัฒนาโครงการคือ Oriental Land Company ภายใต้ Licensing Model โดยนักลงทุนท้องถิ ่นเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด ขณะที่ Disney ทำหน้าที่ควบคุมมาตรฐานและรับค่าลิขสิทธิ์ ผลลัพธ์สะท้อนความสำเร็จอย่างชัดเจนในปี 2024
รายได้กว่า 136,000 ล้านบาท
กำไรประมาณ 25,000 ล้านบาท
นักท่องเที่ยวมากกว่า 30 ล้านคนต่อปี
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ Tokyo Disneyland ไม่ได้เกิดจาก “มูลค่าการลงทุนในตัวสวนสนุก” เพียงอย่างเดียวแต่ในมุมผังเมือง กรณีศึกษาจากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่าหัวใจของความพร้อมในการพัฒนาอยู่ที่ระบบการเข้าถึงและการเคลื่อนย้ายผู้คน หรือความสามารถของเมืองในการรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าสู่พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในแต่ละวัน
นี่จึงนำไปสู่คำถามเชิงโครงสร้างที่สำคัญสำหรับประเทศไทยว่าโครงการดิสนีย์แลนด์ จะถูกออกแบบให้พึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคลเป็นหลักแบบที่ผ่านๆมา หรือ บูรณาการเข้ากับระบบขนส่งมวลชนคุณภาพสูงหากดิสนีย์แลนด์สามารถเช ื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า หรือระบบขนส่งสาธารณะหลักของภูมิภาค โครงการจะทำงานในฐานะศูนย์กลางที่สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
แต่ในทางกลับกัน หากการเข้าถึงพื้นที่ยังคงพึ่งพาถนนและที่จอดรถเป็นหลักผลกระทบด้านการจราจร มลพิษ และการใช้พลังงานจะกลายเป็นต้นทุนทางสังคมระยะยาวซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับเป้าหมายการพัฒนาเมืองและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ดิสนีย์แลนด์จะเปลี่ยนเมืองได้จริง ก็ต่อเมื่อถูกฝังอยู่ในโครงสร้างผังเมืองที่เหมาะสม

ทำเลที่ตั้ง: หัวใจของโจทย์ผังเมือง
เมื่อย้อนกลับมาในกรณีของประเทศไทย แม้จะยังไม่มีการประกาศทำเลอย่างเป็นทางการ แต่จากข้อมูลที่ปรากฏในปัจจุบัน พื้นที่ซึ่งภาครัฐประเมินว่ามีความเหมาะสมสูง คือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยปัจจัยชี้ขาดไม่ได้จำกัดอยู่ที่ขนาดหรือศักยภาพของที่ดิน หากแต่อยู่ที่ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานระดับเมกะโปรเจกต์
ด้วยพื้นท ี่ EEC มีการลงทุนด้านระบบคมนาคมขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอยู่แล้ว ซึ่งเอื้อต่อการรองรับโครงการระดับโลกในระยะยาว ได้แก่
รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา)
โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก
หากโครงสร้างเหล่านี้แล้วเสร็จ นักท่องเที่ยวจะสามารถลงเครื่องที่สุวรรณภูมิหรืออู่ตะเภาแล้วนั่งรถไฟความเร็วสูงไปถึงดิสนีย์แลนด์ได้ภายในไม่ถึง 1 ชั่วโมง ในเชิงผังเมือง นี่คือเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้โครงการขนาดใหญ่สามารถ “ป้อนคนได้ทันที” โดยไม่ต้องสร้างระบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ศูนย์
การเลือกทำเลดิสนีย์แลนด์จะมีผลเชิงโครงสร้างต่อระบบเมืองอย่างยิ่ง หากตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร โครงการอาจช่วยเสริมบทบาทของเมืองหลวงในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลก (Global Tourism Hub) ผ่านการดึงดูดนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศและการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมอย่างเข้มข้น ในทางกลับกัน หากโครงการตั้งอยู่นอกเขตเมืองหลัก เช่น ในเขตพัฒนาพิเศษหรือเมืองรอง โครงการนี้อาจทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกระจายความเจริญ และสร้างเมืองท่องเที่ยวใหม่ที่มีโครงสร้างพื้นฐาน ทันสมัยตั้งแต่ต้น
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการวางแผนเชิงระบบ เพื่อให้การพัฒนาไม่แยกขาดออกจากโครงสร้างเมืองและภูมิภาคโดยรอบ การพัฒนาโครงการระดับเมกะโปรเจกต์เช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อรูปแบบการใช้ที่ดินโดยรอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในมิติของราคาที่ดิน การเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่เกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรม ไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชยกรรมและการท่องเที่ยว หากขาดการกำกับด้วยผังเมืองที่มีความชัดเจนและเข้มแข็ง อาจนำไปสู่การพัฒนาแบบกระจัดกระจาย (urban sprawl) การเก็งกำไรที่ดินในวงกว้าง และภาระต่อโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว
ดังนั้น แนวทางการพัฒนาในลักษณะนี้จึงต้องอาศัย การลงทุนด้านคมนาคมและสาธารณูปโภคในระดับสูง ควบคู่กับการบูรณาการผังภาค ผังจังหวัด และผังเมืองรวม อย่างเป็นระบบ เพื่อให้โครงการสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกการพัฒนาเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

2 ประเด็นความละเอียดอ่อนของดิสนีย์แลนด์กับบริบทเมืองไทย
เศรษฐกิจเมืองและห่วงโซ่มูลค่า (Urban Economic Value Chain)
อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ดิสนีย์แลนด์ไม่ได้สร้างรายได้จากบัตรเข้าชมเพียงอย่างเดียว หากแต่ก่อให้เกิดห่วงโซ่มูลค่าทางเศรษฐกิจของเมือง ที่ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจที่พักและโรงแรม ร้านอาหาร การค้าปลีก ระบบโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ไปจนถึงการจ้างงานในหลากหลายระดับทักษะ
ในบริบทของประเทศไทย โครงการนี้อาจทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจบริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักอยู่ที่การออกแบบกลไกเชิงนโยบาย เพื่อไม่ให้มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ กระจุกตัวอยู่กับนักลงทุนรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย เพราะหากขาดมาตรการสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น (local enterprises) และการพัฒนาแรงงานในพื้นที่ โครงการอาจกลายเป็น “เกาะเศรษฐกิจ” ที่สร้างมูลค่าสูง แต่แยกตัวออกจากโครงสร้างเมืองและชุมชนโดยรอบอย่างถาวร
Man-Made Destination และความได้เปรียบของประเทศไทย
ในอีกด้านหนึ่ง หากดิสนีย์แลนด์มาไทย สิ่งที่น่าสนใจคือประเทศไทยมีศักยภาพในการสร้างความแตกต่างจาก ดิสนีย์แลนด์ประเทศอื่นได้อย่างชัดเจน ข้อได้เปรียบที่เลียนแบบได้ยาก ได้แก่ ภูมิอากาศเขตร้อน ธรรมชาติ (ทะเล ภูเขา อาหาร) และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์
ซึ่งแม้จะมีจุดแข็งสูง แต่ก็มีข้อจำกัดสำคัญคือ มูลค่าการใช้จ่ายต่อหัวไม่สูงเท่าการท่องเที่ยวเชิงความบันเทิง (Entertainment) ซึ่งหากดิสนีย์แลนด์เข้ามาเติมช่องว่างนี้โดยตรง โดยการดึงกลุ่มครอบครัว กลุ่มผู้มีกำลังจ่ายสูง (High Spender) และกลุ่มทัวร์พรีเมียม
นอกจากนี้ สวนสนุกระดับโลกยังเพิ่มระยะเวลาในการอยู่อาศัย (Length of Stay) จากเดิมที่นักท่องเที่ยวอาจแวะพัทยาแล้วกลับ กลายเป็นต้องพักค้างหลายคืนในพื้นที่ EEC นี่คือ การยกระดับจาก เมืองผ่านทางสู่เมืองปลายทาง (Destination City) อย่างแท้จริง ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวสวนสนุกในช่วงกลางวัน และต่อด้วยการเดินชายหาดหรือพักรีสอร์ตริมทะเลในช่วงเย็น นี่คือรูปแบบ Hybrid Tourism Experience ที่ดิสนีย์แลนด์ในญี่ปุ่นหรือยุโรปก็ไม่สามารถสร้างได้
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ระดับโลกกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น ดิสนีย์แลนด์ในแต่ละประเทศมักพยายามปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังคงแก่นของวัฒนธรรมป๊อปแบบตะวันตก เพราะสำหรับประเทศไทย ซึ่งมีทุนทางวัฒนธรรมสูง คำถามเชิงผังเมืองและนโยบายคือ ดิสนีย์แลนด์จะเสริม หรือกลบอัตลักษณ ์ท้องถิ่น การออกแบบพื้นที่โดยรอบ การเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการเล่าเรื่องเมือง จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางนี้

Disneyland กับอนาคตเมืองไทย โจทย์ผังเมืองที่ต้องคิดให้รอบ
แม้โครงการดิสนีย์แลนด์จะเป็นความฝันวัยเด็กของใครหลายคน และถูกคาดหวังในฐานะแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่อาจยกระดับประเทศไทยสู่เวทีการท่องเที่ยวชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เมกะโปรเจกต์ระดับนี้ย่อมมาพร้อมความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ทั้งการกระจุกตัวของผลประโยชน์ ราคาที่ดินที่พุ่งสูง การใช้ทรัพยากรในระดับเข้มข้น และผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นโดยรอบ
ดิสนีย์แลนด์จะทำหน้าที่เป็น Game Changer ได้จริง ก็ต่อเมื่อถูกวางอยู่ภายใต้กรอบผังเมืองที่มีความชัดเจน ให้ความสำคัญกับระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก มีกลไกธรรมาภิบาลที่โปร่งใส และเปิดพื้นที่ให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาอย่างแท้จริง
การเดินหน้าแผนพัฒนาดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงโอกาสในการสร้างแลนด์มาร์กใหม่ หากแต่เป็น บททดสอบเชิงผังเมือง ว่าประเทศไทยจะสามารถใช้โครงการขนาดใหญ่เป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนได้หรือไม่
ดิสนีย์แลนด์อาจเป็นมากกว่าสวนสนุก หากถูกออกแบบให้เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างสมดุล แต่หากขาดการวางแผนและธรรมาภิบาลที่รอบคอบ โครงการนี้ก็อาจกลายเป็นเพียงแลนด์มาร์กขนาดใหญ่ ที่ทิ้งต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมไว้ให้เมืองต้องแบกรับในระยะยาว
ท้ายที่สุด Disneyland Thailand อาจไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางแห่งใหม่
แต่คือ ตัวเร่ง (Catalyst) ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทย
คำถามสำคัญหลังจากนี้จึงไม่ใช่ว่าดิสนีย์แลนด์จะมาไหม
แต่คือ
ใครจะเป็นผู้ลงทุนหลัก เมืองจะถูกออกแบบอย่างไร และประเทศไทยจะใช้โอกาสนี้ยกระดับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนได้จริงหรือไม่ ?
.
ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://www.facebook.com/share/p/1AJFsdJ7dd/
https://www.prachachat.net/politics/news-1957234
https://www.khaosod.co.th/politics/news_10114111
https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2907711
https://www.tokyodisneyresort.jp/en/tdr/access.html
https://www.chotichinda.com/portfolio/pmc-ice-high-speed-rail-linked-3-airport-project/
https://www.tnnthailand.com/tnnexclusive/73202/
https://disneyexperiences.com/disneyland-press/fact/disneyland-resort-a-fact-sheet-for-2024/







