
เกาะติดวิกฤติน้ำท่วม 2568 เมื่อน้ำลด ตอจึงผุด : ภัยพิบัติที่น่ากลัวกว่าน้ำ อาจเป็น “ระบบ” ที่ล่มสลาย
29 พ.ย. 2025
2 min read
0
0
0

ในสถานการณ์ฉุกเฉินจากอุทกภัย เวลาคือทรัพยากรที่มีค่าสูงที่สุด การตัดสินใจที่แม่นยำจึงต้องอาศัย “ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และมองเห็นร่วมกันทั้งระบบ” มากกว่าเพียงสัญชาตญาณหรือความพยายามแบบกระจัดกระจาย
เมื่อระดับน้ำเริ่มลดลง เมืองได้เริ่มกลับมาหายใจอีกครั้ง นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญไม่แพ้ยามอยู่ท่ามกลางวิกฤติ ช่วงเวลาแห่ง การเยียวยา ฟื้นฟู และวิเคราะห์ปัญหา เพื่อไม่ให้เมืองต้องเผชิญเรื่องเดิมซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า
ในตลอดสัปดาห์แห่งความโกลาหลที่ผ่านมา “ช่องว่างระหว่างปัญหา กับศักยภาพรัฐ” ปรากฏให้เห็นชัดเจนในทุกระดับของการจัดการ ภัยพิบัติครั้งนี้ไม่ได้รุนแรงเพียงเพราะปริมาณน้ำ แต่ยังยืนยันความล่มเหลวของการบริหารจัดการ สั่งการจากทางภาครัฐภาครัฐ ทั้งจากผู้บริหารส่วนกลาง ตลอดคนเจ้าบ้านผู้มีความรับผิดชอบต่อพื้นที่โดยตรงอย่างจังหวัดและเทศบาล ที่ควรเป็นแกนกลางในการกำหนดยุทธศาสตร์และการสั่งการ ซึ่งจำเป็นอย่างมากในการวางยุทธศาสตร์ และจัดลำดับความสำคัญในภาวะฉุกเฉิน ท่า มกลางความชะงักงัน ของระบบก แม้กองทัพและอาสาสมัครจำนวนมหาศาลจะลงมาช่วย แต่เมื่อข้อมูลร้องขอความช่วยเหลือไหลเข้ามาเป็น “ระลอกคลื่น” จากทุกช่องทาง ทั้งสายด่วน เพจ หน่วยกู้ภัย อาสาสมัคร และสื่อ ระบบที่ไม่มีโครงสร้างข้อมูลร่วมกันก็ย่อมสร้างความลำบากอย่างมากต่อการดำเนินการ
นี่คือความจริงที่น้ำท่วมครั้งนี้เปิดโปงอย่างเจ็บแสบภัยพิบัติครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เราเห็นแค่น้ำแต่ทำให้เราเห็น “ระบบ” ที่อ่อนแรงเกินกว่าจะรับมือวิกฤตขนาดใหญ่ได้อีกต่อไป
ในบทความนี้ LAD ชี้ให้เห็นปัญหาเชิงระบบ พร้อมชวนผู้อ่านมอง “สามระยะของการทำงานต่อจากนี้” ตั้งแต่การอพยพ → การฟื้นฟูเยียวยา → การถอดบทเรียนเพื่อเปลี่ยนระบบ โดยสังเคราะห์ข้อเสนอและองค์ความรู้จากนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติ เครือข่ายภาคประชาสังคม และมูลนิธิต่างๆ มาร้อยเรียงใหม่อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เข้าใจง่ายและมองเห็นภาพรวมของการจัดการอุทกภัยอย่างรอบด้าน

ความซับซ้อนของการทำงานในภาวะวิกฤต ที่ต้องอาศัย "ระบบ"
วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้ทุกภาคส่วน ภาครัฐ ทหาร อาสาสมัคร เอกชน และสื่อจะพยายาม ช่วยเหลือเต็มกำลัง แต่เมื่อไม่มี “ระบบร่วม” การทำงานทั้งหมดย่อมสะดุด ผลลัพธ์คือความช่วยเหลือที่ ล่าช้า ซ้ำซ้อน และไม่เท่าทันสถานการณ์จริง
1) ระบบข้อมูลชุดเดียวกัน: เมื่อทุกคนถือข้อมูลคนละชุด
การไม่มี ฐานข้อมูลกลาง คือรอยรั่วสำคัญที่สุดของการทำงานในช่วงที่ผ่านมา แต่ละกลุ่มมีข้อมูลของตัวเอง ทีมของตัวเอง เคสของตัวเอง และไม่มีแผนที่หรือฐานข้อมูลที่เชื่อมถึงกัน ทำให้การจัดลำดับความสำคัญแทบเป็นไปไม่ได้ และความช่วยเหลือลงพื้นที่แบบ “กระจัดกระจาย” มากกว่าแบบเป็นระบบ
2) ระบบประส านงานและการทำงานร่วมกัน: ต่างคนต่างทำ คนละทิศคนละทาง
อาสาสมัครหลายกลุ่มทำงานแบบโดดเดี่ยว ไม่รู้ว่าทีมอื่นกำลังทำอะไรอยู่หน่วยงานรัฐเองก็ประสบปัญหาภารกิจเฉพาะทางไม่ถูกแบ่งบทบาท และกลไกสั่งการไม่ทันต่อสถานการณ์จริง
ส่งผลให้มีบางพื้นที่ได้รับความช่วยเหลือซ้ำซ้อนขณะที่บางพื้นที่กลับ “หายไปจากเรดาร์” อย่างสิ้นเชิง
3) ระบบสื่อสารระหว่างวิกฤต: ข้อมูลไม่ไหล การสื่อสารไม่ชัด ประชาชนจึงต้องร้องขอซ้ำ
ในสถานการณ์จริง การสื่อสารคือเส้นเลือดของการช่วยชีวิตแต่ที่ผ่านมาเกิดปัญหาหลายด้านพร้อมกัน:
หน่วยงานไม่สามารถรายงานสถานการณ์ร่วมกันแบบ Real-time
ข้อมูลจากพื้นที่–ผู้เชี่ยวชาญ–หน่วยงานรัฐไม่ถูกสังเคราะห์เป็นภาพรวม
ประชาชน ไม่รู้จะขอความช่วยเหลือกับใคร หลายครอบครัวต้องโพสต์ขอช่วยหลายสิบ–หลายร้อยครั้งในหลายเพจ เกิดความซ้ำซ้อน สูญเสียเวลา และบางพื้นที่ “ตกหล่น” ไม่ถูกมองเห็นเลย
หน่วยงานที่ควรทำหน้าที่นำ กลับตามหลังสถานการณ์กระบวนการที่ควรจะราบรื่น กลับติดขัดแทบทุกจุดและการสั่งการที่ควรจะชัดเจน กลับกลายเป็นการแก้ปัญหาแบบวันต่อวัน รอให้เรื่องวิกฤต “ปะทุ” ก่อนจึงขยับตัว
เมื่อเห็นปัญหาชัดแล้ว เราจึงมองเห็นทิศทาง “ระยะของการทำงานต่อจากนี้” เมื่อน้ำเริ่มลด แต่ “การทำงานที่แท้จริง” เพิ่งเริ่มต้นนี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ต้องวางระบบใหม่ให้รัดกุมกว่าเดิมเพื่อฟื้นฟูผู้คน และฟื้นฟูระบบไปพร้อมกัน

ระยะที่ 1 : ดูแลผู้อพยพ – ช่วยผู้ติดค้างในบ้าน
ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา อธิบายว่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระยะแรกสามารถมองออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่
1) ผู้อพยพในศูนย์พักพิง : ศูนย์พักพิง “ไม่ใช่จุดวิกฤติสุดขีด” เท่าพื้นที่น้ำลึก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะหากมองในเชิงระบบ ศูนย์พักพิงคือ “เมืองชั่วคราว” จึงต้องมีการบริหารจัดการ และเตรียมการ ดังนี้
การจัดการอาหาร น้ำดื่ม และโภชนาการ อย่างเพียงพอ
ระบบสุขอนามัย ห้องน้ำ–ระบบขยะ
พื้นที่นอน พื้นที่สำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรัง
การป้องกันโรคติดต่อในกลุ่มคนจำนวนมาก และการดูแลกลุ่มคนที่ร่างกายอ่อนล้าจากการแช่น้ำ
2) ผู้ที่ยังอยู่ในบ้าน : กลุ่มนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่
(1) ผู้ที่ “เลือกอยู่กับบ้าน”ยังพอพักอาศัยได้ แต่ต้องมีการสนับสนุนจากภายนอก ทั้งอาหาร น้ำดื่ม ยา และของจำเป็นพื้นฐาน เพื่อให้ดำรงชีพได้อย่างปลอดภัย
(2) ผู้ที่ “ควรต้องอพยพ”เช่น ครอบครัวที่มีผู้ป่วยติดเตียง หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก หรือบ้านที่อยู่ในระดับน้ำซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต การเคลื่อนย้ายกลุ่มนี้ต้องทำอย่างเร่งด่วนและมีลำดับความสำคัญสูง
อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือผู้ที่ยังอยู่ในบ้านกลับเป็นงานที่ยากกว่าการดูแลศูนย์พักพิงหลายเท่าเพราะอุปสรรคใหญ่คือ ภูมิประเทศแล ะเส้นทางที่ไม่เอื้อให้เข้าถึงพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง
เรือเข้าได้เพียงบางช่วง พอเจอพื้นที่ดอนก็ไม่สามารถไปต่อ
รถเข้าไม่ได้ เพราะยังมี “คอขวดของน้ำ” และเส้นทางที่ถูกตัดขาด
หลายพื้นที่มีระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้เส้นทางที่ปลอดภัยในตอนเช้า กลายเป็นเส้นที่ใช้ไม่ได้ในตอนบ่าย
ทั้งหมดนี้ทำให้การช่วยเหลือกลุ่มนี้กลายเป็นโจท ย์ผสมระหว่างภูมิประเทศ และการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์การเข้าถึงผู้ประสบภัยจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “จำนวนเรือหรือรถ” แต่เป็นเรื่องของ โครงสร้างการจัดการพื้นที่ ทั้งระบบ ที่จะต้องอ่านเส้นทางน้ำ เห็นพื้นที่เสี่ยง และวางแผนลำเลียงให้แม่นยำที่สุด

ระยะที่ 2 : ฟื้นฟูเยียวยา — จาก “กลับมาใช้การได้” สู่ “ดีกว่าเดิม”
หลังผ่านช่วงฉุกเฉิน การทำงานจะค่อยๆ ขยับจาก “เอาชีวิตรอด” ไปสู่ “ทำให้เมืองและผู้คนกลับมายืนได้อีกครั้ง” กรอบคิดสากลในการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติมักพูดถึงแนวคิด Build Back Better and Safer – ฟื้นฟูให้ “ดีกว่าและปลอดภัยกว่าเดิม” ไม่ใช่แค่ซ่อมให้เหมือนเดิมแล้วรอท่วมหรือพังอีกครั้งในบริบทน้ำท่วมภาคใต้ ระยะที่ 2 จึงควรครอบคลุมอย่างน้อย 3 มิติหลัก
1) ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค
ไฟฟ้า–ประปา–ระบบสื่อสาร : พื้นที่จำนวนมากยังไม่มีไฟฟ้าใช้ แม้น้ำลดแล้ว ทำให้ทั้งการทำความสะอาดบ้าน การฟื้นฟูธุรกิจ และการเรียน–การทำงาน หยุดชะงัก
บ้านเรือนและอาคารสาธารณะ : ต้องมีคู่มือและระบบตรวจสอบความปลอดภัยของโครงสร้างที่แช่น้ำก่อนให้คนกลับเข้าอยู่
ถนน–สะพาน–ระบบระบายน้ำ : ฟื้นฟูไปพร้อมกับการออกแบบใหม่ให้รองรับน้ำในอนาคต ไม่ใช่แค่ซ่อมคืนสภาพเดิม
การจัดการขยะ : น้ำท่วมทิ้งมวลขยะจำนวนมหาศาล ทั้งขยะหนัก แหลม คม และปนเปื้อน ต้องมีระบบแยก จัดเก็บ เคลื่อนย้าย และกำจัดอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสุขาภิบาลและโรคระบาดตามมา
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเองก็เน้นให้การฟื้นฟูระยะกลางและระยะยาวเป็นการวางแผนเพื่อรับมือภัยในอนาคต ไม่ใช่เพียงการเยียวยาระยะสั้น
2) ฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนและวิถีชีวิต : แผนฟื้นฟูเร่งด่วนเพื่อช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ อาทิ
การชดเชยแก่ผู้เสียหาย ตลอดจน มาตรการช่วยเหลือด้านรายได้ ภาษี การพักหนี้ และการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ประสบภัย ช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นกลับมาหายใจได้อีกครั้ง
การฟื้นฟูตลาด ท่องเที่ยว และบริการในเมืองหลักอย่างหาดใหญ่ ต้องมองทั้งระยะสั้น เช่น กิจกรรมดึงนักท่องเที่ยว และระยะยาว เช่น สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและการจัดการน้ำ
3) ฟื้นฟูจิตใจและความสัมพันธ์ทางสังคม
ประสบการณ์น้ำท่วมใหญ่ คือบาดแผลร่วมที่ทิ้งร่องรอยในใจคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่
แนวทางจากกรมสุขภาพจิต และหน่วยงานด้านสุขภ าพจิตหลายแห่งเสนอว่า หลังน้ำท่วมควรมีระบบดูแลจิตใจที่ชัดเจน อาทิ
เปิด “พื้นที่ปลอดภัย” ให้ผู้ประสบภัยได้เล่าประสบการณ์ ถอดอารมณ์ และเยียวยาร่วมกัน
ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะเครียดและสูญเสีย
สนับสนุนกิจกรรมชุมชน กิจกรรมทางศาสนา และการช่วยเหลือกันเองในชุมชน เพื่อเยียวยาทั้งใจและความสัมพันธ์ทางสังคม
หากระ ยะฟื้นฟูนี้ถูกมองเป็นเพียงการแจกถุงยังชีพเวอร์ชันหลังน้ำลด หรือเพียงมาตรการเยียวยาด้วยเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว เมืองก็จะพลาดโอกาสสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและจิตใจสำหรับวิกฤติรอบต่อไป


