top of page
Clip path group

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR): เมื่อ "พลังงานสะอาด" กำลังเปลี่ยนอนาคตผังเมืองไทย

  • รูปภาพนักเขียน: PREECHAYA NAVARAJ
    PREECHAYA NAVARAJ
  • 6 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

 

ครั้งหนึ่ง เมืองแข่งขันกันด้วยทำเล ถนน และท่าเรือ แต่วันนี้กติกากำลังเปลี่ยนไป เมืองที่ดึงดูดการลงทุนได้มากที่สุดอาจไม่ใช่เมืองที่มีที่ดินราคาถูกหรือแรงงานต้นทุนต่ำ หากเป็นเมืองที่สามารถจัดหาพลังงานสะอาด มีเสถียรภาพ และรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้ในระยะยาว

 

เพราะเบื้องหลังการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) บริการ Cloud และ Data Center คือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จน "พลังงาน" กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของเมือง ไม่ต่างจากระบบคมนาคมในอดีต เมืองที่สามารถรับประกันไฟฟ้าคาร์บอนต่ำและมีความมั่นคง ย่อมมีโอกาสดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมดิจิทัลมากกว่าเมืองที่แข่งขันด้วยต้นทุนเพียงอย่างเดียว

 

ภายใต้บริบทนี้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) จึงกลับมาอยู่ในความสนใจของหลายประเทศ อาทิ จีน รัสเซีย ในฐานะทางเลือกของระบบพลังงานคาร์บอนต่ำที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง รองรับทั้งเป้าหมาย Carbon Neutrality การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจดิจิทัล


ประเทศไทยเองเริ่มนำ SMR มาพิจารณาในกระบวนการจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย โดยร่าง PDP 2024 เคยเสนอ SMR รวมประมาณ 600 เมกะวัตต์ ขณะที่ข้อเสนอภายใต้ร่าง PDP 2026 เพิ่มเป้าหมายกำลังผลิตจากนิวเคลียร์ขนาดเล็กเป็น 2,400 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของร่างแผนและอาจเปลี่ยนแปลงได้ก่อนการอนุมัติอย่างเป็นทางการ

 

หากมองผ่านมุมของนักผังเมือง คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า ประเทศไทยควรมี SMR หรือไม่ แต่คือ หากวันหนึ่งประเทศเลือกใช้เทคโนโลยีนี้ เมืองของเราพร้อมรองรับมากน้อยเพียงใด?

 


นิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย

แม้คำว่า SMR จะเพิ่งได้รับความสนใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ประเทศไทยศึกษาพลังงานนิวเคลียร์มาแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2500 มีการสำรวจพื้นที่หลายแห่ง ก่อนจะคัดเลือก อ่าวไผ่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของประเทศ และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม โครงการต้องชะลอลงหลังการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ประกอบกับความกังวลของสังคมจากอุบัติเหตุนิวเคลียร์ในต่างประเทศ

 

การกลับมาของ SMR ในวันนี้ จึงไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่เป็นการกลับมาทบทวนทางเลือกเดิมภายใต้บริบทใหม่ของโลก ที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอน ความมั่นคงทางพลังงาน และการรองรับอุตสาหกรรมยุค AI มากกว่าที่เคย

 

เมื่อ Net Zero เปลี่ยนกติกาการแข่งขันของเมือง

ในอดีต เมืองแข่งขันกันด้วยถนน ท่าเรือ สนามบิน หรือค่าแรง แต่ในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สิ่งที่สร้างความได้เปรียบกลับเป็น พลังงานสะอาดและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

 

หลายประเทศประกาศเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero พร้อมออกมาตรการด้านคาร์บอนที่ส่งผลต่อการค้าและการลงทุน โรงงานที่ยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอาจเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเริ่มเลือกลงทุนในพื้นที่ที่สามารถรับประกันไฟฟ้าคาร์บอนต่ำได้ในระยะยาว

 

ด้วยเหตุนี้ SMR จึงถูกมองใหม่ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับสนามบินหรือรถไฟความเร็วสูง เพราะสามารถช่วยรองรับอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น Data Center โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ หรือระบบ AI

 

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับผังเมือง?

คำตอบคือ เกี่ยวโดยตรง

เมื่อพูดถึงโรงไฟฟ้า หลายคนมักนึกถึงเรื่องเทคโนโลยีหรือวิศวกรรม แต่ในความเป็นจริง การตัดสินใจสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานส่งผลต่อการใช้ที่ดิน ระบบคมนาคม การลงทุน และทิศทางการเติบโตของเมืองโดยตรง

 

การเลือกพื้นที่ตั้ง หรือ site selection โรงไฟฟ้าในปัจจุบันจึงไม่ได้พิจารณาเพียงความเหมาะสมทางวิศวกรรม หากแต่ต้องคำนึงถึงการใช้ประโยชน์ที่ดิน แหล่งน้ำ ระบบสายส่ง ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ พื้นที่กันชน และความสัมพันธ์กับชุมชนโดยรอบ หรือที่เรียกว่า Spatial Strategy มากกว่าการหา "พื้นที่ว่าง" สำหรับตั้งโครงการ

 

สำหรับ SMR ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญ เพราะเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กมีความยืดหยุ่นในการติดตั้งมากกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม จึงเปิดโอกาสให้เมืองออกแบบ "Energy Cluster" หรือเขตพลังงานที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมเศรษฐกิจ เช่น เขตอุตสาหกรรมขั้นสูง เมืองนวัตกรรม หรือ Data Center ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Data center ที่ Northern Virginia ในสหรัฐอเมริกา
Data center ที่ Northern Virginia ในสหรัฐอเมริกา

เมื่อ Data Center กลายเป็นตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาเมือง

การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดจากการเติบโตของ Data Center ซึ่งปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงอาคารเก็บข้อมูล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล เซิร์ฟเวอร์หลายหมื่นเครื่อง ระบบทำความเย็น และระบบสำรองไฟต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง หากไฟฟ้าหยุดชะงักเพียงไม่กี่นาที ก็อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ทันที นั่นทำให้บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน

 

สำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังมีการลงทุนด้าน Data Center เพิ่มขึ้น การวางผังเมืองในอนาคตจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการกำหนดสีผังหรือการใช้ประโยชน์ที่ดิน แต่ต้องเชื่อมโยงการวางแผนพลังงานเข้ากับการพัฒนาเมือง เพื่อกำหนดพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม การรองรับอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงไม่ได้ขึ้นอยู่กับแหล่งผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่สามารถบริหารจัดการการผลิต การส่ง และการใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวางแผนพลังงานจึงควรดำเนินควบคู่ไปกับการวางผังเมืองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า เพื่อให้เมืองสามารถรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นคงในระยะยาว


SMR ไม่ใช่คำตอบเดียว แต่เป็นทางเลือกที่โลกกำลังจับตามอง

เหตุผลที่หลายประเทศหันกลับมาสนใจ SMR ไม่ได้มีเพียงเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เป็นเพราะเทคโนโลยีรุ่นใหม่พยายามแก้ข้อจำกัดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม ทั้งในด้านความปลอดภัย การลงทุน และความยืดหยุ่นในการใช้งาน

 

ด้านความปลอดภัย SMR หลายแบบได้รับการออกแบบให้ใช้ระบบ Passive Safety ซึ่งสามารถลดกำลังเครื่องปฏิกรณ์ได้โดยอัตโนมัติ แม้เกิดเหตุไฟฟ้าดับหรือภัยพิบัติ โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบจ่ายไฟจากภายนอก แตกต่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นเก่าที่สร้างขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน นอกจากนี้ เครื่องปฏิกรณ์ที่มีขนาดเล็กลงยังช่วยให้การควบคุมและการบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ในเชิงเศรษฐกิจ SMR มีจุดเด่นตรงที่โครงการแต่ละหน่วยมีขนาดเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม จึงอาจช่วยลดภาระเงินลงทุนรวมในระยะเริ่มต้น และสามารถทยอยติดตั้งโมดูลเพิ่มเติมตามความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนต่อหน่วยไฟฟ้ายังคงมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะโครงการรุ่นแรก และความคุ้มค่าจะขึ้นอยู่กับการผลิตแบบมาตรฐานในโรงงาน จำนวนหน่วยที่ติดตั้ง ต้นทุนทางการเงิน และระบบกำกับดูแลของแต่ละประเทศ

 

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ การไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับการเดินเครื่อง ทำให้ SMR ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่อาจช่วยสนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นข้อจำกัดของพลังงานหมุนเวียนบางประเภทที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ

 

โมเดลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR), ที่มา :  https://www.chula.ac.th/highlight/275104/
โมเดลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR), ที่มา : https://www.chula.ac.th/highlight/275104/

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ไม่ได้มีเพียงข้อดีเท่านั้น แม้เครื่องปฏิกรณ์จะมีขนาดเล็กลง แต่การจัดการกากกัมมันตรังสียังคงเป็นประเด็นที่ต้องดำเนินการตามมาตรฐานสากล ประเทศที่เลือกใช้ SMR จึงต้องมีระบบกำกับดูแล การจัดเก็บ และการกำจัดของเสียที่โปร่งใส พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าความปลอดภัยจะได้รับการดูแลตลอดอายุโครงการ รวมถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ควบคู่กันไป

 

สิ่งที่ประเทศไทยควรเตรียม ไม่ใช่แค่โรงไฟฟ้า แต่คือ "ความพร้อมของเมือง"

แม้ SMR จะยังเป็นทางเลือกที่อยู่ระหว่างการศึกษา แต่การเตรียมความพร้อมไม่ควรรอจนถึงวันที่มีการตัดสินใจลงทุน องค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ประเมินว่า ประเทศที่ไม่เคยมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาก่อนอาจต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมราว 10–12 ปี ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย การเงิน บุคลากร และแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่องผ่านภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเตรียมความพร้อมในระยะยาว

 

สำหรับนักผังเมือง การเตรียมความพร้อมไม่ได้หมายถึงการกำหนดพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการบูรณาการแผนพลังงานเข้ากับผังเมือง การจัดทำฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ การกำหนดพื้นที่กันชน (buffer zone) การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน และการเปิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพราะการยอมรับของสังคมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมั่นใจว่า การตัดสินใจตั้งอยู่บนข้อมูลที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้

 


บทเรียนจากต่างประเทศ: ก่อนสร้างโรงไฟฟ้า ต้องสร้าง "ความพร้อมของประเทศ"

แม้แต่ละประเทศจะมีแนวทางพัฒนา SMR แตกต่างกัน ทั้งจีนและรัสเซียที่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว หรือแคนาดาและสหรัฐอเมริกาที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและผลักดันโครงการ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ไม่มีประเทศใดเริ่มต้นจากการสร้างโรงไฟฟ้าทันที

 

สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเสมอ คือการวางรากฐานของประเทศให้พร้อม ทั้งการปรับปรุงกฎหมายและระบบกำกับดูแล การพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ การจัดทำมาตรฐานด้านความปลอดภัย การสร้างความเข้าใจร่วมกับสังคม รวมถึงการกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมรองรับการพัฒนาในอนาคต โดยเชื่อมโยงเข้ากับการวางผังเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ

 

ตัวอย่างเช่น แคนาดาได้จัดทำ SMR Roadmap เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาในระดับประเทศ พร้อมแบ่งบทบาทของแต่ละมณฑลให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่ ขณะที่สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับการพัฒนากรอบกฎหมาย การออกใบอนุญาต และการสนับสนุนภาคเอกชนเพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยี ส่วนจีนและรัสเซียซึ่งมีโครงการเดินเครื่องแล้ว ก็ใช้เวลาหลายปีในการเตรียมระบบกำกับดูแล บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานก่อนเข้าสู่การก่อสร้างจริง


บทเรียนสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ประเทศใดสร้าง SMR ได้ก่อน แต่อยู่ที่ ประเทศใดเตรียมความพร้อมได้ดีกว่า เพราะความสำเร็จของโครงการไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับความพร้อมของกฎหมาย บุคลากร หน่วยงานกำกับดูแล การยอมรับของสังคม และการวางแผนเชิงพื้นที่ที่สามารถเชื่อมโยงนโยบายพลังงานเข้ากับการพัฒนาเมืองได้อย่างเป็นระบบ

 

สำหรับประเทศไทย บทเรียนเหล่านี้สะท้อนว่า หากวันหนึ่งประเทศเลือกใช้ SMR สิ่งที่ควรเริ่มต้นในวันนี้อาจไม่ใช่การเลือกพื้นที่ก่อสร้าง แต่คือการเตรียม "ระบบ" ให้พร้อม ทั้งด้านกฎหมาย บุคลากร ผังเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้การตัดสินใจในอนาคตตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและความเชื่อมั่นร่วมกันของสังคม

 

อ่านต่อ: ประเทศไทยพร้อมรับเศรษฐกิจ AI แล้วหรือยัง? บทเรียนจาก Data Center กฎหมาย ผังเมือง และ Smart Grid


ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :

 

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page