top of page
Clip path group

เมือง 15 นาที กรุงเทพฯ คืออะไร ? ถอดรหัสนโยบาย 425 บล็อกของชัชชาติ ว่าจะเปลี่ยนเมืองได้จริงหรือไม่

  • รูปภาพนักเขียน: PREECHAYA NAVARAJ
    PREECHAYA NAVARAJ
  • 20 มิ.ย.
  • ยาว 2 นาที

หากถามว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นโยบายใดถูกพูดถึงมากที่สุดในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หนึ่งในคำตอบคงหนีไม่พ้น “เมือง 15 นาที” (15-Minute City) และแนวคิดการแบ่งกรุงเทพมหานครออกเป็น 425 บล็อก ซึ่งถูกนำเสนอโดยทีมงานของชัชชาติ สิทธิพันธุ์


สำหรับหลายคน นี่อาจฟังดูเป็นเพียงคำสวยหรูในช่วงหาเสียง แต่สำหรับคนทำงานด้านผังเมืองและการพัฒนาเมือง แนวคิดนี้น่าสนใจไม่น้อย เพราะกำลังเสนอให้กรุงเทพฯ เปลี่ยนวิธีมองเมืองจากเดิมที่มองผ่าน “ถนน” หรือ “โครงการ” มาเป็นการมองผ่าน “ย่าน” และ “พื้นที่ใช้ชีวิตจริงของผู้คน”


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเมือง 15 นาทีคืออะไร

แต่คือแนวคิด 425 บล็อกนี้ จะช่วยแก้ปัญหาของกรุงเทพฯ ได้จริงหรือไม่

ถอดรหัสนโยบาย 425 บล็อก และเมือง 15 นาที ใน 10 ประเด็นสำคัญ



1. กรุงเทพฯ ในฐานะเมือง Mega Block

ทีมงานของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มองว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่กรุงเทพฯ มีลักษณะเป็น “Mega Block City” หรือเมืองที่ประกอบด้วยถนนสายหลักขนาดใหญ่ล้อมพื้นที่เอาไว้ ขณะที่ภายในเต็มไปด้วยซอย ชุมชน และปัญหาเฉพาะพื้นที่จำนวนมาก การแก้ปัญหา


ในอดีตจึงมักมองเป็นรายโครงการหรือรายถนน เช่น ซ่อมทางเท้า สร้างถนน หรือแก้จุดน้ำท่วมเฉพาะจุด ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหาเมืองจำนวนมากเชื่อมโยงกันเป็นระบบ

น้ำท่วมสัมพันธ์กับระบบระบายน้ำ ทางเท้าเกี่ยวข้องกับระบบขนส่งสาธารณะ พื้นที่สีเขียวส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ขณะที่การเดินทางเชื่อมโยงกับการกระจายตัวของงานและบริการต่าง ๆ เมื่อมองปัญหาแยกส่วน การแก้ไขจึงมักไม่สามารถจัดการต้นตอของปัญหาได้อย่างแท้จริง


ด้วยเหตุนี้ กรุงเทพมหานครจึงถูกเสนอให้แบ่งออกเป็น 425 บล็อก โดยแต่ละบล็อกมีขนาดเฉลี่ยประมาณ 1–1.5 ตารางกิโลเมตร เพื่อใช้เป็นหน่วยพื้นฐานในการวิเคราะห์ วางแผน และบริหารจัดการเมือง

 

2. จากการมองทั้งเมือง สู่การมองทีละย่าน

แนวคิด 425 บล็อก ไม่ได้เป็นเพียงการแบ่งแผนที่ออกเป็นช่องสี่เหลี่ยม แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดในการบริหารเมือง


แทนที่จะถามว่า “กรุงเทพฯ มีปัญหาอะไร” คำถามใหม่จะกลายเป็น “บล็อกนี้มีปัญหาอะไร” และ “ปัญหาของบล็อกนี้เชื่อมโยงกับพื้นที่รอบข้างอย่างไร”


ภายในแต่ละบล็อกจะมีการรวบรวมข้อมูลทั้งด้านกายภาพ สังคม และโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ทางเท้า ถนนทรุด ระบบขนส่ง พื้นที่สีเขียว สายสื่อสาร หรือการเข้าถึงโรงเรียนและโรงพยาบาล เพื่อสร้างฐานข้อมูลระดับย่านที่ละเอียดกว่าที่เคยมีมา

เมื่อเชื่อมข้อมูลของทั้ง 425 บล็อกเข้าด้วยกัน กรุงเทพมหานครจะสามารถมองเห็นทั้งปัญหาเฉพาะพื้นที่และภาพรวมของเมืองในเวลาเดียวกัน

3. ใช้บล็อกเป็นหน่วยวางแผนน้ำท่วม

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยกขึ้นมาอธิบายคือการบริหารจัดการน้ำท่วม

หากกรุงเทพมหานครมีข้อมูลรายบล็อกอย่างละเอียด จะสามารถสร้างแบบจำลองสถานการณ์ (Flood Simulation) เพื่อคาดการณ์ได้ว่าหากฝนตกหนักในระดับ 300 มิลลิเมตร พื้นที่ใดจะได้รับผลกระทบ น้ำจะไหลไปในทิศทางใด และจุดใดควรได้รับการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำ

4. เชื่อมโยงกับแนวคิด “เมือง 15 นาที”

425 บล็อกถูกใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนแนวคิด “เมือง 15 นาที” หรือเมืองที่ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้ภายในระยะเวลาประมาณ 15 นาที ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน โรงพยาบาล พื้นที่สีเขียว ร้านค้า หรือระบบขนส่งสาธารณะ เป้าหมายคือการยกระดับคุณภาพชีวิตใกล้บ้าน ลดความจำเป็นในการเดินทาง และทำให้แต่ละย่านมีความสมบูรณ์มากขึ้น

5. ทำให้ “บ้านใกล้งาน งานใกล้บ้าน”

อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการลดการกระจุกตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและบริการไว้เพียงบางพื้นที่ของเมือง ปัจจุบันคนจำนวนมากต้องเดินทางจากชานเมืองเข้าสู่ศูนย์กลางธุรกิจทุกวัน ส่งผลให้เกิดปัญหารถติดและต้นทุนการเดินทางสูง


แนวคิดนี้จึงต้องการเพิ่มศักยภาพให้แต่ละย่านมีบริการและกิจกรรมที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่มากขึ้น จนเกิดเครือข่ายของ “เมืองย่อย” ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงโอกาสและบริการต่าง ๆ ได้ใกล้บ้านกว่าเดิม

6. พัฒนาตามบริบทของแต่ละพื้นที่

แม้จะใช้กรอบ 425 บล็อกเหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะถูกพัฒนาในรูปแบบเดียวกัน เพราะแต่ละย่านมีบริบทและความต้องการแตกต่างกัน ย่านธุรกิจอาจเน้นระบบขนส่งและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ย่านท่องเที่ยวอาจให้ความสำคัญกับภูมิทัศน์และพื้นที่สาธารณะ ขณะที่ย่านที่อยู่อาศัยอาจมุ่งเน้นคุณภาพชีวิตและบริการใกล้บ้าน การพัฒนาจึงต้องสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่


7. ใช้มาตรการผังเมืองสนับสนุนการพัฒนาระดับบล็อก

นอกจากการลงทุนด้านกายภาพ ยังมีการเสนอให้ใช้เครื่องมือทางผังเมืองเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระดับย่าน เช่น การเชื่อมพื้นที่สีเขียว การโอนสิทธิการพัฒนา (FAR Transfer) การใช้ทรัพยากรร่วมกันภายในบล็อก รวมถึงการจัดทำผังเฉพาะพื้นที่ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การพัฒนามีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทจริงมากขึ้น


8. ใช้การมีส่วนร่วมของประชาชน

วิศณุ ทรัพย์สมพล อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. มองว่าการแบ่งเมืองออกเป็นบล็อกจะช่วยให้ภาครัฐเข้าใจปัญหาและความต้องการของคนในพื้นที่ได้ชัดเจนขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีบทบาทในการกำหนดอนาคตของย่านตนเอง


9. เริ่มจาก 50 บล็อกนำร่อง

แม้เป้าหมายสุดท้ายคือการพัฒนาทั้ง 425 บล็อกทั่วกรุงเทพฯ แต่ในระยะแรกจะเริ่มจากพื้นที่นำร่อง 50 บล็อก ภายใน 2 ปี เพื่อทดลองแนวทางการบริหารจัดการและพัฒนาระดับย่าน ก่อนขยายผลสู่ทั้งเมืองภายใน 4 ปี


10. เปลี่ยนจาก “โครงการส่วนกลาง” เป็น “การพัฒนาระดับย่าน”

หากสรุปนโยบายนี้ให้เหลือเพียงประโยคเดียว แก่นสำคัญอาจไม่ใช่เรื่องเมือง 15 นาที แต่คือการเปลี่ยนหน่วยการพัฒนาเมืองจากโครงการขนาดใหญ่ ไปสู่การแก้ปัญหาในระดับย่าน โดยใช้ “บล็อก” เป็นหน่วยพื้นฐานของการวิเคราะห์ วางแผน และบริหารจัดการเมือง


หากทำได้สำเร็จ นี่อาจไม่ใช่เพียงโครงการพัฒนาเมือง แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดในการบริหารกรุงเทพมหานครทั้งระบบ


แล้ว Superblock ของบาร์เซโลนาเกี่ยวข้องอย่างไร ?

หลายคนอาจเชื่อมโยงนโยบาย 425 บล็อกกับ Barcelona Superblock แต่ทั้งสองแนวคิดไม่ใช่เรื่องเดียวกัน Superblock ของบาร์เซโลนาเป็นเครื่องมือด้านการจัดการถนนและพื้นที่สาธารณะ โดยนำบล็อกเมือง 9 บล็อกมารวมกัน แล้วจำกัดรถยนต์ภายในพื้นที่ เพื่อคืนถนนให้คนเดิน จักรยาน พื้นที่สีเขียว และกิจกรรมชุมชน


ขณะที่ 425 บล็อกของกรุงเทพฯ ไม่ได้พูดถึงการปิดถนนแบบบาร์เซโลนา แต่เป็นการแบ่งเมืองออกเป็นหน่วยย่อยเพื่อวิเคราะห์ปัญหา วางแผน และบริหารจัดการพื้นที่ระดับย่าน ดังนั้น Superblock และเมือง 15 นาทีอาจมีจุดร่วมเรื่องคุณภาพชีวิตใกล้บ้าน แต่ไม่ใช่แนวคิดเดียวกัน


เมือง 15 นาที คือคำตอบของกรุงเทพฯ จริงหรือ ?

อย่างไรก็ตาม แนวคิดเมือง 15 นาทีไม่ได้ปราศจากข้อถกเถียง นักผังเมืองและผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนเมืองจำนวนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้การยกระดับคุณภาพชีวิตในระดับย่านจะเป็นเป้าหมายที่น่าสนับสนุน แต่การนำแนวคิดนี้มาใช้กับกรุงเทพมหานครอาจต้องพิจารณาบริบทของเมืองอย่างรอบด้าน


เนื่องจากกรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่อยู่อาศัย หากแต่เป็นมหานครที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ และการบริหารของประเทศ ผู้คนจำนวนมากยังคงต้องเดินทางข้ามย่านเพื่อทำงาน เรียนหนังสือ หรือเข้าถึงบริการเฉพาะทางที่กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ของเมือง กิจกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของมหานครขนาดใหญ่ และไม่สามารถกระจายตัวไปอยู่ในทุกย่านได้ทั้งหมด


ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนจึงมองว่า คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า "ทุกย่านต้องมีทุกอย่างครบถ้วนหรือไม่" แต่คือ "คนในทุกย่านสามารถเข้าถึงโอกาสและบริการของทั้งมหานครได้ดีเพียงใด"


เพราะเมืองที่ดีอาจไม่ใช่เมืองที่ทุกกิจกรรมอยู่ห่างจากบ้านเพียง 15 นาทีเสมอไป หากแต่เป็นเมืองที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพชีวิตในระดับย่าน และการเข้าถึงโอกาสในระดับมหานครได้พร้อมกัน


หรือจริง ๆ แล้ว 425 บล็อก ไม่ใช่เรื่องเมือง 15 นาที ?

หากมองลึกลงไป สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของนโยบายนี้อาจไม่ใช่เมือง 15 นาที แต่เป็นการสร้างหน่วยการจัดการเมืองระดับกลาง ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครมีการบริหารจากส่วนกลางและสำนักงานเขต ขณะที่ระดับชุมชนมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและอำนาจในการตัดสินใจ


425 บล็อกจึงอาจกลายเป็นพื้นที่ตรงกลางที่ช่วยเชื่อมการทำงานระหว่างเมืองทั้งเมืองกับชุมชนในแต่ละย่าน หากแต่ละบล็อกมีข้อมูล มีแผน มีทรัพยากร และมีส่วนร่วมจากประชาชนจริง แนวคิดนี้อาจกลายเป็นนวัตกรรมด้านธรรมาภิบาลเมืองที่สำคัญยิ่งกว่าการเป็นเพียงนโยบายเมือง 15 นาที


คำถามสำคัญของนโยบายนี้จึงอาจไม่ใช่ว่า

“กรุงเทพฯ จะกลายเป็นเมือง 15 นาทีได้หรือไม่”

แต่คือ

กรุงเทพมหานครจะสามารถเปลี่ยนแนวคิด 425 บล็อกจากเครื่องมือวิเคราะห์เมือง ให้กลายเป็นกลไกการบริหารจัดการระดับย่านได้จริงหรือไม่

เพราะหากทำได้สำเร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มสวน ทางเท้า หรือบริการใกล้บ้าน แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดในการพัฒนาเมือง จากการแก้ปัญหาแบบรวมศูนย์ ไปสู่การจัดการเมืองที่เข้าใจความแตกต่างของแต่ละพื้นที่มากขึ้น


ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page