top of page
Clip path group

เมกาบางนา ทุ่ม 6,000 ล้านบาท ขยายครั้งใหญ่ในรอบ 14 ปี สู่ "Mega City" มูลค่า 70,000 ล้านบาท พลิกบางนาสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจฝั่งตะวันออก

  • รูปภาพนักเขียน: PREECHAYA NAVARAJ
    PREECHAYA NAVARAJ
  • 4 ก.ค.
  • ยาว 2 นาที
เมกาบางนา ประกาศลงทุน 6,000 ล้านบาท  ขยายศูนย์การค้าครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดให้บริการเมื่อ 14 ปีก่อน เพิ่มพื้นที่โครงการ 170,000 ตารางเมตร เดินหน้าสู่การพัฒนา Mega City มูลค่า 70,000 ล้านบาท

การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ยังเติบโตต่อเนื่อง จึงสะท้อนคำถามสำคัญว่า เหตุใดศูนย์การค้าขนาดใหญ่จึงยังเดินหน้าขยายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง?


คำตอบอยู่ที่เมกะเทรนด์ของอุตสาหกรรมค้าปลีกโลก ซึ่งกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้าน "การขายสินค้า" ไปสู่การแข่งขันด้าน "การสร้างประสบการณ์" (Experience Economy) ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้เดินทางมาศูนย์การค้าเพียงเพื่อจับจ่ายใช้สอย แต่ต้องการพื้นที่สำหรับการรับประทานอาหาร พบปะผู้คน ออกกำลังกาย พักผ่อน และใช้เวลาร่วมกับครอบครัว ทำให้ศูนย์การค้าทั่วโลกทยอยปรับบทบาทจาก Shopping Mall สู่ Lifestyle Destination หรือจุดหมายปลายทางของการใช้ชีวิต ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่การซื้อสินค้าออนไลน์ไม่สามารถทดแทนได้


เมกาบางนาถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยการลงทุนครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพิ่มพื้นที่ร้านค้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการต่อยอดสู่การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส Mega City ที่จะรวมพื้นที่ค้าปลีก ไลฟ์สไตล์ เวลเนส และคอมมูนิตี้เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อรองรับการเติบโตของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกในระยะยาว

 

 

เมกาบางนา ขยายอะไรบ้าง

การขยายครั้งนี้ดำเนินการภายใต้แนวคิด "A Destination for a More Thoughtful Everyday" ที่ต้องการยกระดับเมกาบางนาให้เป็นมากกว่าศูนย์การค้า แต่เป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ รีเทล เวลเนส และคอมมูนิตี้ สำหรับผู้คนในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก


เมื่อส่วนต่อขยายแล้วเสร็จ เมกาบางนาจะมีพื้นที่โครงการรวมประมาณ 800,000 ตารางเมตร รองรับแบรนด์รวมกว่า 1,200 แบรนด์ เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีมากกว่า 900 แบรนด์ โดยจะมีแบรนด์ใหม่กว่า 250 แบรนด์ รวมถึงแบรนด์กลุ่ม Accessible Luxury มากกว่า 20 แบรนด์


การลงทุนครั้งนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแผนพัฒนา "Mega City" โครงการมิกซ์ยูสบนพื้นที่กว่า 325 ไร่ ซึ่งเมื่อพัฒนาแล้วเสร็จจะมีพื้นที่โครงการรวมกว่า 1.3 ล้านตารางเมตร และมีมูลค่าโครงการรวมประมาณ 70,000 ล้านบาท

 


ทำไม "บางนา" จึงเป็นทำเลยุทธศาสตร์ของ Mega City

การตัดสินใจลงทุนครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการขยายพื้นที่ค้าปลีกเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนศักยภาพของ "บางนา" ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านประชากร กำลังซื้อ และบทบาททางเศรษฐกิจ ข้อมูลจากเมกาบางนาระบุว่า พื้นที่บางนามีประชากรมากกว่า 3 ล้านคน อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างกรุงเทพมหานคร สนามบินสุวรรณภูมิ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีบทบาททั้งด้านการอยู่อาศัย การค้า การลงทุน และการเดินทาง


นอกจากนี้ การขยายตัวของกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ที่มองหาพื้นที่ใช้ชีวิตครบวงจรใกล้บ้าน ยังเป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันให้บางนากลายเป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก และเป็นเหตุผลสำคัญที่เมกาบางนาเลือกลงทุนระยะยาวในพื้นที่แห่งนี้

 


จากศูนย์การค้า สู่ "Your Everyday Meeting Place"

แนวคิดสำคัญของเมกาบางนาในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนร้านค้าเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง "Your Everyday Meeting Place" หรือพื้นที่ที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิต พบปะ ทำกิจกรรม และใช้เวลาร่วมกันได้ในทุกวัน แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับปรัชญา Meeting Place ของ Ikano Centres ที่มองว่าศูนย์การค้าไม่ควรเป็นเพียงสถานที่จับจ่ายใช้สอย แต่ควรเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนและชุมชนเข้าด้วยกัน


ตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา เมกาบางนาต้อนรับผู้ใช้บริการสะสมมากกว่า 670 ล้านครั้ง และสร้างสถิติผู้เข้าใช้บริการสูงสุดถึง 60 ล้านครั้งในปี 2568 พร้อมรักษาอัตราการเช่าพื้นที่เต็ม 100% อย่างต่อเนื่อง ภายในโครงการมี Anchor Tenant สำคัญ ได้แก่ IKEA สาขาแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเซ็นทรัล ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์ โฮมโปร บิ๊กซี และเมกา ซีนีเพล็กซ์ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เมกาบางนาได้สร้างฐานผู้ใช้งานที่แข็งแกร่งมาตลอดกว่า 1 ทศวรรษ


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือทิศทางของการพัฒนาในอนาคต เพราะการแข่งขันของศูนย์การค้าในปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่จำนวนร้านค้าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่ "ประสบการณ์" และ "เวลาที่ผู้คนเลือกใช้ภายในพื้นที่" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมกาบางนาในระยะต่อไป



MEGA SKYLINE และ MEGA LOFT ไฮไลต์ใหม่ของเมกาบางนา

ส่วนต่อขยายของเมกาบางนาได้รับแรงบันดาลใจจาก Nordic Design ที่เน้นความโปร่งสบาย การเชื่อมโยงกับธรรมชาติ และการออกแบบโดยมีผู้คนเป็นศูนย์กลาง หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ MEGA SKYLINE พื้นที่สีเขียวและคอมมูนิตี้สเปซขนาดกว่า 7 ไร่ พร้อมพื้นที่กิจกรรม พื้นที่ออกกำลังกาย และพื้นที่ไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟรวมกว่า 3,000 ตารางเมตร


อีกหนึ่งพื้นที่สำคัญคือ MEGA LOFT พื้นที่ด้านอาหารและการพบปะสังสรรค์ขนาดกว่า 2,000 ตารางเมตร ซึ่งถูกวางให้เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางด้านอาหารของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก


การเพิ่มพื้นที่เหล่านี้สะท้อนว่า เมกาบางนาไม่ได้มุ่งเน้นการเพิ่มพื้นที่ค้าปลีกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเติมเต็มประสบการณ์ด้านรีเทล ร้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ เวลเนส และคอมมูนิตี้ เพื่อให้ผู้คนสามารถใช้เวลาทั้งวันภายในโครงการได้


 

จาก "ห้าง" สู่ "เมือง" นี่คือโจทย์ใหญ่ที่เมกาบางนากำลังพิสูจน์

การลงทุน 6,000 ล้านบาทในครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงความเชื่อมั่นต่อธุรกิจค้าปลีก แต่กำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของบทบาทศูนย์การค้าในยุคที่การซื้อสินค้าไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในพื้นที่จริงอีกต่อไป เมื่อสินค้าแทบทุกอย่างสามารถสั่งซื้อผ่านออนไลน์ได้ สิ่งที่ผู้คนยังคงออกจากบ้านเพื่อเดินทางมาหาศูนย์การค้า คือ "ประสบการณ์" ที่โลกดิจิทัลไม่สามารถทดแทนได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาร่วมกับครอบครัว การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อน หรือการพบปะผู้คน


คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า เมกาบางนาจะมีร้านค้าเพิ่มขึ้นอีกกี่แบรนด์ หรือมีพื้นที่ใหญ่ขึ้นอีกเท่าใด แต่คือโมเดล Mega City จะสามารถทำให้ผู้คนเลือกกลับมา "ใช้ชีวิต" ที่นี่ได้บ่อยกว่าการเป็นเพียงจุดหมายสำหรับการช้อปปิ้งหรือไม่


เพราะหากทำได้สำเร็จ การขยายครั้งนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนครั้งใหญ่ของเมกาบางนา แต่เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่สะท้อนทิศทางใหม่ของการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสและศูนย์การค้าในประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการใช้ชีวิตควบคู่ไปกับการเติบโตของเมือง

 

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :

The Standard

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page